จากโรงพยาบาลบนถนนโยธี 2508
สู่ 6 ทศวรรษรามาธิบดี
ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์
ปักหมุดสถาบันการแพทย์ระดับสากล
‘ประเทศไทยจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการแพทย์และสาธารณสุขในระดับภูมิภาค’
ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์
คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาฯ และประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ
ประกาศเป้าหมาย ‘รามาฯ’ ขับเคลื่อนสาธารณสุขไทยสู่เวทีโลก
ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ยืนหยัดบทบาท “โรงเรียนแพทย์ของแผ่นดิน” ที่สร้างบุคลากรแพทย์แนวหน้ากว่า 10,000 คน สู่ระบบสาธารณสุขของประเทศ พร้อมขับเคลื่อนองค์ความรู้ผ่านการวิจัยและนวัตกรรมที่ทัดเทียมมาตรฐานสากล
จากจุดเริ่มต้นบนถนนโยธีในปี 2508 ถึงการเปิดสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ และล่าสุดเปิดตัว “โรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี” ในปี 2568
ทุกก้าวสะท้อนพันธกิจที่แน่วแน่ของคณะฯ ในการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมารับใช้ชีวิตมนุษย์อย่างเป็นรูปธรรม
⦁ บทบาทเชิงระบบ ตลอด 60 ปีที่ผ่านมาของ รพ.รามาธิบดีเป็นอย่างไร?
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยมหิดล ก่อตั้งเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.2508 หลังจากนั้นจึงมีการสร้างโรงพยาบาล ขยายต่อมาเรื่อยๆ กระทั่ง พ.ศ.2560 มีสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ บางพลี สมุทรปราการ เป็น ‘Mega Project’ ของทางรามาฯ บนพื้นที่ 300 ไร่ รองรับผู้ป่วย 200 เตียง
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มีหน้าที่ 3 หน้าที่ ได้แก่
1) การรักษาพยาบาล คนไข้นอกปีละประมาณ 2,500,000 ราย คนไข้ในประมาณ 60,000 ราย ทางโรงพยาบาลรักษาเคสที่มีความซับซ้อนของโรค (Case Mix Index) ซึ่งที่อื่นรักษาไม่ได้ก็จะถูกส่งตัวมาที่นี่ ตัวเลขความซับซ้อนของโรคของโรงพยาบาลรามาธิบดีขณะนี้อยู่ที่ 3.3 นับว่าสูงที่สุดในประเทศไทย
2) สร้างบุคลากรทางการแพทย์ 60 ปี ที่ผ่านมาเราสร้างแพทย์ไปแล้วประมาณ 10,000 คน ในแต่ละปีจะมีบัณฑิตแพทย์จบประมาณ 200 คน เราศึกษาไปยังแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนอวัยวะ ซึ่งรามาฯ เป็นหนึ่งในไม่กี่สถาบันในประเทศไทยที่สามารถรักษาโรคที่มีความซับซ้อนได้
3) ค้นคว้าวิจัย เพื่อสร้างองค์ความรู้มาพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศ หากจัดอันดับโรงพยาบาลที่มีความน่าเชื่อถือ เราอยู่ระดับต้นๆ ด้วยความสามารถในการรักษาพยาบาลและการสร้างบุคลากรทางการแพทย์ที่รักษาโรคที่มีความซับซ้อน
เราจะพาความสามารถในการรักษาของประเทศไทย ให้ไปสู่การยอมรับในระดับนานาชาติได้ เพราะผลงานวิจัยของเราได้ตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำของโลกอย่างต่อเนื่องและผลจากการค้นคว้าวิจัยก็สามารถถ่ายทอดในการพัฒนาสาธารณสุขไทยได้อย่างต่อเนื่องตลอด 60 ปี
⦁ ตลอดระยะเวลากว่า 6 ทศวรรษ โครงการไหนสะท้อนอัตลักษณ์ของรามาฯชัดที่สุด?
ด้านการรักษาพยาบาล เรามีความเชี่ยวชาญในการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะและการเปลี่ยนถ่ายไตมากกว่า 3,000 ราย นับว่าเป็นโรงพยาบาลที่มีการเปลี่ยนถ่ายไตเยอะที่สุดในประเทศไทยและการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกที่ทางรามาฯทำไปมากกว่า 2,000 ครั้ง เรามีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เช่น การใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ, การรักษาโรคลิ้นหัวใจตีบโดยที่ไม่ต้องผ่าตัด, การรักษาด้วยยีนบำบัด และการตัดต่อทางพันธุกรรมรักษาโรคธาลัสซีเมีย ซึ่งในประเทศไทยโรงพยาบาลรามาธิบดีเป็นโรงพยาบาลแรกที่ใช้วิธีตัดต่อโรคทางพันธุกรรมรักษาโรคธาลัสซีเมีย เนื่องจากเป็นโรคที่รักษาไม่หาย หากสามารถรักษาพันธุกรรมเขาได้ คนไข้ก็จะหายดี

⦁ ทิศทางการทำงานของคณะแพทย์ รามาฯ ในทศวรรษข้างหน้า เพื่อพัฒนาวงการสาธารณสุขไทย?
รามาฯ อยากเป็นคณะแพทย์ที่ได้ร่วมงานกับสถาบันการแพทย์ชั้นนำ ในระดับภูมิภาคและระดับโลก ทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการแพทย์และด้านสาธารณสุข ในระดับภูมิภาค ระดับอาเซียน เราอยากร่วมมือกับภูมิภาคต่างๆ เพื่อทำให้องค์ความรู้ของเรา สามารถเชื่อมโยงนำไปใช้ได้กับระดับนานาชาติ
ขณะเดียวกัน นอกจากเชื่อมโยงด้านวิชาการทางการแพทย์แล้ว เราก็อยากเชื่อมโยงกับศาสตร์อื่นๆ เป็นต้น เช่น วิศวกรรมศาสตร์ หรือการจัดการ เพราะการรักษาพยาบาลเทคโนโลยีมีความก้าวหน้าไปมาก ถ้าแพทย์ไม่มีความเข้าใจด้านเทคโนโลยีต่างๆ เช่น AI อาจไม่เกิดการพัฒนา ดังนั้นจึงต้องมีความร่วมมือกันในด้านนี้ เพื่อทำให้เราสามารถดำเนินงานร่วมกัน มีการเชื่อมโยงความรู้ให้ทางการแพทย์เติบโตไปได้
ประเทศไทย เป็นประเทศที่มีนวัตกรรมทางการแพทย์ แต่ไม่สามารถสร้างได้อย่างรวดเร็วมากนัก คิดว่าด้านการแพทย์ เรายังพอมีโอกาสอยู่
⦁ ปัจจุบันหลักสูตร ‘หมอไฮบริด’ มีผลอันเป็นรูปธรรมถึงขั้นตอนไหน?
ตอนนี้นักศึกษา 2 หลักสูตร อาทิ แพทยศาสตรบัณฑิตและวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต และหลักสูตรเรียนแพทย์ 6 ปี บริหาร 1 ปี ร่วมมือกับวิทยาลัยการจัดการ กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 5 แต่ผ่านการเรียนการสอนทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ และการจัดการมาบ้างแล้ว สิ่งที่นักศึกษาได้ไปทำมาคือการศึกษาระดับปริญญาโทและได้ทำโครงงานวิจัยต่างๆ ซึ่งพบว่าโครงการต่างๆ ที่นักศึกษาทำร่วมกับทางอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งจะใช้หลักการทางวิศวกรรมและหลักการในการแก้ไขปัญหาด้านการแพทย์เป็นโครงการที่มีความน่าสนใจมาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้ AI ในการวินิจฉัยโรค หรือการเอากระบวนการตรวจคัดกรองโรคโดยวิธีทางพันธุกรรมบางอย่างเข้ามา
โครงการดังกล่าวนี้จริงๆ นักศึกษาแพทย์ทั่วไปไม่สามารถทำได้ ต้องเป็นคนที่จบไปแล้วเป็นนักวิจัยสัก 1-2 ปี ก็จะเห็นเด็กกลุ่มเหล่านี้สามารถทำโครงการวิจัยลึกซึ้งและซับซ้อนได้ ในขณะที่กำลังเป็นนักศึกษาแพทย์ ทั้งยังมีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นและเป็นกำลังสำคัญให้แก่ประเทศ คาดการณ์ว่ารุ่นแรกจะจบในปี 2570 ซึ่งคงได้เห็นกันว่าหลักจากจบไปแล้วนักศึกษาเหล่านี้ทำอะไรได้บ้าง เชื่อว่าจะสามารถสร้างอะไรใหม่ๆ ให้กับประเทศได้
⦁ นวัตกรรมการรักษาด้วยเซลล์ คือ ความหวังใหม่ของผู้ป่วยโรคพันธุกรรม?
ปัจจุบันมีศัพท์ว่า ATMP (Advanced Therapeutic Medicinal Product) คือ การใช้เซลล์ของมนุษย์ในการรักษาโรค โดยจะเคยเห็นข่าวว่าคนบางคนเป็นโรคและหายเองได้ แต่เกิดขึ้นน้อยมาก ถามว่าทำไมคนกลุ่มนี้จึงหายเองได้ เพราะภูมิคุ้มกันสามารถพัฒนาตัวเองขึ้นมาแล้วรักษาโรคต่างๆ เราจะทำอย่างไรให้คนที่เหลือมีความสามารถด้านภูมิคุ้มกันเช่นนี้ จึงมีการศึกษาค้นคว้านำเซลล์ของคนไข้มาติดอาวุธเพื่อไปรักษาโรคต่างๆ
เรามีศูนย์ที่ชื่อว่า ‘CTMED’ เป็นศูนย์ผลิตเซลล์ที่เป็นอาวุธในการนำไปต่อสู้โรคต่างๆ เราสร้างห้องปฏิบัติการที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนจักรีนฤบดินทร์ เบื้องต้นได้สร้างเซลล์ที่เอาไว้รักษาโรคที่ยังไม่ยากนักและการตัดต่อเซลล์พันธุกรรมมาติดอาวุธ ขยายขอบเขตเซลล์ภูมิคุ้มกันเพื่อให้เข้าไปต่อสู้กับโรคมะเร็งต่างๆ เรานำพันธุกรรมของคนที่เป็นโรคธาลัสซีเมียมาแก้ไข เพื่อที่นำมารักษาแล้วถ่ายกลับเข้าไป ซึ่งอยู่ในช่วงเบื้องต้นของการทดลองหาวิธีรักษา
การรักษาโรคด้วยพันธุกรรมปัจจุบันเริ่มแล้ว มีคนไข้ที่เราร่วมกับทางต่างประเทศแต่การรักษาแบบนี้ต้องใช้ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แต่ละรายจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 15-20 ล้านบาท ซึ่งคนเป็นโรคธาลัสซีเมียในประเทศไทยมีเป็น 100,000 คน คงไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลเหล่านี้ได้ทั้งหมด หากเราหาวิธีที่จะค้นคว้าให้การรักษาด้วยพันธุกรรมมีราคาที่สามารถจับต้องได้ ก็จะสามารถทำให้คนที่เกิดมาเป็นโรคนี้กลับไปเป็นคนปกติได้มากขึ้น
⦁ อีกแง่มุมน่าสนใจคือ ความร่วมมือกับฝรั่งเศสช่วยยกระดับรามาฯ สู่เวทีโลกได้อย่างไร?
ทางรามาฯ มีคอนเน็กชั่นกับฝรั่งเศส ตั้งแต่อาจารย์ ศ.พญ.ศิรินธรา สิงหรา ณ อยุธยา ผู้เชี่ยวชาญการรักษาโรคทางหลอดเลือดเบอร์หนึ่งของประเทศไทย และได้ร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยจาก Rangueil University ซึ่งมีความเชี่ยวชาญ เข้ามาฝึกหัดในการเปลี่ยนถ่ายไตโดยใช้หุ่นยนต์ เนื่องจากการเปลี่ยนไตไม่ได้ง่าย ขึ้นอยู่กับสรีระของแต่ละบุคคล หากใช้มืออาจไม่มีความแม่นยำเท่าหุ่นยนต์
มีคนไข้ 3 ราย เป็นครั้งแรกของประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนไตโดยใช้หุ่นยนต์ ทุกคนได้รับไตใหม่ที่ทำงานได้อย่างดีจนถึงปัจจุบันก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยปกติ ซึ่งคนไข้เหล่านี้หากไม่มีหุ่นยนต์ก็ไม่อาจผ่าตัดได้เนื่องจากกายวิภาคที่ทำให้การผ่าตัดเข้าถึงได้ยาก
⦁ อีกประเด็นสำคัญ เปิดตัวโครงการ รพ.รามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี ดึงความร่วมมือจากทั้งไทยและต่างประเทศมาร่วมพัฒนาอย่างไร?
โครงการนี้มี 2 ส่วน คือ 1) โรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี เนื่องจากคนไข้มากและอาคารที่สร้างมา 60 ปี นับเป็นโรงพยาบาลสมัยใหม่ไม่มีที่ไหนสร้างแบบนี้มาก่อน แต่ปัจจุบันเนื่องด้วยมาตรฐานการรักษาที่เปลี่ยนไป ทั้งเรื่องห้อง ระบบต่างๆ ห้องผ่าตัดต้องสูงเพื่อรองรับเครื่องมือผ่าตัดสมัยใหม่ หุ่นยนต์ กล้อง เพื่อรักษาคนไข้ ซึ่งกายภาพอาคารหลักตอนนี้ไม่เพียงพอ ถึงเวลาที่ต้องสร้างอาคารใหม่ขึ้นมาเพื่อทดแทนอาคารหลังนี้ ฉะนั้นเราจะเอาไว้รักษาคนไข้ทั้งข้าราชการ ประกันสังคม ที่เดิมเคยอยู่อาคารหลังนี้เราก็ย้ายการรักษา ห้องของผู้ป่วยจะทันสมัยมากขึ้น คำนึงถึงความเป็นส่วนตัวและคุณภาพชีวิตของคนไข้ จากเดิมที่รวมกัน 30 เตียง ก็จะซอยเป็นห้องย่อยๆ เพื่อให้คนไข้มีสภาพแวดล้อมในการรักษาที่ดี Healing Environment ทำให้มีกำลังใจในการฟื้นตัว
ขณะเดียวกันก็มีห้องผ่าตัดมากกว่าเดิม 50 ห้อง มีจำนวนเตียง ICU 200 เตียง เพราะเราถือว่าเราเป็นโรงพยาบาลที่รักษาโรคซับซ้อน จึงมีเคส ICU มาก อาคารจะมีความสูงขึ้นจากเดิม 9 ชั้น เป็น 25 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอย 300,000 ตารางเมตร มีเตียงคนไข้ประมาณ 800-1000 เตียง ซึ่งคาดว่าเราจะสามารถบริการคนไข้ได้ดีขึ้น
2) ย่านนวัตกรรมโยธี คำว่า ‘โยธี’ คือชื่อถนน หากพิจารณาจากย่านนี้ จะพบว่ามีสถาบันทางการแพทย์หนาแน่นที่สุดและคิดว่าเป็นจุดที่น่าสร้างสรรค์ให้เกิดความก้าวหน้าทางด้านการแพทย์มากที่สุดในประเทศไทย หากเรากำหนดพื้นที่ในการสร้างย่านนวัตกรรมโยธีที่ทั้งแพทย์และผู้วิจัยสามารถมาทำงานร่วมกันได้ เป็นการสร้างนวัตกรรมทางการแพทย์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ตอนนี้อยู่ระหว่างรอเซ็นสัญญาและคาดว่าจะเริ่มการก่อสร้างภายในปี 2568 นี้
⦁ รพ.รามาฯ วางระบบขนส่ง-ดูแลผู้ป่วย แบบครบวงจรอย่างไร เพื่อให้เข้าถึงบริการได้สะดวก และทั่วถึง?
เข้าใจคนมาโรงพยาบาลรามาธิบดีและบอกว่าอะไรๆ ก็ดีหมดยกเว้นที่จอดรถ เราอยู่ในที่ที่ไม่ได้มีขนส่งสาธารณะผ่าน ใกล้สุดคือ BTS อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตอนนี้พยายามแก้ไขปัญหาที่จอดรถและจะขอความร่วมมือการรถไฟแห่งประเทศไทย ตรงสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ซึ่งมีที่จอดรถได้ดินอยู่ ขอให้คนไข้หรือบุคลากรเข้าไปใช้บริการได้ซึ่งทางหน่วยงานยินดีลดค่าบริการเหลือ 6 ชั่วโมง 50 บาท เมื่อจอดรถเสร็จแล้วเราจะจัดรถรับส่งจากสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์-โรงพยาบาลรามาฯ
สำหรับคนที่อยากเดิน ตอนนี้ทาง กทม.ได้เริ่มก่อสร้างทางเดินลอยฟ้า จากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมาแยกตึกชัยซึ่งเชื่อมต่อกับ Sky Walk โรงพยาบาลรามาธิบดี ก็จะไม่ต้องเดินบนทางเท้าขึ้นๆ ลงๆ
จากนั้นพูดคุยกับ พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ ในการเป็นสะพานบุญแห่งการให้
⦁ มูลนิธิรามาธิบดีฯ มีจุดเริ่มต้นอย่างไรในการเป็น ‘สะพานบุญ’ แห่งการให้?
มูลนิธิรามาฯ เป็นสะพานแห่งการให้ระหว่างคนไทย ประชาชน และสังคม ร่วมกับทางคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งดำเนินงานมาหลากหลายพันธกิจ มูลนิธิรามาฯ แรกเริ่มมาจาก ศ.นพ.อารี วัลยะเสวี คณบดีท่านแรก ที่เห็นว่ามีประชาชนอยากเข้ามาบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ ขาดแคลนคุณทรัพย์ แรกเริ่มการรักษามีราคาสูง บางครั้งผู้ป่วยต้องหยุดยาหลายเดือน หรือถ้าผู้ป่วยเด็กพ่อแม่ก็จำเป็นจะต้องหยุดงานมาดูแล ทำอย่างไรจึงจะรักษาได้คือต้องมีบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความรู้ มีคุณธรรม เป็นสิ่งที่มูลนิธิรามาธิบดีฯทำใน 6 ทศวรรษที่ผ่านมา
การสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ให้ได้รับการศึกษา หรือการเข้าถึงทางนวัตกรรมต่างๆ ไม่เพียงในห้องเรียนเท่านั้นแต่ยังรวมถึงงานวิจัยที่สามารถออกไปใช้งานได้จริง ซึ่งบางโครงการร่วมกับทางต่างประเทศ ตรงนี้เป็นส่วนที่ทางมูลนิธิรามาฯเข้ามาสนับสนุน เราเติบโตพร้อมการรักษาพยาบาล การให้ความรู้ประชาชนในเรื่องต่างๆ เพื่อเข้าถึงสังคม ‘การให้’ อย่างแท้จริง
⦁ ทิศทางในวันข้างหน้าของมูลนิธิรามาฯ เพื่อปลูกฝังวัฒนธรรม ‘การให้’?
ทิศทางการทำงานของมูลนิธิ คือทำอย่างไรให้มีการให้อย่างยั่งยืน ต้องปลูกฝัง ‘การให้’ ให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เราไม่สามารถยั่งยืนด้วยการ Stand Alone เรามีการร่วมกับโรงพยาบาลต่างๆ เช่น โรงพยาบาลชุมชน ซึ่งนับว่าเป็นส่วนสำคัญในการเข้าถึงคนต่างจังหวัดได้เป็นอย่างดี แต่เราไม่ได้มองเพียงแค่โรงพยาบาลชุมชนเท่านั้น เพราะเมื่อที่ผ่านมาไม่นานโรงพยาบาลรามาก็ได้ร่วมมือกับสภากาชาด โรงพยาบาลจุฬาฯ และโรงพยาบาลศิริราช ในการผ่าตัดเปลี่ยนจอตา ตรวจลำไส้ ปลูกถ่ายข้อเข่า ที่จังหวัดอุทัยธานี เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา ซึ่งมียอดบริจาค แต่เราไม่ได้คิดว่าเราสามารถเอาตัวรอดได้ด้วยตัวคนเดียว
สังคมจะดีมากหากมีการผนึกกำลังหลายภาคส่วน ไม่เพียงโรงพยาบาลหรือสถาบันการแพทย์เท่านั้นแต่ภาคีเครือข่าย สื่อมวลชนที่ช่วยเป็นกำลังสนับสนุนสำคัญ รวมถึงนักร้อง ดารา เพราะเราอยู่ในยุคที่โลกไร้ขีดจำกัด การเข้าถึงเป้าหมายใหม่ๆ สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
⦁ อยากให้บอกเล่าเรื่องราวอบอุ่นใจ ตลอดระยะเวลา 6 ทศวรรษ ทั้งฐานะ ‘ผู้ให้’ และ ‘ผู้รับ’?
“คำว่า…ให้ไม่สิ้นสุด” ใน 6 ทศวรรษที่ผ่านมามีความน่าประทับใจในทุกๆ อย่าง แต่อยากพูดถึงภาพรวมของคำว่า ‘ให้’ ก่อน อยากมองว่ามันเป็นมหภาคใหญ่ เช่น ถ้าเรามาดูดีๆ ว่าเงินที่เขานำมาให้ แพทย์เองก็ได้นำไปใช้ต่อ นักศึกษาเองก็ได้เรียนรู้ นักวิจัยเองก็ได้พัฒนา ผู้ป่วยที่อยู่ในโครงการต่างๆ แต่เครื่องมือแพงมากเราก็ได้ใช้สิทธิ 30 บาท ครอบครัวเกิดความประทับใจมันก็ได้กลับไป ส่งต่อเรื่อง ‘การให้’ ไปเรื่อยๆ อยากให้แนวคิดของ “คำว่า…ให้ไม่สิ้นสุด” ไม่ได้จบที่เงินบริจาค เช่น การบริจาคให้คนคนหนึ่งได้เรียนและเติบโตมาเป็นหมอที่ดี
⦁ มูลนิธิรามาฯ มีแผนสร้างเครือข่ายให้ผู้คนรุ่นใหม่อย่างไร?
แพลตฟอร์มแห่งการให้ยังคงเป็น LINE Official, Facebook และ TikTok เพื่อปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย
⦁ หัวใจสำคัญของมูลนิธิรามาฯ กับภารกิจต่อการเป็น ‘สะพานแห่งความหวังใหม่’ คืออะไร?
ปีที่ผ่านมารามาฯมีหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นตั้งแต่เหตุไฟไหม้และแผ่นดินไหว ทุกครั้งที่เราอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ต้องยอมรับว่าคนไทยช่วยกันบริจาคหลั่งไหลเข้ามา การรักษาพยาบาลหรือการช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วยเป็นโครงการที่เป็นรากฐาน ไม่อยากให้มองแค่นั้น แต่อยากให้มองว่าจุดนี้สามารถต่อยอดองค์ความรู้ด้านการเรียนการสอน และต่อยอดบุคลากรทางการแพทย์ด้วย
เรื่องของโครงการอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี เป็นอาคารสำหรับคนไทยทุกคน ถือเป็น Mega Project ศูนย์การแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยในอนาคต งบประมาณในการสร้างก็มากมายตามมา เราให้ความสำคัญกับ User-Centric Design โดยมองถึงผู้ป่วยเป็นหลัก และโครงการนี้น่าจะเป็นโครงการหลักในการระดมทุนต่อไปอีกอย่างน้อย 7 ปีของการซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ รวมถึงการจัดตั้งศูนย์การแพทย์รามาธิบดีศรีอยุธยา ซึ่งไม่ได้เน้นแค่การรักษา แต่เป็นการส่งเสริมสุขภาพที่ดีใน ‘Best Version’
มูลนิธิรามาธิบดีฯ ในอีก 10 ปีข้างหน้า จะยังคงเป็นสื่อกลางแห่งการให้ มุ่งมั่นขับเคลื่อนทุกความหวังดีเพื่อส่งต่อประโยชน์ให้กับวงการแพทย์ และสุดท้ายกลับไปให้ผู้ป่วย ด้วยความจริงใจและยึดหลักธรรมาภิบาล
ถึงเป็นมืออาชีพแค่ไหน แต่การทำ ‘ด้วยใจ’ ของมูลนิธิรามาธิบดีฯสำคัญมาก เพื่อสนับสนุนพันธกิจของคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้ดูแลสุขภาพคนไทยได้ดีในอนาคต
พรศิวดี หนูหว้า

