หน้าแรก ประชาชื่น บทใหม่ของ ‘จั...

บทใหม่ของ ‘จังหวัดกระบี่’ เกาะกระแสมู จากแดนศิวลึงค์ สู่ ‘เมืองแห่งเทพ’

24.07.25 | 12:15 น.
บทใหม่ของ ‘จังหวัดกระบี่’ เกาะกระแสมู จากแดนศิวลึงค์ สู่ ‘เมืองแห่งเทพ’

หากเรียงลำดับตามตัวพยัญชนะอักษรไทย “จังหวัดกระบี่” คือหมายเลข 1 ของประเทศไทย แต่ถ้าวัดกันด้วยขนาดของพื้นที่แล้วกระบี่นับเป็นอันดับที่ 45

มีพื้นที่ทั้งหมด 4,708.512 ตารางกิโลเมตร ในฐานะเมืองท่องเที่ยว กระบี่เป็นหมุดหมายของนักเดินทางจากทั่วโลกที่นิยมชมชอบธรรมชาติ เคยสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวติดท็อปไฟว์ของประเทศ ตัวเลขล่าสุดระบุปี 2567 อยู่ที่ 91,000 ล้านบาท และในปี 2568 ตั้งเป้าไว้ที่ 150,000 ล้านบาท แต่การที่จะมีรายได้ตามเป้าที่ตั้งนี้ จังหวัดกระบี่จะต้องร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ จัดกิจกรรมมากมายเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ หนึ่งในกิจกรรมที่กล่าว คือใช้กลยุทธ์ “ซอฟต์พาวเวอร์” ที่กำลังเป็นกระแสฮิตติดปากผู้คนในเวลานี้

ขณะที่การค้าศิลปวัฒนธรรมหรือซอฟต์พาวเวอร์แทบจะทุกแห่งกลายเป็นช่องทางหารายได้เข้าประเทศในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ “จังหวัดกระบี่” ก็ไม่ต่างจากที่อื่นนัก

แต่กระบี่มีอาวุธที่สำคัญด้านการท่องเที่ยวที่เหนือกว่าอยู่ในมือซึ่งเป็นข้อได้เปรียบจังหวัดอื่น กล่าวคือเป็นจังหวัดที่มีสมบัติจากธรรมชาติ ทั้งทะเล ภูเขา ป่าไม้ หมู่เกาะน้อยใหญ่ น้ำตก ทะเลแหวก และอ่าวมาหยาชายหาดที่สวยงามติดอันดับโลก และอีกสิ่งกำลังจะเพิ่มเข้ามาในอีกปีสองปีข้างหน้าเป็น “บทใหม่” ของการท่องเที่ยวกระบี่ นั่นคือการนำเอาเรื่องของ “ศรัทธาและความเชื่อ” ที่จะต่อยอดมาจากฉายา “เมืองพระศิวะ” ในปัจจุบัน มาทำให้เกิดรายได้เพิ่มมากขึ้น

Advertisement
กีรติศักดิ์ ภูเก้าล้วน

จะทำอย่างไรนั้น “กีรติศักดิ์ ภูเก้าล้วน” ตำแหน่งปัจจุบันรองนายกสภาการศึกษาจังหวัดกระบี่ (ด้านการท่องเที่ยว) มีโอกาสพบปะกันในงานมอบรางวัล

โพธิคยานาคาธิบดี รางวัลสำหรับผู้ประกอบคุณงามความดีมีผลงานดีเด่นในการเผยแพร่พระพุทธศาสนา กีรติศักดิ์เล่าให้ฟังว่า กำลังจะสร้างเมืองกระบี่ให้เป็น “เมืองแห่งเทพ”  ขยายความได้ว่าเมื่อครั้ง 2,000 ปีที่ผ่านมา ภาคใต้ฝั่งอันดามันหรือฝั่งอ่าวไทย หรือทั้งสองฝั่งมีการเรียกชื่อว่า “ตะโกลา”

แต่จุดใดคือที่ตั้งของเมืองตะโกลา ไม่มีใครรู้! แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถสืบค้นและยืนยันได้อย่างสำคัญคืออายุของเมือง และสิ่งที่บ่งบอกว่าเมืองกระบี่มีอายุถึง 2,000 ปีนั้น มีที่ไหนบ้าง? แน่นอนว่าคำตอบของกีรติศักดิ์คือ “ลูกปัดโบราณ” ขุดพบที่อำเภอคลองท่อม มีอายุถึง 2,000 ปี

“นั่นหมายความว่าคลองท่อมที่เมืองกระบี่อาจเป็นศูนย์กลางเมืองตะโกลาก็ได้ หรืออาจเป็นที่อื่นไม่ว่าระนอง พังงา ภูเก็ต ตรังก็แล้วแต่ นั่นคือ 2,000 ปีที่ผ่านมา

หลังจากนั้นเราทราบว่าศาสนาฮินดูเป็นศาสนาที่มีคนนับถือมาก มีพราหมณ์เป็นผู้เผยแพร่ ศาสนานี้เข้ามาทางเรือสำเภา โดยมาจากอินเดียผ่านศรีลังกาผ่านทะเลอันดามันเข้าไปตามปากน้ำต่างๆ ตั้งแต่ ระนอง พังงา กระบี่ ตรัง ช่วงเวลานั้นคณะของพราหมณ์ หรือผู้ที่นับถือฮินดูแล่นเรือมากลางมหาสมุทร

มองไม่เห็นอะไรเลยเพราะโลกกลม แต่เมื่อผ่านเข้ามาใกล้เกาะภูเก็ตก็จะเห็นภูเขาอยู่รางๆ ไกลๆ เมื่อเข้ามาใกล้ภูเก็ตแล้วมองมาที่กระบี่เขาเห็นภูเขาลูกหนึ่งสูงตระหง่านมากกว่า 100 เมตร พวกพราหมณ์เหล่านั้นตะโกนขึ้นว่า ‘โอ้..บันทายสมอ’ รองนายกสภาการศึกษาจังหวัดกระบี่จินตนาการภาพในอดีตโบราณ”

เขาอธิบายต่อถึงคำ ‘บันทายสมอ’ ตามที่ค้นคว้าและบอกเล่าจากอาจารย์นักวิชาการทั้งหลายทำให้สรุปความหมายว่า ‘เทวาลัยที่ประดิษฐานของศิวลึงค์’

อาจมีคนไม่มากนักที่รู้จักและเคยเห็นภูเขาศิวลึงค์ที่กระบี่ ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ จังหวัดกระบี่ยังมีภูเขาลักษณะคล้ายศิวลึงค์ธรรมชาติกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ ถึง 13 ลูก

กีรติศักดิ์ยืนยันด้วยรูปภาพภูเขาศิวลึงค์ตามที่ต่างๆ ที่ได้ตระเวนถ่ายภาพมาสมกับฉายา ‘เมืองพระศิวะ’ ไม่เพียงแค่ภูเขา 13 ลูก ยังมีอยู่ชิ้นหนึ่งในถ้ำ

เขาขนาบน้ำซึ่งเป็นหินงอกหินย้อย คนไม่ค่อยเห็นเท่าไหร่นัก ภาพที่ประจักษ์แก่สายตามีทั้งงอกจากพื้นและย้อยลงมาจากเพดานถ้ำ ส่วนที่งอกขึ้นจากพื้นมีความสูงราว 3 เมตร มองเห็นเป็นรูปศิวลึงค์ชัดเจน

“ถามว่าเรื่องศิวลึงค์สำคัญแค่ไหน ผมบอกเลยว่านี่แหละคือซอฟต์พาวเวอร์ และเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ยั่งยืนของกระบี่ ศิวลึงค์เป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่คนนับถือฮินดู หรือบรรดาคนที่นับถือพระศิวะ พวกพราหมณ์เขาให้ความเคารพบูชาเพราะเป็นตัวแทนของพระศิวะ แหล่งท่องเที่ยวทั้งหมดในบริเวณนี้ตั้งแต่เกาะห้องมาถึง

เขาหางนาค อ่าวนาง ไร่เลย์ ไปถึงถ้ำพระนาง อ่าวน้ำเมารวมถึงหมู่เกาะปอดะ จะเห็นเลยว่าภูเขาศิวลึงค์เป็นความสวยงามตามธรรมชาติ พวกพราหมณ์ที่เขานับถือพระศิวะนับถือศิวลึงค์เขาต้องอยากมากราบไหว้บูชา บวงสรวง จุดนี้จึงเป็นจุดสำคัญ เพราะฉะนั้นมาถึงตอนนี้จึงอยากกระจายข่าวออกไปทั่วโลกว่าบัดนี้เขาพระศิวะที่จังหวัดกระบี่ดูให้ดีๆ นั่นคือภูเขาศิวลึงค์”

เมื่อมีมรดกล้ำค่าจากธรรมชาติอยู่ในมือ กีรติศักดิ์จึงคิดแผนต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มของความงามที่มีอยู่ มุ่งหวังจะสร้างจังหวัดกระบี่ให้เป็น ‘เมืองแห่งเทพ’

โดยวางแผนสร้าง ‘พระพิฆเณศ’ ขนาดสูง 3 เมตร เป็นประติมากรรมเพื่อนำไปประดิษฐานที่สวนสาธารณะธารา “ปัจจุบันคนที่นับศาสนาฮินดู หรือพวกพราหมณ์ต่างมากราบไหว้ศิวลึงค์บริเวณหน้าถ้ำพระนางอยู่แล้ว แต่จำนวนยังไม่มาก พวกนี้จะว่าจ้างเรือมาถึงด้านหน้าภูเขาก็จะอ้อมไปด้านหลังซึ่งเป็นจุดที่ทะเลเรียบไม่มีคลื่น เรือสามารถจอดทอดสมอได้ จากนั้นจะขึ้นไปที่หาดทรายหน้าถ้ำทำพิธีบูชายอดเขาพระศิวะ คนทั่วไปยังไม่ค่อยรู้เรื่องราวเหล่านี้ ผมจึงคิดจะสร้างให้เป็น ความศรัทธาสำหรับคนที่นับถือพระศิวะ หรือมีความเชื่อทางศาสนาฮินดูสามารถมากราบไหว้ทำพิธีแล้วก็เที่ยวที่กระบี่ต่อได้”

แผนซอฟต์พาวเวอร์ของกีรติศักดิ์ เริ่มด้วยการมอบหมายให้ ‘นนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน’ ศิลปินแห่งชาติช่วยออกแบบประติมากรรมพระพิฆเณศ สูง 3 เมตรเพื่อนำไปไว้ใกล้ๆ กับประติมากรรมมณีนาคตรงข้ามสวนสาธารณะธารา ใกล้กับท่าเทียบเรือริเวอร์มาริน่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบพระพิฆเณศ

กีรติศักดิ์เล่าต่อว่า เมื่อประติมากรรมสำเร็จแล้ว จากนั้นในแต่ละปีจะจัดพิธีบวงสรวงพระพิฆเณศให้เป็นงานประจำปี โดยเชิญเหล่าบรรดาศิลปิน นักแสดงทั้งหลาย นักร้องต่างๆ และผู้ที่นับถือศาสนาฮินดู นับถือเทพ พวกพราหมณ์ มาทำพิธี 3 วัน 3 คืน ในวันสุดท้ายจะมีพิธีอัญเชิญพระพิฆเณศจากฐานที่ตั้งไปลงเรือ เพื่อไปที่ภูเขาศิวลึงค์หรือเขาพระนาง บริเวณอ่าวไร่เลย์ “เราจะจัดเป็นขบวนแห่ทางเรือมาทางปากแม่น้ำแล้วเข้าไปที่เขาพระนาง เปรียบเสมือนการพาลูก คือพระพิฆเณศไปไหว้พ่อคือเขาศิวลึงค์ตัวแทนองค์พระศิวะ มีการทำพิธีโปรยข้าวตอกดอกไม้ นี่จะเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ยั่งยืนให้กับเมืองกระบี่”

ก่อนที่แผนดังกล่าวจะเผยแพร่ออกไป กีรติศักดิ์ออกตัวไว้ก่อนว่า ปีแรกๆ คนอาจไม่มากนัก แต่ปีต่อๆ ไปเมื่อคนรู้จักมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาฮินดูจากประเทศอินเดียที่มีจำนวนหลายล้านคน หรือพวกพราหมณ์จากที่ต่างๆ รวมถึงเหล่าศิลปินที่บูชาพระพิฆเณศ เชื่อว่าจะเดินทางมากราบสักการะ หรือทำพิธีบวงสรวงมากขึ้นเรื่อยๆ กระบี่ก็จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางด้านความเชื่อความศรัทธาเพิ่มขึ้นมา คาดหวังว่าสามารถสร้างรายได้ให้แก่บรรดาผู้ประกอบการ ประชาชนในจังหวัดกระบี่มากขึ้น ไม่ว่าโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร รีสอร์ต แม้แต่เรือโดยสารก็จะมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

“อ้อ..พวกข้าวตอกดอกไม้ที่นำมาทำพิธี รับรองว่าจะไม่ทิ้งลงทะเล ไม่ให้โปรยลงน้ำ แต่ให้นำกลับไปบูชาต่อที่บ้าน ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นของมงคลไม่เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมแน่นอน ผมเชื่อว่าถ้าเราทำได้อย่างนี้แล้วการท่องเที่ยวของกระบี่จะมีความยั่งยืน และผู้คนจะมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ผมเชื่อมั่นว่า

มันต้องเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และยั่งยืน ไม่มีดับไป มั่นใจว่าพื้นที่ตรงนี้ศักดิ์สิทธิ์จะส่งผลทั้งทางด้านกำลังใจและสร้างพลังแห่งความสำเร็จ” นายกสภาการศึกษากล่าวทิ้งท้าย

??????????

13 พื้นที่ภูเขาศิวลึงค์ที่กระบี่

1.เขาศิวลึงค์ บริเวณเกาะเหลาลาดิง ภูเขาหินธรรมชาติที่มีลักษณะคล้ายศิวลึงค์สัญลักษณ์ทางศาสนาฮินดู ตั้งตระหง่านอยู่ในทะเล การเดินทางไปชมทำได้โดยการเช่าเรือหางยาวจากท่าเรือแหลมสัก

2.เขาหลัก เป็นเขาหินปูนรูปคล้ายศิวลึงค์ตั้งโดดเด่นในทะเลกระบี่  

3.เขาขนาบน้ำ เกิดจากเขาหินปูนสองลูกที่มีความสูงประมาณ 100 เมตร อยู่ด้านหน้าตัวเมืองกระบี่ ถือเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด

4.ถ้ำพระนาง เป็นถ้ำตื้นๆ เล็กๆ ตั้งอยู่ริมทะเลปลายชายหาดด้านทิศใต้ของ “อ่าวถ้ำพระนาง” (คนละแห่งกับอ่าวนาง) ภายในถ้ำตั้งศาลพระนาง คนนิยมนำศิวลึงค์มาบูชา

5.บริเวณเกาะห้อง อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี หมู่เกาะประกอบด้วยเกาะเล็กเกาะน้อย มีแนวปะการังทั้งน้ำตื้นและน้ำลึก และมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ

6.เขาหางนาค หรือเขาหงอนนาค อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี มีจุดชมวิวที่สวยงามบนยอดเขา มองเห็นทิวทัศน์ทะเลกระบี่ได้

7.บริเวณอ่าวนาง แหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของกระบี่ ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลอันดามัน เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี

8.บริเวณอ่าวไร่เลย์ เข้าได้เฉพาะทางเรือเท่านั้น เนื่องจากถูกล้อมรอบด้วยหน้าผาหินปูนสูง จึงเงียบสงบและมีบรรยากาศเป็นส่วนตัว

9.อ่าวน้ำเมา เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวประมง มีท่าเรือที่ใช้เดินทางไปยังไร่เลย์และเกาะปอดะ บรรยากาศเงียบสงบ มีชายหาดที่สวยงาม

10.เกาะปอดะ เป็นเกาะที่มีลักษณะเป็นเขาหินปูนที่โดดเด่น และเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะปอดะ

11.ถ้ำคลัง ตั้งอยู่ที่ตำบลอ่าวลึกน้อย อำเภออ่าวลึก เป็นถ้ำที่อยู่ในภูเขาหินปูน ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยสวยงามมีลักษณะคล้ายศิวลึงค์

12.บริเวณเกาะพีพี ประกอบด้วยเกาะพีพีดอนและเกาะพีพีเล เป็นที่รู้จักจากอ่าวมาหยา

13.เกาะรอก และหมู่เกาะห้า เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา

กรรณิการณ์ ฉิมสร้อย