GCNT EXPO 2025
เร่งสู่เป้าหมายความยั่งยืน
ชู 7 ด้านเปลี่ยนผ่านประเทศ
(ก่อน) โลกเข้าใกล้ ‘จุดวิกฤต’
ปี2030 ถูกเลือกให้เป็น ‘เส้นตาย’
จากการวางเป้าหมายร่วมกันของ 193 ประเทศทั่วโลก ที่ยกมือให้การรับรองบนเวทีสหประชาชาติในปี 2015 กันว่า 15 ปีต่อจากนี้โลกเราจะต้องเดินหน้าพัฒนากันอย่าง ‘ยั่งยืน’
จนเกิดกรอบการดำเนินงานระดับโลก ที่ชื่อว่า เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) ขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม
พร้อมวางแผนยาวไปถึงปี 2050 กับการตั้งเป้าปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ (Net-Zero 2050) ซึ่งจะเป็นการจำกัดไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่รุนแรง
ทว่า ผลการรายงานการพัฒนาที่ยั่งยืน 2025 พบว่า ทั่วโลกบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่เหลือเวลาอีกเพียง 5 ปี ที่จะครบกรอบกำหนด ขณะนี้จึงเป็นสถานการณ์ ‘ค่อนข้างซีเรียส’ ที่ต้องผนึกความร่วมมือทุกส่วน เร่งขยับให้เข้าสู่เป้าหมายกันมากที่สุด
ล่าสุด สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (Global Compact Network Thailand: GCNT) ภายใต้เครือข่ายท้องถิ่น UN Global Compact ร่วมจัดงาน “GCNT Expo 2025” ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย
ภายใต้แนวคิด “Forward SDGs Faster Together through 7 Transformations” รวมพลังสร้างโลกที่ยั่งยืน ขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ผ่านความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมทุกภาคส่วน ณ ทรูดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา
นับเวลาถอยหลัง 5 ปี
‘เรายังมีความหวัง’ บรรลุเป้ายั่งยืน
เริ่มฉายภาพจากมุมสมาคมผู้จัดงาน ศุภชัย เจียรวนนท์ นายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) และประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ตั้งต้นเล่าว่า
การจัดงานครั้งนี้เป็นการจัดงานครั้งแรกของประเทศไทย โดยงานนี้มีความร่วมมือกันกว่า 130 องค์กรพันธมิตรจากทุกภาคส่วน ตลอดจนเยาวชนได้มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกว่า 100 เซสชั่น
“ขณะนี้โลกและประเทศไทย กำลังเข้าใกล้จุดวิกฤต (Breaking Point) กล่าวคือ เราเหลือเวลาอีกเพียง 5 ปี ในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) หรือ SDGs โดยมีเป้าหมาย 17 ข้อที่จะต้องบรรลุในปี 2030 แต่ขณะนี้ทั้งโลกบรรลุได้เพียงร้อยละ 18 ของเป้าหมายทั้งหมด จึงเป็นสาเหตุที่เราจัดงานในวันนี้” ศุภชัยชี้จุดสำคัญ
ก่อนจะขยายต่อว่า ยิ่งไปกว่านั้น เรากำลังเผชิญความท้าทายหลายประการ เช่น Digitalization หรือการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ซึ่งมีเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เป็นตัวเร่งที่สำคัญอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะการพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ ต้องการพลังงานสะอาดอย่างมหาศาล รวมถึงการกำกับดูแลในการใช้เอไอในทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม
“ขณะเดียวกันภาคสถาบันการศึกษา หรือภาคเอกชน ก็ต้องเตรียมพร้อมเพื่อให้แรงงานรุ่นใหม่ได้ใช้ประโยชน์จากเอไอได้เต็มที่ โดยนิตยสารฟอร์บส์ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา รายงานสถิติที่ย้ำให้เราต้องตื่นตัว เตรียมรับผลกระทบจากเอไอต่อแรงงานอย่างจริงจัง”
ทั้งนี้ ภายในปี ค.ศ.2035 เหลืออีกเพียง 10 ปีข้างหน้า เราจำเป็นต้องเร่งร่วมมือกันอย่างจริงจัง ตั้งเป้าวางแผน ลงมือปฏิบัติ และติดตามผลเพื่อช่วยให้ประเทศบรรลุ SDGs
“ผมเห็นด้วยกับคุณคยองซอน คิม จากองค์การสหประชาชาติ ที่มองว่าเรายังมีความหวัง โดยเฉพาะความก้าวหน้าด้าน SDGs ของไทย ที่ยังจัดเป็นอันดับ 1 ของอาเซียนอยู่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา” ศุภชัยลุยสร้างการเปลี่ยนแปลง

ชูการเปลี่ยนผ่าน 7 ด้าน
ดันเอกชนชั้นนำ ‘แข่งขันด้านยั่งยืน’
จากนั้น ศุภชัยเสนอแนวทางสู่ความยั่งยืนว่า งาน ‘GCNT EXPO 2025’ ครั้งนี้ได้เสนอการเปลี่ยนผ่าน 7 ด้าน (7 Transformations) สำหรับประเทศไทย เพื่อต้องย้ำปัจจัยหลักที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของเราต่อไป ได้แก่
1.Table อุตสาหกรรมอาหารและเกษตรกรรมแห่งอนาคต สร้างความมั่นคงทางอาหารให้ประชากรโลก 2.Tourism การขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วยการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน 3.Tech เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน ใช้นวัตกรรมเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 4.Trade การค้า การบริการ การขนส่ง การเงิน ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจที่เปิดกว้าง เป็นธรรมและทั่วถึง
5.Talent การลงทุนในทุนมนุษย์ทุกกลุ่ม โดยเฉพาะเยาวชน ให้มีทักษะดิจิทัล และมีจิตสำนึกด้านความยั่งยืน 6.Transition การเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม สู่เศรษฐกิจสีเขียว ที่พึ่งพาพลังงานสะอาด คาร์บอนต่ำ และ 7.Trust การสร้างความเชื่อมั่นและธรรมาภิบาลเสริมสร้างความไว้วางใจในระบบเศรษฐกิจและสังคม ด้วยความโปร่งใส โดยมีระบบการตรวจสอบที่เข้มแข็ง
“ผมขอยกบางประเด็นที่สำคัญของการเปลี่ยนผ่านข้างต้น คือ Trust หรือความไว้เนื้อเชื่อใจและธรรมาภิบาล โดยภาคเอกชนนั้น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต) จะมีบทบาทสำคัญยิ่งให้บริษัทที่จดทะเบียนเปิดเผยข้อมูล จัดทำรายงานเป้าหมาย SDGs Goals ทางด้านความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นระบบยิ่งขึ้น
บริษัทจดทะเบียนมากกว่า 200 บริษัท เข้าร่วมการจัดทำ ESG Ratings ของตลาดหลักทรัพย์และเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งนับว่าเป็นสัญญาณที่ดี ที่ใช้กลไกตลาดแข่งขันเพื่อทำความดี สร้างความโปร่งใส สร้างความยั่งยืนต่อการประกอบกิจการ
เราหวังว่าจะสร้างแรงจูงใจให้กับบริษัทที่จดทะเบียน เข้าร่วมและขยายผลไปสู่บริษัทไม่จดทะเบียน ตลอดห่วงโซ่อุปทาน” ศุภชัยกางแผนความร่วมมือ
ต่อมา ศุภชัยเจาะประเด็นมาที่ ‘การพัฒนาคน’ หรือ Talent ว่า สิ่งนี้เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของประเทศ และต้องอาศัยเวลา ทุกคนต้องเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม ตาม SDGs ข้อ 4 โดยพัฒนาให้มี Growth Mindset ตลอดชีวิต
“สมาคมยินดีที่จะได้ร่วมลงนาม MOU จัดตั้งหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สร้างบุคลากรที่พร้อมทั้งความสามารถ ประสบการณ์ และจริยธรรม
หลักสูตรนี้จะเป็นการริเริ่มผลิตบุคลากรแบบ ‘สั่งตัด’ โดยร่วมมือกันกับภาคเอกชน และการพัฒนาประเทศ นำไปสู่ความยั่งยืนของการประกอบธุรกิจอุตสาหกรรม สมาคมพร้อมที่จะร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขยายผลหลักสูตรนี้ไปสู่มหาวิทยาลัยอื่นๆ อีกทั่วประเทศ” ศุภชัยมุ่งสู่อนาคต

รัฐ-เอกชน ผสานร่วมมือแน่น
หวังผลเข้าใกล้เป้าหมาย 2030
ด้าน พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมโชว์วิสัยทัศน์ว่า มนุษย์เราเริ่มมีความรู้สึกว่า เราจะอยู่อย่างไรให้อยู่รอดได้อย่างยั่งยืน ตามเป้าหมายความยั่งยืน SDGs 17 ข้อ
“แนวคิดเรื่อง SDGs ทั้ง 17 ข้อ ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี ค.ศ.2000 โดยมีการคาดการณ์ว่า ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นแตะ 8,000 ล้านคน ภายในไม่กี่ทศวรรษ ซึ่งจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ทรัพยากรธรรมชาติยังคงมีอยู่อย่างจำกัด
ดังนั้น เมื่อทรัพยากรน้อยลง เราก็อยู่อย่างเดิมไม่ได้ จึงเป็นที่มาของการรวมตัวกันเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน” พิชัยร่วมฉายภาพชัดขึ้น
ก่อนจะเผยถึง ‘ความร่วมมือ’ ว่า เราต้องขอบคุณองค์การสหประชาชาติ ที่มีนโยบายผลักดันในด้านนี้ ซึ่งทำให้เกิดความร่วมมือกว่า 160 ประเทศทั่วโลก สำหรับประเทศไทยก็มีบริษัทเข้าร่วมมากกว่า 130 บริษัท ไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ก็ตาม
“สิ่งหนึ่งที่ผมดีใจกับงานครั้งนี้ เพราะเราทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งได้ให้ความสำคัญกับการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนให้ได้ แต่ก็เป็นที่น่าตกใจจากการวัดผลเมื่อ 25 ปีที่ผ่านมา โลกเราบรรลุเป้าหมายได้แค่ 18 เปอร์เซ็นต์ เมื่อมองเป้าหมายไปที่ปี ค.ศ.2030 หรืออีก 5 ปีต่อจากนี้ไป ถือว่าเราก็เดินช้า ซึ่งจริงๆ ผมก็ตกใจมาก
ขณะเดียวกัน ก็เข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงในด้านนี้ มันต้องเสริมสร้างความเข้าใจ และวางพื้นฐานกันก่อน เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยซึ่งเมื่อมันนำมาสู่การปฏิบัติแล้ว ผมก็หวังว่าเป้าหมายที่เราจะบรรลุในปี 2030 เราจะไปได้ไกลที่สุด ซึ่งมันเป็นเป้าหมายเบื้องต้นเท่านั้นเอง เพราะเป้าหมายถัดมาคือ Net Zero 2050 เราก็ยังมีเวลาในการทำงาน”
ฉะนั้น ตนคิดว่างานนี้จะขับเคลื่อนด้วยความเข้าใจ โดยการที่จะก้าวไปสู่การบรรลุเป้าหมายนี้นั้น เราจะต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยทุกคนร่วมมือกันเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปเป็นร่าง
ก่อนจะกล่าวทิ้งท้ายว่า ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไปในเวลาไม่ช้านี้ ตนเชื่อมั่นว่าเป้าหมาย SDGs ทั้ง 17 ข้อ จะเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม และสามารถนำไปสู่การสร้างสันติภาพ และสังคมที่สงบสุขให้กับโลกใบนี้ โดยการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ดันเศรษฐกิจฐานรากโต
หนุน ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ ควบคู่ยั่งยืน
หันมาฟังมุม จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เสริมทัพว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โลกเผชิญกับความท้าทายหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกร้อน ความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจ หรือความเหลื่อมล้ำทางสังคม
“สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวไม่อาจเพียงพออีกต่อไป หากปราศจากการพัฒนาเศรษฐกิจแบบรับผิดชอบต่อสังคมและสภาพแวดล้อม ด้วยหลัก ESG (Environment, Social และ Governance) ที่จะเข้ามามีบทบาทที่สำคัญยิ่ง
สำหรับภาคเอกชน ESG ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็นเหมือนเข็มทิศที่จะพาองค์กรเติบโตไปสู่ความยั่งยืนและมีคุณค่า ซึ่งการเอาหลักนี้มาใช้ มันไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามกฎระเบียบ แต่ว่ามันเป็นการสร้างประโยชน์เชิงกลยุทธ์อย่างมหาศาล ทั้งในด้านการบริหารความเสี่ยง การสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และสร้างทรัพยากรที่มีคุณค่า ไปจนถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์โลกยุคใหม่ของเรา” จิราพรชี้ความสำคัญ
ก่อนจะลงดีเทลบริบทของประเทศไทยว่า เรามีพลังการขับเคลื่อนที่สำคัญ คือ ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ ซึ่งเป็นพลังที่โดดเด่นทางด้านวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และเอกลักษณ์ของความเป็นไทย ที่สามารถจะสร้างแรงบันดาลใจ และแรงดึงดูดมหาศาลจากทั่วโลก

“สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ความเป็นไทยได้เดินทางไปถึงหัวใจของคนทั่วโลก แม้ประเทศของเราไม่ได้เป็นมหาอำนาจทางด้านเศรษฐกิจ แต่ว่าเรามีสิ่งที่เรียกว่า ‘ทุนทางวัฒนธรรม’ ที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์และอัตลักษณ์ที่ทั่วโลกพร้อมตกหลุมรัก และสามารถสร้างมูลค่าได้” จิราพรชูจุดแข็ง
จากนั้น จิราพรโชว์วิสัยทัศน์อีกว่า เมื่อซอฟต์พาวเวอร์ถูกขับเคลื่อนด้วยหลัก ESG ก็จะทำให้ยิ่งทรงพลังมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ‘อาหารไทย’ ซึ่งเป็นซอฟต์พาวเวอร์มาสร้างมูลค่าให้กับไทย
“ในอดีตเรามีโครงการครัวไทยสู่ครัวโลก คือการใช้การทูตทางอาหาร ไปเอาชนะใจทั่วโลกมาแล้ว ซึ่งเมื่อเอาหลัก ESG มาใช้โดยการใช้วัตถุดิบที่ผลิตจากแหล่งที่ยั่งยืน ลดขยะอาหาร (Food waste) หรือการซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรรายย่อยอย่างเป็นธรรม ซึ่งมันจะยิ่งเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าอาหารในตลาดโลกได้”
รัฐบาลตระหนักถึงศักยภาพของซอฟต์พาวเวอร์ เพื่อเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าสองทศวรรษ ภายใต้นโยบายคู่ขนาน (Dual Policy) ที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้แก่ทั้งเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการส่งเสริมอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืน
“เราพร้อมขับเคลื่อน 14 อุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยมีภาคเอกชนเป็นหัวเรือหลักนำทิศทางการเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนให้ระบบนิเวศเอื้อต่อความก้าวหน้า เพื่อให้การพัฒนาประเทศเกิดขึ้นอย่างครอบคลุม ยั่งยืน และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังในทุกมิติ” จิราพรร่วมหนุนเต็มกำลัง
นับว่าเป็นการผสานความร่วมมือครั้งใหญ่ ที่กำลังเร่งขยับเพื่อเข้าสู่เป้าหมาย SDGs ภายในปี 2030 อย่างน่าจับตามอง และยังเป็นความรับผิดชอบที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม
ภูษิต ภูมีคำ

