ชีวิตบนโลกคู่ขนาน ระหว่าง ‘บ้าน’ กับ ‘เลือน-จำ’ นิทรรศการที่กล้าเล่าเรื่องคุกกลางห้าง
“กิน-ขี้-ปี้-นอน” ล้วนเป็นเรื่องพื้นฐานในชีวิตประจำวันของคน หรือมนุษย์
แต่เมื่อก้าวพลาดพลั้ง กระทำความผิด จนต้องเดินเข้าสู่พื้นที่แห่งการคุมขัง คำเรียกของผู้คนเหล่านั้น มักจะถูกเปลี่ยนจาก คน (ธรรมดา) กลายมาเป็นการถูกตีตราด้วยสถานะใหม่ คือ ‘คนคุก’ ที่ถูกควบคุมและตอกย้ำความผิดบาปในทุกย่างก้าว จนยากที่จะกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้
หนึ่งในภาพสะท้อนชีวิตหลังกำแพงสูงของเรือนจำนั้น ผู้ต้องขังถูกลดทอนกิจวัตรให้เรียบง่าย จำเจ และถูกสอดส่องอย่างเข้มข้น ทุกซอกหลืบ ตั้งแต่ลืมตาตื่น เข้าห้องส้วม จวบจนถึงยามหลับใหล (ด้วยผ้า 3 ผืน) ในเรือนนอน
อีกทั้งข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันอันแสนธรรมดา ที่ถูกแจกจ่ายให้ทุกคนเหมือนๆ กัน กลับกลายเป็น ‘สมบัติส่วนตัว’ เพียงไม่กี่ชิ้น ที่พวกเขาสามารถถือครองได้ มันจึงเต็มเปี่ยมไปด้วยการเติมแต่งจินตนาการ และบ่งบอกอัตลักษณ์ตามที่พอจะ (แอบขีดเขียน) ได้ตามกรรมสิทธิ์
“ถ้าช้อนตกลงไปในส้วม คุณจะเก็บ (มาใช้) หรือไม่?” หนึ่งในป้ายคำถามชวนคิดที่ติดอยู่ภายในนิทรรศการ “เลือน-จำ” ที่นำข้อมูลเชิงลึกผ่านผลงานอาร์ตจากมุมมองของ ศูนย์วิจัยนวัตกรรมสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับ แมด, มันมัน ศรีนครินทร์ (ซีคอนสแควร์) ภายใต้การสนับสนุนจาก สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) และ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
ผลงานชิ้นต่างๆ จึงเป็นเหมือนบทสนทนา ระหว่างโลกคู่ขนานของคนที่ ‘อยากจำ’ กับคนที่ ‘อยากลืม’ โดยที่ไม่ต้องการตัดสินว่าใครควรถูกลงโทษ หรือใครควรถูกให้อภัย แต่เป็นการสำรวจความคิด ความเชื่อ และทัศนคติต่อผู้ต้องขัง ด้วยคำว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ว่าที่แท้จริงแล้ว เรามองมันอย่างไรกันแน่?
กล้าพูดเรื่อง ‘คุก’ บนห้าง
หวังปั้น ‘อาร์ต คอมมูนิตี้’ ที่ไม่ตีกรอบ
เริ่มต้นฉายภาพกว้างด้วย นริศ วุฒิสกนธิ์ ผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมพิเศษ บริษัท ซีคอนดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เล่าถึงความเด็ดเดี่ยวในการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับ ‘คุก’ บนพื้นที่ห้างสรรพสินค้าว่า
“ห้างซีคอนเกิดมา 30 ปีแล้ว ซึ่งด้วยความที่เป็นห้างเก่าแก่ ก็อาจจะเรียกได้ว่า ลูกค้าโตมากับเรา แต่อีกส่วนที่เป็นเด็กเจน Y หรือเด็กเจน Z ก็จะค่อนข้างที่จะห่างจากเรา
ถ้าเราทำมอลล์เหมือนกับคู่แข่งคนอื่นๆ มันก็จะสื่อสารกับเด็กเขาค่อนข้างลำบาก เพราะว่าเด็กสมัยนี้เขาไม่ได้มาซื้อของอย่างเดียวแล้วจึงทำพื้นที่ตรงนี้มาเป็นโซนอาร์ต ซึ่งเป็นคอมมูนิตี้ที่เราสร้างขึ้นมา
ทีนี้ พอเราเริ่มจะทำอาร์ต ก็ไม่ได้อยากจะทำแค่ฉาบฉวย เพราะเวลาเราจัดอีเวนต์ ห้างซีคอนมันจะดังมาก เช่น สร้างเรือโนอาห์ขนาดใหญ่ จนคนอาจเข้าใจว่าเราทำแค่อีเวนต์ แต่ในโซนนี้เราอยากทำอาร์ตที่เป็นอาร์ตจริงๆ” นริศโชว์วิสัยทัศน์
ก่อนจะลงดีเทลต่อว่า เราก็เลยแบ่งขึ้นมาเป็น 4 พาร์ต คือ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม และการศึกษา ซึ่งเราไม่อยากทำให้อาร์ตของเราเทไปเพียงแค่ด้านใดด้านหนึ่ง ก็เลยคุยกันว่าอะไรที่มันมีวิชาการบ้าง หรือมีนิทรรศการอื่นที่เป็นเชิงซีเรียสมาก มันน่าจะทำได้บ้าง (ยิ้ม)
“พออาจารย์หนอน (ผศ.ดร.ฤทธิรงค์ จุฑาพฤฒิกร) เขาบอกว่า เขาทำวิจัยเรื่องคุกอยู่นะ อยากทำไหมล่ะ? เราก็รู้สึกว่า เอ๊ะมันมีโอกาสน้อยมากๆ ที่เราจะได้เอาเรื่องคุกมาพูดบนห้าง แล้วพูดในเชิงลึกด้วย ซึ่งที่ผ่านมาซีคอนเคยทำเรื่องคุกอลเวงมาแล้วก่อนหน้า แต่เป็นในเชิงเอ็นเตอร์เทนเมนต์
เรารู้สึกว่า โอเคถ้าอย่างนั้นเราก็ลองอะไรที่มันเป็นเชิงวิชาการ ซีเรียส และมีคอนเซ็ปต์ลึกมาลง ซึ่งมันน่าจะทำให้โซนอาร์ตของเรามันมีมิติที่กลมมากขึ้น แล้วก็จะทำให้คนเข้าใจว่า เราทำในเชิงลึก เราไม่ได้ทำเฉพาะที่เป็นอีเวนต์อย่างเดียว” นริศหนักแน่นจุดยืน
จากนั้น นริศ เล่าเบื้องหลังว่า เราทำอาร์ต 2 เลเวล โดยเลเวลหนึ่งคือเราเห็นคนมาถ่ายรูปก็รู้สึกโอเคแล้ว แต่อีกเลเวลหนึ่ง สำหรับคนที่อยากอินกับมันมากขึ้น เราก็มีข้อมูลที่มันจะสามารถเสพอาร์ตได้ลึกลงไปได้
“เราหวังอยากให้คนที่เป็นอาร์ต เลิฟเว่อร์ (Art Lover) หรือกลุ่มคนที่ตามเทรนด์ มีไลฟ์สไตล์ หรือมีเทสต์ (taste) ที่ดี เข้ามาในพื้นที่มากขึ้น มาเสพงานเหล่านี้บ่อยๆ แล้วในท้ายที่สุดมันก็จะเกิดคอมมูนิตี้ขึ้นมาจริงๆ”
นักโทษไม่ได้เลวหมด-ดีหมด
แต่พื้นฐาน ‘ความเป็นคน’ ต้องเท่ากัน
เมื่อเจาะลึกดีเทลมาถึง ‘เลือน-จำ’ แล้วนั้น นริศเปิดเผยว่า นิทรรศการนี้พยายามบอกว่า ถ้าเขาคือนักโทษ กับเขาคือคนธรรมดา คุณจะมองเขาอย่างไร? เช่น คำว่า ‘คนคุก’ กับ ‘คนธรรมดา’ ที่ตัดคำว่า ‘คุก’ ออก เหลือแค่คำว่า ‘คน’ อย่างเดียว คุณจะมองภาพเขาอย่างไร?
“ถ้าคุณถามผม ก็คิดว่าเขามีสิทธิที่จะปกปิดได้บ้าง อาจจะไม่ต้องทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ใช่ว่าเปิดโล่งให้คนเห็นได้ขนาดนี้ เช่น การเข้าส้วม หรือการที่เรารู้ว่าเขาต้องมีเพศสัมพันธ์ เราจะจัดพื้นที่ให้เขาได้ไหม? ตอนนี้มันยังเป็นการหลับตาข้างหนึ่งว่า ในนี้ห้ามมีเพศสัมพันธ์ มันไม่ใช่ คือถ้าเขาจะมีมันก็ต้องมี…”
ในตอนหนึ่งนิทรรศการที่ถามว่า ถ้าช้อนตกลงส้วม คุณจะหยิบกลับมาใช้กินต่อไหม? จริงๆ มันต้องมีสแปร์ (Spare) ไว้ไหม หรือแต่ละคนมีช้อนแค่อันเดียว มันอาจเป็นแค่เรื่องเล่าเท่านั้น แต่ถ้าเราคิดถึงว่า ‘คนเท่ากัน’ พื้นฐานของความเป็นคนมันต้องมีเท่ากัน
“การที่ต้องเข้าไปอยู่ข้างในนั้น ต้องร้องเพลงที่มีเนื้อหาแบบนี้ วาดรูปได้แค่แบบนี้ คือแค่โดนจำกัดอิสรภาพมันก็คือการรับโทษแล้ว แต่ว่ามันไม่ต้องลิดรอนความเป็นคนของเขาออกไปด้วย” นริศเปลือยแนวคิด
ก่อนจะชวนคิดอีกว่า เราไม่อยากให้มานิทรรศการนี้ หรือฟังเรื่องนี้แล้วมองภาพสวยงาม หรือมองว่าทุกคนเป็นคนดี แบบนี้ ไม่ใช่ คือเราอยากให้มองเป็นคนคนไป
“อยากให้สังคมมองว่าคนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 เขาไม่เหมือนกัน นักโทษไม่ได้เลวหมด และนักโทษไม่ได้ดีหมด คือมองให้เขาเป็นคนคนไป แต่ถ้ามองนักโทษทั้ง 3 คนว่าเป็นคนเลวแล้วนั้น อันนี้คุณเหมาเข่ง” นริศกระตุกต่อมคิด
ก่อนจะเทียบให้เห็นภาพชัดขึ้นอีกว่า ถ้าคุณเอาผู้ต้องขังจากเรือนจำมาขายภาพได้ เขาก็จะไม่ใช่คนคุก เขาจะกลายเป็น ‘ศิลปิน’ หรือถ้าเราเอาคนที่ฝึกทำอาหารในโครงการตั้งต้นดี ทำให้เขามาเปิดร้านที่นี่ได้ เขาก็จะกลายเป็น ‘พ่อครัว’
“เราต้องมีที่ทางให้เขา เราทำคอมมูนิตี้เปิดกว้าง เพื่อดึงศักยภาพเขาออกมา ซึ่งปีหน้าเราจะมีโปรเจ็กต์ร่วมกับเด็กออทิสติก หรือผู้เคยต้องขัง ซึ่งมันเป็นโอเพ่นแพลตฟอร์ม ที่เราคิดว่าถ้าเกิดว่ามีช่องทางให้เขาคำว่า ‘ขี้คุก’ (ที่สังคมตีตรา) ก็จะหายไปเอง” นริศชวนตีโจทย์ให้แตก
ชวนสัมผัส ‘ความอึดอัด’
ตีแผ่ข้อมูล-สะท้อนชีวิตผู้ต้องขัง
หันมาฟังไอเดียคนรุ่นใหม่ อินทิรา หงษ์ร่อน นักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพ รับบทหัวหน้าทีมออกแบบนิทรรศการ เล่าเบื้องหลังว่า ตอนแรกที่ได้โจทย์มาว่า โลกคู่ขนาน ค่อนข้างกว้างมาก จนเราอาจจะตีความจากข้อมูล ลึกเกินไปด้วยซ้ำ
“พอมันเป็นนิทรรศการที่เป็นเชิงวิชาการ (Academic) มากขึ้นเราก็ต้องจับจุดที่มีมุมมองน่าสนใจ หรือมุมที่แตกต่างกับโลกภายนอก พอหยิบจุดนั้นมาแล้ว ความยากต่อมาคือ จะทำอย่างไรให้คนเดินห้างเข้าใจได้ง่ายมากที่สุด
เราอาจจะไม่ได้คาดหวังให้เขารับรู้ทุกจุด แต่แค่เขาเดินมาเห็นกล้องวงจรปิดเยอะๆ แล้วรับรู้ได้ว่า (ผู้ต้องขัง) เขารู้สึกกดดัน และถูกสอดส่องตลอดเวลา มันจะให้ความรู้แตกต่างกัน แค่นั้นเราก็รู้สึกว่าโอเคแล้ว”อินทิราเปิดใจเล่า
ก่อนจะอธิบายขั้นตอนการทำงานว่า เราอยากให้คนได้รับมู้ดแอนด์โทน (Mood and Tone) ที่เข้ามาแล้วรู้สึกไปกับงานก็ดีใจแล้ว เช่น โซนสุดท้ายที่เป็นข้าวของเครื่องใช้ แล้วคุณมองผ่านลูกกรงไปอีกฝั่ง อาจจะเห็นของใช้ของคนอีกฝั่งหนึ่ง ที่ผู้ต้องขังเขาใช้กันในชีวิตประจำวัน แค่ได้รับความรู้สึกตรงนี้ สำหรับเราก็รู้สึกว่าสำเร็จแล้ว
จากนั้น อินทิรา เผยมุมมองหลังจากทำงานว่า ตอนได้เห็นสภาพข้างในนั้นผ่านภาพถ่าย ก็แอบอึ้งอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะในมุมที่เป็นนักเรียนสถาปัตย์ พอได้เห็นภาพจริงแล้วก็จะเป็นห้องน้ำ กับห้องนอนที่คนนอนอัดกันอยู่ มันก็ทำให้อึดอัดอยู่เหมือนกัน
“เราเคยทำโปรเจ็กต์ออกแบบสถานคุมขังภายหลังพ้นโทษ (ช่วงปรับตัวก่อนออกจากเรือนจำ) มีต้นแบบมาจากฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ เขาทำเหมือนอพาร์ตเมนต์เลย คือมีการสอนทำอาหาร สอนวาดรูป ตัดไม้ หรืองานช่าง ซึ่งพอทำสถานที่ข้างในแบบไม่ใช่คุกแล้ว เขาบอกว่า มันสามารถช่วยลดจำนวนคนกลับไปก่ออาชญากรรมได้จริง
แต่พอมาเป็นฝั่งของไทยมันเทียบกับ ‘แดน 13’ ที่มันมักตั้งใกล้กับโรงพยาบาลจิตเวช เราก็เลยเสนอว่า คุณลองมาจัดโซนใหม่ได้ไหม ทำให้มันมีสวนแบบบำบัดไปด้วยได้ หรือเอากิจกรรมอะไรเข้ามาได้ แล้วเปิดโอกาสให้คนข้างนอกได้เข้าไปใช้ชีวิตกับคนในเรือนจำด้วย เพราะเมื่อเวลาที่ผู้ต้องขังเขาออกมาแล้ว จะได้ไม่ต้องรู้สึกว่าเขาต้องปรับตัว และไม่ได้แปลกแยกจากสังคม” อินทิราชูประเด็น
ก่อนจะขมวดตอนท้ายว่า ตอนแรกที่ได้รับโจทย์มา ก็งงว่า ทำไปแล้วใครจะมาดู เหมือนคนอาจจะมีมุมมองว่า เขาทำผิดก็ต้องได้รับโทษ มันก็ถูกแล้ว แต่พอเราได้ค้นข้อมูลมาก็เจอว่า จริงๆ แล้วชีวิตเขาอาจจะไม่ได้อยากทำผิด เพียงแต่ว่าคนเรามีเงื่อนไขชีวิตต่างกันก็ทำให้พอเข้าใจขึ้นมาบ้าง
“เราก็ไม่ได้อยากแสดงงาน เพื่อให้คนมาตัดสินว่า เขา (ผู้ต้องขัง) สมควรที่จะได้รับแบบนี้เท่านั้น แต่มันยังมีมุมมองอื่นๆ ที่เขาต้องเผชิญอยู่อีกมาก ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่เราไม่เคยรับรู้มาก่อนก็ได้” อินทิราทิ้งท้าย พร้อมท้าทายให้ได้มาลองสัมผัสด้วยตัวเอง
ภูษิต ภูมีคำ

