หน้าแรก ประชาชื่น แท็งก์ความคิด...

แท็งก์ความคิด : เจ้าเมืองนักพัฒนา

3.08.25 | 11:10 น.

แท็งก์ความคิด : เจ้าเมืองนักพัฒนา

ไปจังหวัดตรังคราวนี้มีโอกาสไปเยือนพิพิธภัณฑ์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี

พิพิธภัณฑ์นี้เดิมเป็นบ้านของพระยารัษฎาฯ ตอนที่เมืองตรังอยู่ที่กันตังในสมัยรัชกาลที่ 5

พระยารัษฎาฯ มีชื่อว่า คอซิมบี๊ เมื่อปี 2400

“คอ” เป็นชื่อแซ่ ส่วน “ซิมบี๊” เป็นชื่อ

Advertisement

เป็นบุตรของพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี หรือคอซู้เจียง เจ้าเมืองระนอง

ภายหลังได้รับพระราชทานนามสกุลให้คอซู้เจียงว่า “ณ ระนอง” จึงเป็น คอซู้เจียง ณ ระนอง

เข้าใจว่าสมัยก่อนในการปกครองหัวเมืองไกลๆ เจ้าเมืองต้องได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย

คอซู้เจียง บิดาของพระยารัษฎาฯ ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย ทำให้บุตรหลานของคนตระกูลนี้ได้เป็นเจ้าเมืองหลายเมืองในภาคใต้

พระยารัษฎาฯ เดิมไม่ได้หมายมั่นปั้นมือรับราชการ แต่เมื่อบิดานำตัวเข้าเฝ้าฯรัชกาลที่ 5 ชีวิตก็พลิกผัน

คอซิมบี๊เป็นที่ทรงโปรดฯ จึงเข้ารับราชการเป็นมหาดเล็ก และต่อมาได้รับแต่งตั้งให้ทำงานในพื้นที่ต่างจังหวัด

กระทั่งปี 2433 ได้เป็นเจ้าเมืองตรัง

เมืองตรังยามนั้นเป็นพื้นที่ที่มีคนยากไร้ โจรชุกชุม พระยารัษฎาฯได้จำแนกปัญหา แสวงหาเหตุ แล้วนำไปสู่ทางแก้ไข

เจ้าเมืองตรังมองเห็นว่า สาเหตุที่เกิดโจรเพราะเศรษฐกิจไม่ดี จึงเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ

ที่หน้าพิพิธภัณฑ์บ้านพักพระยารัษฎาฯ ได้จารึกแนวคิดของพระยารัษฎาฯ เอาไว้

“พระยารัษฎาฯ ส่งเสริมอาชีพให้ทุกบ้านปลูกพืชผักอย่างละ 5 ต้น เลี้ยงไก่บ้านละ 5 แม่

“ชาวบ้านทำได้ผลก็เอาใส่ตะกร้ามาให้ท่าน เพราะนึกว่าท่านให้ทำแล้วจะเก็บเอา แต่ท่านไม่รับไว้

“ชาวบ้านได้กิน ได้ใช้เอง เหลือได้ขาย เห็นผลก็ทำต่อมา”

เมื่อชาวบ้านมีกินมีใช้ จึงไม่ต้องไปปล้นชิง ปัญหาโจรผู้ร้ายก็ลดลง

พระยารัษฎาฯ ยังมีวิสัยทัศน์เป็นที่โจษขานกันมาจนถึงปัจจุบัน

นั่นคือ เป็นผู้ที่นำกล้ายางพารามาปลูกในสยามประเทศเป็นต้นแรก

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2425 ช่วงนั้นมีการขยายกล้ายางพาราในทวีปเอเชีย

มีหลักฐานว่า ปี 2442 พระยารัษฎาฯ ได้นำต้นยางพาราต้นแรกมาปลูกในสยาม

กระทั่งยางพารากลายเป็นพืชเศรษฐกิจของชาวใต้และของชาวไทย

ด้วยเหตุนี้ พระยารัษฎาฯ จึงได้รับการเรียกขานว่าเป็น “บิดาแห่งยางพารา”

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเล่าขานถึงกุศโลบายของพระยารัษฎาฯ เมื่อครั้นออกตรวจราชการตอนเป็นเจ้าเมืองตรัง

ตอนนั้นพระยารัษฎาฯพบว่าต้นไม้ตามบ้านต่างๆ มีกาฝากขึ้นเต็ม

กาฝากเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของพืช กระทบต่อผลผลิตของชาวบ้าน

พระยารัษฎาฯอยากกำจัดกาฝาก จึงแสร้งบอกให้บ่าวไปประกาศว่าท่านป่วย ต้องใช้กาฝากทำยา

ชาวบ้านได้ช่วยกันเก็บกาฝากส่งให้ที่จวนทุกวัน จนกาฝากหมด ท่านก็ให้แจ้งว่าหายป่วยแล้ว

พอกาฝากหมด พืชผลก็เจริญงอกงาม ชาวบ้านย่อมได้ผลผลิตที่ดีขึ้น

พิพิธภัณฑ์บ้านพักพระยารัษฎาฯ เป็นบ้านไม้สองชั้น หันหน้าออกทะเล ด้านหลังติดเนินเขา เข้าทำนอง “หงส์แดง เต่าดำ” เป็นฮวงจุ้ยที่ดี

รอบบ้านมีรางน้ำ ทำให้สามารถใช้น้ำได้คุ้มค่า

ใช้ดื่มกิน ใช้หุงอาหาร ใช้เลี้ยงสัตว์ และรดพืชผักผลไม้

การทำเช่นนี้ ถือเป็นตัวอย่างการบริหารจัดการน้ำภายในบ้าน เพราะสมัยนั้นที่กันตัง น้ำจืดหายาก

สำหรับพิพิธภัณฑ์บ้านพระยารัษฎาฯ ปัจจุบันเป็นของลูกหลานพระยารัษฎาฯ รุ่นที่ 5 ซึ่งพำนักอยู่ ณ ปีนัง

ปี 2535 โรงเรียนกันตังพิทยากรในนามของจังหวัดตรังได้รับอนุญาตให้นำบ้านพักพระยารัษฎาฯ มาทำเป็นพิพิธภัณฑ์

ทุกวันนี้พิพิธภัณฑ์บ้านพระยารัษฎาฯ จึงเป็นแหล่งเรียนรู้ และเป็นเครื่องรำลึกถึงเกียรติคุณของพระยารัษฎาฯ

น่าเสียดายที่พระยารัษฎาฯ เสียชีวิตด้วยวัยเพียง 56 ปี เพราะเหตุถูกยิง

แต่อายุเพียง 56 ปี ก็สามารถฝากผลงานเอาไว้ให้คนจดจำมายาวนาน

เป็นผลงานในฐานะเจ้าเมืองนักพัฒนา ผู้มีคุณูปการต่อชาวบ้าน

เป็นคุณูปการต่อเมืองตรัง และประเทศชาติ

นฤตย์ เสกธีระ