หน้าแรก ประชาชื่น สิ่งเดียวที่เ...

สิ่งเดียวที่เราต่อต้าน ‘การทารุณกรรม’ เมื่อจริยธรรมชาติ วัดจากสวัสดิภาพของ ‘สัตว์’

25.07.25 | 12:29 น.

สิ่งเดียวที่เราต่อต้าน
‘การทารุณกรรม’
เมื่อจริยธรรมชาติ วัดจากสวัสดิภาพของ ‘สัตว์’

เราไม่ได้คาดหวังให้ทุกคนเป็นมังสวิรัติ และเราไม่ได้ห้ามการบริโภคเนื้อสัตว์

สิ่งเดียวที่เราต่อต้านคือ ‘การทารุณกรรม’

ธีระพงศ์ ปังศรีวงศ์ นายกสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) ลั่นวาจา

ตอกย้ำปรัชญาอันแสนเรียบง่าย ‘ไม่อยากเห็นการทรมานสัตว์’ อีกต่อไป

Advertisement

อันเป็นความปรารถนาสูงสุดของทั้ง TSPCA และ สวรรค์ แสงบัลลังค์ ผู้ได้รับเลือกคนล่าสุด

ให้มอบโล่ประกาศเกียรติคุณในฐานะ ‘ผู้ทำคุณประโยชน์ด้านการป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์’

เมื่อเร็วๆ นี้ TSPCA พร้อมด้วยองค์กรเครือข่าย จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เครือข่ายผู้รักสัตว์ ครั้งที่ 13 ในหัวข้อ ‘เมตตาให้สัตว์ด้วยความรับผิดชอบ’ ท่ามกลางผู้แทนกว่า 51 องค์กรที่ใส่ใจด้านสวัสดิภาพสัตว์ ทั้งภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมเนืองแน่น ณ โรงแรมเคปราชา จังหวัดชลบุรี

เพื่อบอกเล่าความหวังที่มีร่วมกัน

คือ ‘การมีกฎหมายป้องกันการทารุณกรรมสัตว์’ อันมีผลเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง

เช่นเดียวกับนานาอารยประเทศ

ระดมคนเก่ง แชร์ไอเดียนอกกรอบ
เพราะ ‘สัตว์’ ไม่ได้มีสปีชีส์เดียวในโลก

เมื่อไทยยังไม่มีกฎหมายที่ครอบคลุมอุดช่องว่าง จึงเป็นเหตุให้ภาคประชาสังคมพยายามผลักดันตลอดระยะที่ผ่านมา

ร่วมมือกับทั้งหน่วยงานราชการ ยกร่างกฎหมายให้เกิดขึ้น แต่ก็ยังไม่ชัวร์ว่าจะนำไปใช้ได้อย่างไร

กระทั่งรัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้ประชาชนหรือกลุ่มบุคคล สามารถยื่นร่างกฎหมายได้

“ต้องยอมรับว่า คุณสวรรค์ แสงบัลลังค์ คือหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการผลักดันเรื่องนี้ เราได้ร่วมงานกับหน่วยงานต่างๆ มานานหลายสิบปี แต่ยังไม่มีใครเริ่มต้นในประเด็นนี้อย่างจริงจัง

ภายหลังกฎหมายฉบับนี้ได้ประกาศใช้ ก็มีหลายคดีที่ผู้กระทำความผิดฐานทารุณกรรม หรือทุบตีสัตว์ ได้รับการลงโทษตามกฎหมาย”

นายกสมาคม TSPCA บอกเล่าก้าวแรกที่นำมาสู่แอ๊กชั่นบางอย่าง เป็นจุดเริ่มต้นของการหยุดภาพจำโหดร้าย ที่เกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตร่วมโลกด้วยฝีมือมนุษย์

ออกตัวก่อนว่า อาจจะแปลกไปกว่าครั้งก่อนๆ

สำหรับ รศ.ดร.นสพ.ปานเทพ รัตนากร อุปนายกสมาคม TSPCA

ที่มองเวิร์กช็อปหนนี้แตกต่างจาก 13 ครั้งที่ผ่านมา เพราะมุ่งเน้นไปที่การสร้างความเข้าใจและระดมศักยภาพของแต่ละองค์กร ขยายขอบเขตความเข้าใจในแง่มุมอื่นๆ

เพื่อสร้างพลังร่วมขับเคลื่อน ให้ปัญหาสัตว์และสังคมในปัจจุบัน คลี่คลายและเห็นผลจริง

“เพราะว่าสัตว์ไม่ได้มีสปีชีส์เดียวในโลกนี้ แต่สำคัญกว่านั้น ผมต้องการความเก่งของทุกท่านที่มีอยู่ในตัว ไปช่วยแก้ปัญหา สร้างแนวคิดใหม่ๆ คิดนอกกรอบ เพื่อไปแชร์ในการช่วยพิจารณาเรื่องอื่นๆ ด้วย

การจะเดินทางใหม่ไปข้างหน้า เราต้องการคนที่มีจิตใจเหมือนกัน ความรู้ที่แตกต่างกัน แต่มาขบคิดปัญหาต่างๆ ด้วยศักยภาพของตัวเอง” รศ.ดร.นสพ.ปานเทพเผย

คุณธรรม ไม่ใช่สิ่งท่องจำ
เกิดเมื่อฝึก เอาชนะจิตฝ่ายลบ

ไฮไลต์ในครั้งนี้คือ ภาพยนตร์สั้นเรื่อง ‘ปล่อยนกบุญหรือบาป?’ ตามด้วยเรื่อง ‘รักไม่ปล่อย’

ที่ไม่เพียงฉายภาพฟุตเทจ แต่ยังตอกย้ำบางความเชื่อผิดๆ

เพราะหากมองให้ลึก ก็ไม่ต่างจากการทารุณสัตว์

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี หรือหมอเดล ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ไม่รีรอจับไมค์บรรยายพิเศษในหัวข้อ ‘การสร้างเมตตาธรรม คุณธรรมผ่านการเลี้ยงสัตว์อย่างรับผิดชอบ และตระหนักถึงสวัสดิภาพสัตว์ ในเยาวชนและสังคม’

ที่เน้นหนักว่า หัวใจของการสร้าง ‘จิตสำนึก’ ไม่ได้อยู่ที่การใช้คำพูดที่สวยหรู แต่เกิดจากวิถีปฏิบัติ ที่ถูกปลูกฝังและหยั่งรากลึก

สิ่งนี้คือการเรียนรู้เชิงอารมณ์ หรือ Learning by Feeling

มากกว่าการเรียนรู้จากการลงมือทำ หรือ Learning by Doing

“ผมยังจำได้ถึงประสบการณ์ในวัยเด็ก ที่แม่สอนให้ผมรู้จักการให้ผู้อื่นก่อนตนเองเสมอ เวลาเราพูดถึง ‘เมตตาธรรม’ หรือคุณธรรม เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ท่องจำ ผมไม่ได้ให้ความหมายตามพจนานุกรมของราชบัณฑิตยสถาน

หากเป็นเช่นนั้นคำว่า ‘คุณธรรม’ จะกลายเป็นเพียงนามธรรม”

หมอเดลชวนหยุดมองภาพในปัจจุบัน โลกของโซเชียลมีเดียได้นำพาคนไทยไปสู่ชีวิตที่เร่งรีบ

ลองนึกถึงสถานการณ์ที่คนชรากำลังจะข้ามถนน มือของเรากำพวงมาลัยพร้อมที่จะออกรถเมื่อไฟเขียว เราอาจมองว่าทำถูกต้องตาม สิทธิและกฎหมาย ใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที ตัดสินใจที่จะขับออกไป

“แต่ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ Empathy เพราะเราไม่ได้สนใจที่จะเรียกร้องเพียงแค่กฎหมายเท่านั้น”

“ในวินาทีที่เราฝึกสมอง ส่วนที่คิดดีกับสมองส่วนที่คิดไม่ดีอย่างต่อเนื่องในทุกครั้ง และสามารถเอาชนะอารมณ์ของตัวเองได้ ‘คุณธรรม’ จะเกิดขึ้นในยามที่เราเผชิญกับปัญหาหรืออุปสรรค” คุณหมอสุริยเดวเชื้อชวนให้คิดตาม

ก่อนจะเล่าต่อไปว่า คุณธรรม คือพฤติกรรมที่ประพฤติปฏิบัติเกือบเป็นนิสัย

ต่อให้เจอสิ่งยั่วยวน เจอความยากลำบาก ก็ไม่ยอมจำนนต่ออุปสรรค ยังคงซึ่งพฤติกรรมนั้นไว้ จึงบอกได้ว่าคือหัวใจคุณธรรม

“เป็นครั้งแรกที่เราวัดพฤติกรรม พฤติกรรมดี ด้านพอเพียง ด้านจิตอาสา คนรุ่นพ่อรุ่นแม่อาการหนักที่สุด คะแนนต่ำที่สุดในปี 2565 ต่ำด้านวินัยและความรับผิดชอบ ต่อมาปี 2566 เป็นปีที่คุณธรรมและความรับผิดชอบต่ำที่สุดในประเทศ

ทุนชีวิต เป็นสิ่งวัดจิตสำนึกของเด็ก เด็กหูหนวก ตาบอด ในสังคม กลับมีจิตสำนึกน้ำใจในการแบ่งปัน มากกว่าเด็กหูดีตาดีสองเท่า มากกว่าเด็กที่เรียนเก่งที่สุดสามเท่า” ผอ.ศูนย์คุณธรรมตั้งข้อสังเกต พร้อมทิ้งท้ายได้อย่างสะเทือนใจ

“บางครั้งคนกับคนกันเองยังทารุณกันเลย แล้วจะเอาอะไรกับสัตว์”

จริยธรรมชาติ
‘สวัสดิภาพของสัตว์’ คือมาตรวัด

ทางด้าน รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อุปนายกสมาคม TSPCA ขอหยิบยกในมุมความใกล้ชิดระหว่างมนุษย์และสัตว์

โดยอธิบายว่า แม้แต่ในทางวิทยาศาสตร์ ส่วนหนึ่งในตัวเรา ก็มาจากสัตว์

แต่ความเมตตา กรุณา เป็นสิ่งสะท้อนความเป็นมนุษย์ของเรา

ดังที่มหาตมะคานธี เคยกล่าวไว้ว่า “ประเทศจะยิ่งใหญ่หรือมีจริยธรรมสูงแค่ไหน ให้ดูว่าคนในประเทศนั้นทำอะไรกับสัตว์ที่อยู่ในประเทศของเขา”

รศ.ดร.วรากรณ์ยังหนุนเสริมสิ่งที่นายกสมาคมฯได้เมนชั่นถึง คือการที่ประเทศต่างๆ ล้วนมีกฎหมายเกี่ยวกับการ ‘ไม่ทารุณกรรมสัตว์’ และปัจจุบันไทยเองก็มีเช่นกัน ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

เพราะเมื่อเรามีความเมตตาต่อสัตว์ร่วมโลก มันสะท้อนถึงความรับผิดชอบ และทำให้มนุษย์มีความสมบูรณ์มากขึ้น

แล้วทำไมเราต้องมีความเมตตากรุณาต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ?

สำหรับอุปนายกสมาคมฯ มองว่าความเคารพ ‘respect’ คือการให้คุณค่ากับสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ หรือสิ่งของ ซึ่งหมายความว่าเราอยากให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อเราอย่างไร เราก็ควรปฏิบัติอย่างนั้นเช่นกัน

‘respect’ จึงเป็นสิ่งจำเป็น และต้องพยายามให้เกิดขึ้นในยุคสมัยนี้

“ผมคิดว่า ‘การเคารพสัตว์’ เป็นสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสม นี่คือสารที่เราอยากสื่อออกไปเพื่อให้ผู้คนตระหนัก

ว่าความเมตตา-กรุณา เป็นสิ่งจำเป็นและควรได้รับการส่งเสริมให้เกิดขึ้น”

รศ.ดร.วรากรณ์หยิบยกบทความหนึ่ง ซึ่งระบุว่ามนุษย์ขับเคลื่อนด้วยสองสิ่ง

หนึ่งคือ โดพามีน ซึ่งเป็นฮอร์โมนในสมองที่ทำให้เรารู้สึกดี, สองคือ ‘สวัสดิภาพ’

“ผมได้มีโอกาสค้นคว้าว่าคำพูดใดที่จะช่วยให้ผู้คนเข้าใจคำว่า ‘สวัสดิภาพสัตว์’ ได้อย่างถ่องแท้ สิ่งนั้นคือการที่สัตว์ได้รับการปฏิบัติด้วยความเอาใจใส่ ให้เกียรติ และเมตตา รวมถึงการดูแลขั้นพื้นฐาน เช่น การปลอดจากความหิวโหย และความต้องการอื่นๆ

เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการดูแลสัตว์ของเรานั้นเปี่ยมด้วยความเคารพ เข้าถึงความต้องการพื้นฐาน ศักยภาพทางจิตใจ และส่งผลให้พวกเขามีสุขภาพที่ดีและปลอดภัยในทุกด้าน” อุปนายกสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์ฯตั้งประเด็นให้ชวนคิดตาม

อุดช่องว่างทางกฎหมาย
ทุกสิ่งมีชีวิต อยู่ร่วมอย่างสันติ

ท่ามกลางเทรนด์ที่ผู้คนหันมาสนใจ เลี้ยงสัตว์ Exotic

ในขณะที่ประชากรหมาแมวจรจัดยังคงพบเจอได้แทบทุกตรอกซอกซอย

สิ่งหนึ่งที่พอจะช่วยการันตีได้ว่า สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นจะมีสวัสดิภาพ ไม่ถูกซ้อมทรมานจากอคติ หรือตัดสินแบบเหมารวม คงต้องอาศัยกฎหมายที่เข้มข้น มีผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง ที่สำคัญคือต้องมีดีเทลครอบคลุมสัตว์ทุกชนิด

เจษฎา อนุจารี กรรมการและที่ปรึกษากฎหมาย แห่งสมาคม TSPCA อธิบายลงลึกในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ กติกา กฎเกณฑ์ การจัดระเบียบสัตว์เลี้ยงและสัตว์จรจัดในชุมชน

โดยยกกรณี ‘การขึ้นทะเบียน’ สุนัขและแมว รวมถึงการจัดสวัสดิภาพสัตว์ดุ

ประการแรกคือ 1.ร่างประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เกี่ยวกับสุนัขอันตราย

ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมความคิดเห็น จัดทำขึ้นโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ TSPCA มีส่วนร่วมผลักดัน ให้อำนาจคณะกรรมการป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ ในการกำหนดมาตรการต่างๆ และหากผู้ใดฝ่าฝืน มีโทษปรับ 40,000 บาท

ตามร่างเดิมระบุว่าจะมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วันหลังจากประกาศ ซึ่งปัจจุบันยังไม่ทราบกำหนดที่แน่นอน แต่คาดการณ์ว่าจะมีการบังคับใช้ภายในปีหน้า ซึ่งแนวคิดหลักของร่างกฎหมายนี้คือ ‘การจัดสวัสดิภาพสุนัขอันตราย’ โดยให้คำนิยามจาก ลักษณะทางกายภาพ พฤติกรรมที่ชอบกรรโชก ขู่ทำร้ายคน รวมถึงประวัติการเคยทำร้ายคนหรือสัตว์

“เดิมทีร่างกฎหมายฉบับนี้พยายามจะระบุสายพันธุ์สุนัขที่จัดว่าเป็นอันตราย เช่น พิตบูล และร็อตไวเลอร์ ซึ่งมีประวัติการทำร้ายคนค่อนข้างมาก แต่เครือข่ายภาคเอกชนหลายรายได้ทักท้วงว่าเป็น ‘การตีตราสุนัข’

โดยยกตัวอย่างว่า สุนัขที่มีประวัติทำร้ายคนก็สามารถมีพฤติกรรมที่ดีขึ้นได้ หากได้รับการเลี้ยงดูที่เหมาะสม”

ในความเห็นของเจษฎา เชื่อว่าสาเหตุของการทำร้ายคน มักเกิดจากการที่ผู้เลี้ยงไม่เข้าใจอุปนิสัย เลยไปกระตุ้นให้สัตว์รู้สึกว่าตนเองเป็น ‘จ่าฝูง’ จนทำให้มีพฤติกรรมก้าวร้าวและทำร้ายคนในที่สุด

ด้วยเหตุนี้ กระบวนการยกร่างจึง ‘หลีกเลี่ยงการระบุสายพันธุ์โดยตรง’

อย่างไรก็ตาม มีข้อกำหนดหนึ่งที่เป็นการอุดช่องว่าง คือการให้อธิบดีกรมปศุสัตว์ สามารถออกประกาศระบุสายพันธุ์ที่เป็นสุนัขอันตรายเพิ่มเติมได้

“นอกจากนี้ยังมีมาตรการจัดสวัสดิภาพ เช่น ข้อสังเกตเกี่ยวกับการให้อาหารทั่วไป คือ ‘ห้ามให้อาหารที่เป็นสิ่งมีชีวิต’ ซึ่งเป็นการยั่วยุความก้าวร้าวของสัตว์ให้มากขึ้น รวมถึงห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี หรือผู้สูงอายุเกิน 65 ปี ดูแลสัตว์อันตราย”

เจษฎาแง้มความก้าวหน้าในมิติของร่างกฎหมายที่กำลังรอการประกาศใช้

2.ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครเกี่ยวกับการควบคุมสัตว์เลี้ยง

อีกหนึ่งอนุบัญญัติที่ออกมาโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 ซึ่งขณะนี้ ข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานครได้ประกาศใช้แล้ว เริ่มมีผลมกราคม พ.ศ.2568 หากผู้ใดฝ่าฝืนจะมีโทษปรับ 25,000 บาท และมีมาตรการในการขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข และแมว

ภายในงาน ยังเปิดให้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างเครือข่ายผู้รักสัตว์ พร้อมร่วมสรุปผลกลุ่มทั้ง 3 ประเด็น

ไม่ว่าจะปม มนุษย์จะอยู่กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้มีข้อขัดแย้งน้อยที่สุด ทั้งช้างป่า ลิง กระทิง

การสร้างจิตสำนึกเมตตากรุณาต่อสัตว์ รวมทั้งประเด็น กติกา กฎเกณฑ์ การจัดระเบียบสัตว์เลี้ยงและสัตว์จรจัดในชุมชน

ซึ่งแนวทางทั้งหมดนี้ยังสอดคล้องกับ พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 รวมถึงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

เวทีจบ แต่แอ๊กชั่นยังคงเดินหน้าต่อ

ทุกผลลัพธ์และไอเดียจากการพูดคุยในครั้งนี้ จะถูกนำไปจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อบูรณาการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ เตรียมเสนอต่อหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเผยแพร่ต่อสาธารณชนต่อไป

เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกแห่งความเป็นเมืองไทยเมืองพุทธ ที่มนุษย์รักสัตว์ อย่างรับผิดชอบ