หน้าแรก ประชาชื่น จากสลายเสื้อแ...

จากสลายเสื้อแดง ถึงชายแดนกัมพูชา นนทวัฒน์ นำเบญจพล กับอันซีน ‘Boundary’ หมากพลเรือน บนเส้นแบ่งที่พร่าเลือน?

27.07.25 | 11:45 น.

จากสลายเสื้อแดง ถึงชายแดนกัมพูชา
นนทวัฒน์ นำเบญจพล
กับอันซีน ‘Boundary’
หมากพลเรือน บนเส้นแบ่งที่พร่าเลือน?

เหมือนภาพรีรันความขัดแย้งม้วนเก่า

ทันทีที่ลูกกระสุนจากปืนซึ่งถูกตั้งหน้าแนวทางขึ้นปราสาทตาเมือนธม พุ่งออกจากฝั่งกัมพูชา เปิดฉากยิงสู่พรมแดนไทย (24 ก.ค.) ตามด้วยเสียงสนั่นยิงแบบไร้ทิศทางมาเป็นระลอก

เป้าหมายไม่ใช่ทหาร หรือฐานทัพ หากแต่เป็นชาวบ้านที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ โจมตีปั๊มน้ำมัน แม้แต่โรงพยาบาล ร่วงหล่นกลางหลังคาบ้านเรือนประชาชนในสุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี สูญเสียนับสิบชีวิต

ฟื้นความทรงจำของคนในพื้นที่ ที่ไม่อยากประสบพบเจออีกรอบในความเป็นจริง

Advertisement

เหมือนเสียงสะท้อนผ่าน Boundary (ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง) ภาพยนตร์สารคดีเรื่องแรกของ เบิ้ล นนทวัฒน์ นำเบญจพล ผู้กำกับดอยบอย ที่ยังคงไทม์เลส พานั่งไทม์แมชชีนย้อนไปอยู่ในเหตุการณ์ช่วงปี 2553

ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ทาง Doc Club ร่วมกับ วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (CITU) จัด Doc Talk ครั้งที่ 5 ชวนผู้กำกับมาเล่าอันซีนที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อน ในคลาสเรียนของนักศึกษาเจนซี

เขาติดสอยห้อยตาม ‘อ๊อด’ ทหารหนุ่มที่เพิ่งปลดประจำการ เป็นคนเสื้อแดงที่จับได้ใบแดง ต้องไปเป็นทหารในดินแดน (ชายแดนภาคใต้) ที่ไม่ค่อยมีใครปรารถนา หลังผ่านพ้นเหตุการณ์สลายม็อบเสื้อแดง ปี 2553 อ๊อดกลับบ้านเกิดที่ศรีสะเกษ ในช่วงชายแดนกำลังปะทุจากกรณีเขาพระวิหาร อยู่บ้านได้เพียง 2 สัปดาห์ ก็เกิดการปะทะที่ ‘ปราสาทตาควาย’

ทั้งอ๊อดและเบิ้ลต่างเป็นคนที่บังเอิญอยู่ระหว่างการปะทะ เห็นทั้ง ศึกนอกและใน ด้วยการเมืองในไทยก็เพลี่ยงพล้ำ

เมื่อศาลโลกตัดสินกรณีปราสาทพระวิหาร รัฐบาลกัมพูชาขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ประจวบกับช่วงปี 2549 ไทยแบ่งเหลือง-แดงชัดเจน รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พยายามแก้ปมพื้นที่ทับซ้อน เมื่อทางรัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชาออกแถลงการณ์ร่วมกับยูเนสโก ฝ่ายเสื้อเหลืองจึงยกประเด็น ‘เสียแผ่นดิน’ ขึ้นมาโจมตี กระทั่งเหตุการณ์บานปลาย ก่อนความตึงเครียดชายแดนเริ่มคลี่คลายหลังเปลี่ยนรัฐบาลในปี 2554 ยุคยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ยังร่วมสมัย แม้จะออกฉายปี 2556 สารคดีได้แงะให้เห็นปมของโศกนาฏกรรม ผ่านคำบอกเล่าจากปากชาวบ้านในพิกัดทั้งสองฝั่งฟาก ที่มีเพียงหลุมหลบภัย ไร้ทางเลือก ต้องอพยพจากบ้านเพียงเพราะอาศัยอยู่ระหว่างเส้นแบ่งที่ยังพร่าเลือนในเชิงการเมือง

เมื่อถูกแกะเกาอยู่ตลอดเวลา สะเก็ดบาดแผลที่เหมือนจะแห้ง จึงถูกเปิดอีกรอบ

นนทวัฒน์ ในฐานะคนภาคกลาง บ้านอยู่รังสิต ได้สัมผัสทั้งความในใจจากคนทั้งสองฝั่ง เห็นน้ำตา คำเย้ยหยัน แม้กระทั่งโลงศพที่สะท้อนดีเทลของวัฒนธรรมร่วม ร่องรอยการขุดกับระเบิด ทิ้งบอมบ์ วิถีชีวิตคนนอก-ใน

ทั้งเสียงสัมภาษณ์ชาวศรีสะเกษ ที่อยู่กันมาไม่ได้ทะเลาะเบาะแว้งกับเขมร แต่เพราะ ‘ท่านคุยกันในห้องแอร์’ คนในครอบครัวนั่งอธิบายสภาพศพสามีที่เหลือแต่ใบไม้กลบ เรื่องราวของหลักที่เดินได้ใน อ.ช่องสะงำ เสียงบทสนทนาจริงของคนกัมพูชาในอุดรมีชัย ที่ได้รับคำสั่งให้วางกับระเบิดช่วงที่เหตุการณ์ไม่สงบ

ทั้งเขาและเรา ต่างก็โบ้ยว่าอีกฝั่งเป็นฝ่ายย้ายหลัก

รวมถึงความไม่พอใจที่คนไทยสร้างถนน ทำอะไรไมได้ จ้องกันด้วยความแค้น หรือแม้แต่คำพูดที่ว่า ฮุน เซน ฮุน มาเนต ให้แกล้งทำปืนลั่นได้

“การแก้ปัญหาชายแดน พูดอย่าง ทำอย่าง เชื่อไม่ได้เลย”

“ตอนนี้ไม่ต้องสู้กันอีกแล้ว พวกมันก็คงดีใจเหมือนกัน ถ้าแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ ทั้งสองฝ่ายก็จะได้ประโยชน์ ได้กลับมาใช้ชีวิตปกติ” เป็นเสียงสนทนาจากปากของทหารเขมร ที่พลเรือนฝั่งไทยก็คงคิดไม่ต่างกัน

เคยถูกสั่งแบนฉายในราชอาณาจักร เป็นสารคดีไทยที่ถูก Netflix ถูกซื้อไปฉาย และใกล้จะออกจากแพลตฟอร์มในเร็วๆ นี้ จึงไม่อยากให้พลาดด้วยประการทั้งปวง

เพื่อทำความเข้าใจกัมพูชา ผ่านสายตาของผู้คนที่ถูกเรียกว่า ‘พลเรือน’ ทว่า ถูกกระทำราวกับหมากเบี้ย ในเกมการเมือง

⦁ ‘อ๊อด’ เป็นซับเจ็กต์ที่น่าสนใจมาก เพราะอยู่ท่ามกลางทุกความขัดแย้ง ทั้งสลายเสื้อแดงเดือนเมษา 2553 ลงไปเป็นทหารอยู่ภาคใต้ และบ้านอยู่ใกล้ชายแดนศรีสะเกษอีก?

ตอนนั้นยังไม่ได้สนใจการเมืองไทย เป็นเด็กอิกนอร์แรนต์ท่านหนึ่ง แต่พอมีเหตุการณ์เหลือง-แดงมากขึ้นมันเริ่มได้รับผลกระทบจากปิดถนน รถติด ไปดูคอนเสิร์ตไม่ได้ เพื่อนในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะสนับสนุนเสื้อเหลือง ในแวดวงหนังจะสนับสนุนเสื้อแดง แต่เรายังงงๆ ว่าใครทำอะไร ยังไง? พอการเมืองหนักขึ้นก็เริ่มศึกษา จนวันนึงออกกองไปเจอแก๊งทีมอาร์ตที่รับจ้างรายวัน ก็นั่งเมาธ์กัน เขาบอกว่าเพิ่งปลดประจำการทหารมา เนี่ย มากันทั้งหมู่บ้านเลย คือเขาตัดสินใจส่งตัวเองไปภาคใต้ ด้วยเหตุผล ถ้าผ่านจะได้สวัสดิการ รักษาฟรีตลอดชีวิต รวมถึงพ่อแม่ด้วย ก่อนปลดประจำการ ถูกส่งมาสลายเสื้อแดงที่แยกคอกวัว เป็นแนวหน้ากันปะทะ แต่ไม่ได้ส่องสไนเปอร์

ช่วงสงกรานต์เขาจะกลับบ้านที่ศรีสะเกษพอดี ตอนนั้นเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่ทำงานอยู่กรุงเทพฯจะกลับบ้านช่วงนี้ จนได้ยินประโยคหนึ่ง เราถามว่า ‘รู้สึกยังไงที่สลายคนเสื้อแดง?’ เขาบอกไม่อยากทำหรอก เพราะเป็นเสื้อแดงกันทั้งหมู่บ้าน มันบันดาลใจเรา ทำให้รู้ว่ามันมีหลายเลเยอร์ ก็เลยขอตามไปถ่ายสารคดี

พอมีไอเดียแล้ว เราเริ่มหาทุน ส่งไปที่สิงคโปร์ ได้ทุนสำหรับศิลปะการแสดงมาประมาณ 6-7 หมื่น ชวนเพื่อนกับน้องฝึกงานไปกัน 3 คน ขับรถไปบ้านอ๊อด เราไม่เคยไปเลย อยู่ 1 เดือน เวลาคนพูดถึงประเทศไทยจะมีภาพจำว่าประเทศไทยคือกรุงเทพฯ แต่จริงๆ มันกว้างขวาง มีอะไรมากกว่านั้น ผู้คน วัฒนธรรม ภาษา มีทั้งใช้ภาษาไทยกลาง อีสาน เขมร อย่างโลงศพตระการตามาก เพราะเป็นศิลปะที่ผสมระหว่างวัฒนธรรมไทยและเขมร

⦁ แสดงว่าแรงบันดาลใจแรกเริ่มจากอ๊อด มันมาจากความขัดแย้งในเมืองด้วยไหม?

นอกจากอ๊อดเราอยากทำประเด็นนี้ด้วย การสลายชุมนุมคนเสื้อแดง มีคนเสียชีวิตเป็นร้อย พอถนนโล่ง เพื่อนที่เรียนด้วยกันมากลับรู้สึกยินดีกับการฆ่าคนกลางเมืองเสียอย่างนั้น เราตกใจมาก เลยอยากรู้ปัญหารวมถึงชายแดน ที่เริ่มจากสนใจทหารคนนี้ สิ่งที่เขาประสบพบเจอแบบ Physical ไม่ใช่เราที่เจอแบบ Digital เลยอยากตามเขาไปที่บ้าน

⦁ ประสบการณ์หลังจากที่ได้สัมผัส?

บังเอิญบ้านเขาที่ศรีสะเกษอยู่ห่างชายแดนไม่เกินครึ่งชั่วโมง ตอนแรกตั้งใจถ่ายสารคดีที้มีความเป็น cinematic มากๆ ไปฝึก เรียนวิชาจากพี่เจ้ย (อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) แต่เราก็สัมภาษณ์ไว้เพื่อเป็นข้อมูลว่าจะถ่ายอะไร ช่วงที่อยู่เดือนนึงตามถ่ายชีวิตเขาทุกอย่าง ตื่นเช้ามาทำอะไร ไปหาปลา ตามถ่ายไม่ได้วางแผนอะไรเลยเพราะไม่มีประสบการณ์ ถือกล้อง DSLR ออกไป มีไมค์หัวกล้องอันนึง เจออะไรก็ถ่ายกันสนุกสนาน ผ่านไปสองอาทิตย์อยู่ดีๆ ก็มีข่าวว่ายิงกันไม่ไกลจากที่อยู่ ตัดสินใจไปดูกันหน่อยดีกว่า เริ่มแอ๊กชั่นแล้วตอนนั้น

เราเริ่มจากการไปที่ศูนย์อพยพ ซึ่งเป็นที่โรงเรียน ชาวบ้านชาวช่องอยู่กันเต็มเลย แล้วพยายามไปดูหมู่บ้านที่เขาหนีออกมา ไปดูร่องรอยกระสุน ได้บรรยากาศของหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากกรุงเทพฯถึงชายแดน

เราอยากไปดูพื้นที่อื่นๆ บ้าง มีบังเกอร์ มีอะไร ครบ 1 เดือนทดลองตัดต่อดู ระหว่างนั้นหาทางที่จะข้ามไปเขมร หาไกด์ แต่ไม่ค่อยมีใครอยากไป ไม่มีใครกล้า งบ 6-7 หมื่นก็หมดไป เลยส่งขอทุนปูซาน เป็นปีที่พิเศษโปรเจ็กต์ชายแดนพอดี ก็ได้มา 150,000 บาท เขาให้ตั๋วเครื่องบินไปเวิร์กช็อปที่ปูซานด้วย เป็นครั้งแรกที่ไปเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ

⦁ ครึ่งหลัง 30 เปอร์เซ็นต์ ถ่ายที่เขมร ฟุตเทจมาได้ยังไง?

ระหว่างเรายื่นขอทุนแล้วรอฟังผลก็ไปเจอผู้กำกับชาวเขมร เขาจะได้ไปงานที่ปูซานเหมือนกัน

ซึ่งพอตัดออกมามันจะดูไทยมาก เราอยากมีความบาลานซ์ ไม่ทันติดต่อไปเขาติดต่อมาก่อนว่า เห็นทำหนังเขมรมาเจอกันก่อนไหม เขาเป็นคนไนซ์ ทุกคนรัก คุยเก่ง พออีเมล์มาแล้วไปเจอกันที่ปูซาน คุยถูกคอจนเป็นเพื่อนสนิท เขายินดีที่จะช่วย

เราถ่ายที่หมู่บ้านศรีสะเกษ ใช้เวลา 1 เดือนประมาณ 70% ของหนัง ส่วน 30% ที่ถ่ายเขมร ใช้เวลา 3 ปี ในการหาคอนเน็กชั่น พยายามบินไปถ่ายที่พนมเปญก่อน สุดท้ายวันนึงเขาอีเมล์มาว่าหาคอนเน็กชั่นให้ได้แล้วนะ

บ้านเกิดเขาอยู่ จ.พระวิหาร พอดี แล้วเขารู้สึกว่าอยากให้คนไทยได้รู้ว่าคนไทยทำอะไรกับกัมพูชาไว้ เลยตกลงจะช่วย ให้น้องชายเขาที่อยู่กัมพูชาพาเข้าไป แต่มีข้อแม้ว่า ห้ามเปิดเผย Identity เพราะมันอันตราย ผมต้องแสร้งว่าเป็นคนไชนีสอเมริกันที่ไปเรียนนิวยอร์ก แล้วมาทำธีสิสส่งอาจารย์ที่เขาพระวิหาร เรามีชื่อด้วยนะ ชื่อโทมัส (หัวเราะ) ใช้เวลา 7 วันที่กัมพูชา

จำไม่ได้แล้วว่าไปที่ไหนบ้าง มีทั้งบันเตียเมียนเจย อยู่ติดกับสุรินทร์ ที่เห็นในช่วงหลังของหนังทหารไทยจะเรียกว่าอุดรมีชัย ก็ไปตรงนั้นก่อน มีทหาร 3 คนนั่งอยู่ที่บ้าน แต่ไม่อยากนั่งสัมภาษณ์ตรงๆ เลยพยายามให้นั่งคุยกันเป็นกลุ่ม ให้มันมีคอนเวอร์เซชั่น แต่ไม่รู้จะสัมภาษณ์ยังไงดี เราก็เลย อะ! งั้นเริ่มจากการเปิดคลิปที่คนไทย 2 คนคุยกันเรื่องเขมรที่เลื่อนเขตแดนเข้ามา แน่นอนว่าเขาฟังออก จบปุ๊บ เขาขึ้นเลยทั้ง 3 คน แล้วก็ถกกัน เราเลยรีบเอากล้องไปตั้ง ปล่อยให้เขาด่าไป ช่วงท้ายโชคดีที่เราแอ๊บเป็นไชนีสอเมริกันอยู่ ก็ heads up bro อะไรกันไป เลยรอดพ้นตรงนั้นมาได้ (หัวเราะ) จากนั้นก็ไปขึ้นเขาพระวิหารกัน

ช่วงที่ขึ้นก็มีความรู้สึกว่า (ถอนหายใจ) ในที่สุดหนังเรามันจะใกล้เสร็จแล้ว จริงๆ ‘ทางขึ้น’ มีการถกเถียงกันมาก่อนว่าเป็นของใคร เพราะเขมรไม่มีทางขึ้น มีเพียงทางจากฝั่งไทยเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วมันมีทางขึ้นอันหรูหราอลังการ แล้วกว้างกว่าฝั่งไทยด้วยซ้ำ พอไปถึงบนนั้นรู้สึกเหมือนขึ้นสวรรค์นิดๆ มันสูงมาก จำได้ว่ามีทั้งหมด 5 ชั้น

เราก็ชวนเขาคุย พอเราไม่ได้มี Identity เป็นคนไทยเขาก็น่ารักมาก พร้อมที่จะให้ข้อมูล ให้ถ่าย เพื่อนำเสนอความโหดร้ายที่อีกฝั่งทำไว้ให้ชาวโลกได้รู้กัน เขาก็น่ารักดีนะ กลับมาเราก็มาแปล นั่งๆ แปลอยู่มีประโยคที่เขาถามกันว่า ‘คนนี้ใคร’ ‘อ๋อ เป็นเพื่อนเป็นคนไชนีส อเมริกัน’ ‘อ๋อ เหมือนคนไทยเลยเนอะ’ (ยิ้ม)

เดินๆ ไปอีกจะมีซุ้มทหารไทยอยู่ที่เข้าไปประจำการ โห! ตรงนั้นเกร็งหนักเลย เขาคุยภาษาไทยกัน ต้องทำเป็นหัวเบลอๆ แบลงก์ๆ ไป (หัวเราะ) พอไปยืนตรงจุดสุดท้าย มันเห็นเท้าเราอยู่ตรงขอบฟ้า มันก็เป็นที่มาของชื่อภาษาไทยด้วย

⦁ พอถ่ายเสร็จ ได้ฟุตเทจที่ต้องการครบ หนังสมบูรณ์แล้ว แต่มี Legacy อย่างหนึ่งตอนออกฉาย คือถูกเซ็นเซอร์ เกิดอะไรขึ้น?

พอถ่ายเสร็จ ตัดต่ออีกปีนึง 3 ปีโดยรวมถึงแล้วเสร็จ ก็ได้รับเลือกให้ไปฉายที่เบอร์ลิน ซึ่งโชคดีเหมือนกัน มันเหมือนติดอาวุธบางอย่าง ระหว่างนั้นเราก็ทำคอนเทนต์ โพสต์เฟซบุ๊กอะไรไป ด้วยความเป็นเด็กเราก็ไม่ได้ Take Side ในตอนนั้น แต่หลังจากนั้นก็เริ่มแดงจ๋าแล้ว (หัวเราะ) เพราะผู้คนบนพื้นที่นั้นก็เป็นแดงกันหมด

เรารู้สึกว่าเขาทะเลาะกันหนักมากเรื่องชายแดน หลังจากนั้นเราเลยรู้สึกว่าชายแดนมันมีปัญหา ไปยุโรปมา แม้ว่าเส้นเขตแดนจะเบลอ แต่เขาก็อยู่กันมาได้ เราก็ทำของเราไป ไม่คิดว่าจะโดนแบน พอใกล้จะฉาย ส่งไปกองเซ็นเซอร์ แต่ตอนนั้นงงๆ หน่อยระหว่างออกเป็น DVD และภาพยนตร์ แต่ไม่ว่าจะแบบไหนก็ได้รับอนุญาตฉายเหมือนกัน จำไม่ได้ว่าทำไมถึงเลือกส่งเป็นแบบ DVD ปรากฏเขาบอกว่า มันโดนไม่อนุญาตให้ฉายนะ ลิสต์มาเป็นข้อๆ เหตุผลหลักๆ คือ ‘แคปชั่นที่ขึ้นไม่ตรงกับภาพที่นำเสนอ, ด้วยเนื้อหาที่เป็นภัยต่อความมั่นคง’ เขามีถึงขนาดฉากนี้เห็นควายเดิน แต่ขึ้นแคปชั่นอะไรสักอย่าง (หัวเราะ) ทำไงดี ส่งเมสเสจหาพี่หมู พี่ดา พี่เจ้ย แล้วคิดแคมเปญขึ้นมา ไปโพสต์ว่าโดนแบน ตื่นมาอีกทีด้วยความตกใจ มีคนแชร์ไปแบบเว่อร์วังมาก อารมณ์แบบเจ๊หงส์เมื่อวานซืนเลย ไม่ได้มีแค่คนไทยอย่างเดียว มาทั้งโลก งงมาก

เราเชื่อว่าทางฝั่งกองเซ็นเซอร์เองก็น่าจะมีคนโทรไป ผ่านไป 3-4 วันเขาก็โทรมาว่าจะปลดแบนแล้วนะ แต่ขอลบ 3 วิตอนต้นได้ไหม ที่เป็นงานฉลองปีใหม่ที่ราชประสงค์ มันมีประโยคนึงที่พูดแบบเบามา เป็นแอมเบียนท์ที่แทบจะไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำ เราก็กลัวว่าถ้าไม่ยอมลบ เขาจะแจ้ง 112 หรือเปล่า สุดท้ายก็ได้ฉาย

เมเจอร์กลัวจะเกิดปัญหา มีม็อบอะไรแบบนี้ ก็เลยดีลให้เราเช่าโรงรอบละ 5,000 แต่ต้องขายตั๋วเอง ก็ไปตั้งโต๊ะ ปรากฏฮิตอีก คนต่อแถวยาวอย่างกับป๊อปมาร์ท เต็มทุกรอบจนขอขึ้นค่าเช่า เราก็เลยไม่ขายก็ได้ บังเอิญ อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ได้ดูแล้วชอบก็เลยพาทัวร์ฉายตามมหาวิทยาลัย ไม่ใช่แค่ฮิตในเมืองไทย ได้ไปกว่า 50 เทศกาล

⦁ เวลาผ่านไป ตอนนี้รู้สึกยังไงกับหนัง มันยังทำงานไหม?

จริงๆ พอผ่านไป 10 กว่าปีรู้สึกเลยว่าประเทศเราเปลี่ยนไปเยอะเหมือนกัน ในแง่ของทัศนคติ จากที่คนตื่นเต้นในความรุนแรงของหนัง ซึ่งเราไม่รู้ว่ามันแรงด้วยนะ แต่พอมาดูตอนนี้มันก็ไม่ได้อะไรขนาดนั้น ก็เป็นหนังที่ถ่ายทอดชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่หลุดพ้นจากบรรยากาศของสงครามเฉยๆ

ทุกๆ ครั้งที่ฉายจะมีคนที่มีแนวคิด Conservative มาดู ก็จะมีความโมโหฟึดฟัดขึ้นมา แล้วด่าเราว่า ‘ขายชาติ’ เป็นประจำ รวมไปถึงคนในแวดวงภาพยนตร์ด้วย เช่นวันนั้นที่บางแสนรามา ม.บูรพา จะเอาหนังเราไปฉาย มีโปสเตอร์ไปแปะไว้ ก็มีทหารมาไม่ให้ฉาย เดินเก็บป้าย คนในแก๊ง สปคหปก. (ชื่อย่อที่แต่งขึ้นเอง) ก็คุยกันว่าจะลงชื่อเพื่อเทกแอ๊กชั่นกับเหตุการณ์นี้ แต่เหมือนกับสุดท้ายล้มการโหวต ในห้องมีสองฝั่ง ก็เมาธ์ฉ่ำเลย นอกจากคนดูที่เป็นคอนเซอร์เวทีฟ คนในแวดวงเองก็จะมีความเกลียดขี้หน้าเรา เกือบครึ่งวงการแล้วว่าเป็นพวกเสื้อแดง แม้แต่ ผกก.หัวก้าวหน้าบางคนด้วยซ้ำ ยังเคยว่าเราเป็นขี้ข้าทักษิณ มันมีหลายเลเยอร์มาก

หนังของผมไม่ได้ทำงานกับคนไทยหรือเขมร แต่ทำงานกับคนที่มีหัวในเชิงอนุรักษนิยมมากกว่า ถ้าคุณเป็นอนุรักษนิยม คุณจะโมโหกับหนังเรา แต่ผมเชื่อว่าปัจจุบันเปลี่ยนไปเยอะแล้ว หลังจากมี 3 นิ้วเกิดขึ้น ผมว่ามันเป็นม็อบที่เปลี่ยนประเทศ มันทำให้หนังเราซอฟต์ไปเลย

⦁ เหตุการณ์ตอนนี้หมือนย้อนกลับไป 10 กว่าปีก่อน มีรีเฟลกซ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง?

เรามีความมองเปลี่ยนไป ไม่รู้มองโลกสวยไปไหม ก่อนจะมี Border รากของวัฒนธรรมจริงๆ อย่างเขาพระวิหาร เราคิดว่าในทางประวัติศาสตร์อาจจะมีความเป็นของเขามากกว่า แต่รอบนี้ไม่รู้ว่าทะเลาะกันเรื่อง ‘ปราสาทตาเมือนธม’ หรือเรื่องอะไรกันแน่ แต่ทุกวันนี้เราก็รู้สึกว่า ถ้ารุ่นบูมเมอร์+ หรือเจน X ขึ้นไปแล้วยังเป็นอย่างนี้อยู่ การมี Border มันก็ดีเหมือนกันนะ (หัวเราะ) นอกจากนี้ก็รู้สึกว่าฮุน เซน งี่เง่าจัง หรือนายกฯคุยโทรศัพท์ มีวิธีคุยที่มันดูดี ให้เป็น Officially กว่านี้ไหม เราไม่ใจแน่ว่าเหตุผลจริงๆ มันเกิดมาจากอะไร ก็มี Theory เกิดขึ้นหลายอย่าง เช่น บอกว่าการจะเปิดกาสิโนในกรุงเทพฯจะกระทบกับที่ชายแดนหรือเปล่า พรรคการเมืองที่มีหุ้นกาสิโนกับฮุน เซน ก็เลยมีความอะไรกันหรือเปล่า

เราเลยรู้สึกว่าเหมือนเดิม สุดท้ายก็หยิบเอาประเด็นเหล่านี้ขึ้นมาเป็นเหตุผลในการทุจริตทางการเมืองกันอยู่ดี มันไม่ไปไหนเลย หยิบขึ้นมาก็ยังจุดติดอยู่ดี แต่รอบนี้อาจจะต่าง รอบที่แล้วจะชัด เสื้อเหลืองก็จะดิสเครดิต เสื้อแดงก็จะเห็นภาพว่ามันเป็นอะไร แต่รอบนี้มันเปลี่ยน มันมีความเหลือง แดง ส้ม ฟ้า อะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมดเลย จิตใต้สำนึกความรักชาติมันเลยออกมาทุกสีทุกหมู่เหล่าไปโดยปริยาย

เข้าใจได้นะว่าทำไมถึงด่า แต่เราจะรำคาญประเภทที่ทะเลาะกันเรื่อง ‘สงกรานต์เป็นของไทยหรือเขมร’ ซึ่งจริงๆ มันเป็นวัฒนธรรมร่วม พม่าหรือลาวก็มีเหมือนกัน หรืออย่าง ‘รำไทย’ ที่เถียงกัน ซึ่งเราว่ามันเป็นรูทเซ็นเตอร์ความเจริญมาจากอังกอร์วัด ซึ่งจริงๆ มันมาจากอินเดียอีกทีด้วยซ้ำ เราเลยเบื่อๆ การที่มาแย่งกันเคลมนู่นนี่นั่นว่าเป็นวัฒนธรรมของใคร

⦁ ใช้เวลาตั้งชื่อนานไหม พอใช้ชื่อนี้แล้วมีคนที่คิดเป็นอื่นจากที่ ผู้กำกับได้อินสไปร์มาด้วยหรือเปล่า?

เราพยายามหาชื่อไทย ก็เลยถามคุณแม่ว่ามันมีเพลงอะไรที่พูดถึงเรื่องเขตแดนบ้าง เพราะในหนังนี้มันไม่ใช่เขตแดนในแง่ภูมิประเทศอย่างเดียว มันรวมเขตแดนไว้หลากหลายมากที่มาปะทะกัน พอได้คุยกับอาจารย์เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน ตอนเขาได้ดู ยกสิบนิ้วขึ้นมานับว่าเจอเขตแดนอะไรในหนังบ้าง ไม่ว่าจะเขตแดนภูมิศาสตร์ เขตแดนการเกิด-การตาย ความรัก-ความเกลียด เขานับได้มากกว่าที่เราตั้งใจจะใส่ไว้ด้วยซ้ำ มีเรื่องชนชั้นในนั้นด้วย การที่คนชายแดนกับคนภาคส่วนกลางที่มักจะได้รับขี้จากภาคส่วนกลางเสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา รายได้ การทำงานที่สุดท้ายแล้วรายได้ต่ำ ไม่มีตังค์เรียนหนังสือดีๆ ต้องไปเป็นเด็กวัด โตขึ้นมาก็ต้องไปเป็นทหาร มันเป็นชีวิตคนต่างจังหวัด มันยังมีเรื่อง Classes เรื่องอะไรแบบนี้อยู่

พอถามว่า มันมีความหมายอะไรแบบนี้หรือเปล่า แม่ก็ร้องเพลง ‘ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง’ ขึ้นมา เป็นเพลงที่เพราะมาก เนื้อหาจะพูดถึงความรักระหว่างชนชั้น รวย-จน แต่ทุกอย่างจะคลี่คลายไปได้ ถ้าคนรวยลงมาต่ำ มามองเห็น แล้วจะรักกันได้ มัน Peaceful จะน่ารัก ซึ่งเผอิญคนแต่งถ้าจำไม่ผิด คือแกนนำเสื้อเหลืองที่ทวงคืนเขาพระวิหาร น่าสนใจเพราะเพลงค่อนข้างซ้ายมาก เราไม่แน่ใจว่าด้วยยุคสมัยหรืออะไร มันมั่วตั้วไปหมด รวมถึงการที่เราไปยืนอยู่ตรงนั้นแล้วรู้สึกถึงขอบฟ้า มันก็เลยออกมาเป็นชื่อหนัง

ทีนี้เราก็งงว่า มันมีคนที่ได้ยินชื่อเพลงนี้แล้วไม่โมโห แต่ทำไมพอไปเห็นชื่อหนังแล้วมาด่ากันจังเลย (หัวเราะ) เราว่าเหตุผลหนึ่งที่โดนแบน อาจจะเพราะเห็นชื่อหนังแล้วเขาคงอยากจะแบนเลยด้วยซ้ำ… ด้วยมั้ง?

⦁ สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำหนังเรื่องนี้ มันพาต่อยอดไปสู่เรื่องหลังๆ ด้วยไหม?

มันเป็นเหมือนรากฐาน เป็น Foundation ที่เซตอัพวิธีการทำงานหนังของเราเลย เราอยู่กับประเด็นเหล่านี้มาจนถึง ‘ดอยบอย’ เลย ดอยบอยเหมือนแบ๊กอัพของมิชชั่นชายแดนของเราเลย พอทำเรื่องนี้จบปุ๊บ เออ มันติดใจ อยากจะ Explore พื้นที่ชายแดนรอบๆ ข้างประเทศไทย ตะวันออก ตะวันตกติดพม่า ชายแดนภาคเหนือ แต่ภาคใต้เรายังใจไม่กล้าพอ ต้องใช้เวลาทุ่มเทพอสมควร เพราะค่อนข้างเซ็นซิทีฟ สนใจประเด็นเหล่านี้

ด้วยความชนชั้น ความเส้นแบ่งอะไรหลายๆ อย่าง มันมาปะทะกันในหนังอย่างไม่รู้ตัว

คือเสียงจากคนกลางเมืองใหญ่ ที่ได้สัมผัสเสียงในหัวของคนในพื้นที่

ชวนให้ย้อนสำรวจชนวนความขัดแย้ง ความหวาดระแวงที่ยังคงตกค้างเรื้อรัง ระหว่างเส้นแบ่งที่พร่าเบลอ ทางชนชั้นและอำนาจ (ตัดสินใจ) มาอย่างยาวนาน

อธิษฐาน จันทร์กลม