
การเสด็จต่างประเทศ หรือ “ไปเมืองนอก” ของเจ้านายสตรีแห่งราชสำนักสยาม ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นับเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องแปลกใหม่ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่เรื่องนี้ก็เหมือนหลายๆ เรื่องในโลก คือต้องมีครั้งแรก

แล้วการไปเมืองนอกครั้งแรกๆ ของเจ้านายสตรีสยามเป็นอย่างไร
เรื่องนี้ วีระยุทธ ปีสาลี ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ในบทความชื่อ “เมื่อฝ่ายในไปเมืองนอก : การเสด็จต่างประเทศของเจ้านายสตรีสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์” ในนิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนสิงหาคม 2568 นี้
หากบทความของ วีระยุทธ ปีสาลี ทำให้เห็นว่าในความเป็นจริง ไม่ใช่เฉพาะเจ้านายสตรีเท่านั้นที่ถูกจำกัด เรื่อง “ไปนอก” เพราะกฎมณเฑียรบาลในอดีต ไม่อนุญาตให้เจ้านายหรือพระราชวงศ์เสด็จออกนอกพระราชอาณาเขต ยกเว้นเพียงเพื่อพระราชกิจเดียวเท่านั้น คือ “สงคราม”
สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎ (ต่อมาคือ รัชกาลที่ 4) ขณะทรงพระผนวชเป็นพระภิกษุ มีพระสหายเชิญเสด็จเยือนนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา หากพระองค์มีลายหัตถ์ตอบปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่า “เพราะประเพณีไม่ดีของรัฐบาลโง่เขลาเบาปัญญาของเรา ทั้งแต่ก่อนแลเวลานี้ ห้ามไม่ให้พระราชวงศ์เช่นข้าพเจ้า ออกนอกพระราชอาณาจักร นอกจากออกไปในราชการสงคราม”
หลังการทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่งและรับวิทยาการจากโลกตะวันตก ธรรมเนียมปฏิบัติของสยามหลายอย่างจึงมีการปรับเปลี่ยน รวมถึงการเสด็จต่างประเทศ (ไม่นับประเทศที่เป็นรัฐบรรณาการสยาม)
โดยรัชกาลที่ 5 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ ซึ่งเป็นการเสด็จประพาสสิงคโปร์และชวาใน พ.ศ.2413 เพื่อทรงศึกษาวิธีการปกครอง ความเจริญทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอาณานิคมตะวันตก แล้วนำมาใช้ในการปฏิรูปประเทศ ต่อมาก็เริ่มมีเจ้านายผู้ชายหลายพระองค์เสด็จไปศึกษายังต่างประเทศ, เสด็จไปในหน้าที่ราชการ, เสด็จต่างประเทศเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ ฯลฯ
แม้ก่อนหน้าจะมีเจ้านายสตรีหลายพระองค์เสด็จต่างประเทศ แต่ก็เป็นไปด้วยเหตุผล “ทางการเมือง” ทั้งสิ้น เช่น สมัยอยุธยา พระเทพกษัตรีย์ และพระสุพรรณกัลยาถูกส่งไปเป็นบาทบริจาริกาแด่กษัตริย์ของอาณาจักรใกล้เคียง, สมัยรัตนโกสินทร์ที่ ม.จ.ฉวีวาด ปราโมช เสด็จหนีไปกรุงกัมพูชาหลังวิกฤตการณ์วังหน้าสมัยต้นรัชกาลที่ 5
การเดินทางไปต่างประเทศของเจ้านายสตรี ที่ไม่ได้เกี่ยวกับการเมืองนั้น เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2433 โดยเป็นการตามเสด็จรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสรอบแหลมมลายูและเลยไปถึงเมืองสิงคโปร์ ซึ่งอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษ ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจเปลี่ยนอิริยาบถเป็นหลัก

ซึ่งในครั้งนั้น เจ้านายสตรีที่มีโอกาสตามเสด็จได้แก่ สมเด็จพระนางเจ้า สว่างวัฒนา, สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี, พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์, สมเด็จเจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์, เจ้าจอมมารดาแส, เจ้าจอมมารดาชุ่ม, เจ้าจอมเอี่ยม, ม.จ.ถนอม อุไรพงศ์ และ ม.จ.ไขศรี ปราโมช
แล้วเจ้านายสตรีทรงมี “กิจกรรม” อะไรในต่างแดน
นอกจากการท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจเป็นการส่วนพระองค์แล้ว ยังได้เรียนรู้ธรรมเนียมการเข้าสมาคมกับแขกต่างประเทศ เช่น ครั้งเสด็จประพาสสิงคโปร์ พ.ศ.2433 สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา
ในฐานะสมเด็จพระอัครมเหสี ทรงได้รับคำกราบบังคมทูลเชิญจากเซอร์เฟรเดอริก เจ้าเมืองสิงคโปร์ให้ตามเสด็จ เยี่ยมชมจวนข้าหลวงด้วย รัชกาลที่ 5 มีพระราชบันทึกไว้ว่า
“ได้นัดกับเซอร์เฟรดริกว่าจะไปดูคอเวอนเมนต์เฮาส์ เพราะได้เคยไปอยู่ที่นั้นเป็นการเยี่ยมเยียนด้วย เขาขอให้พาแม่กลางไปด้วย เห็นว่าไม่เป็นการเสียอันใด จึงได้พาแม่กลางไปด้วยคนเดียว…
ขึ้นบนเรือนเซอร์เฟรดริกกับเลดีดิกซันรับที่กระได พาเข้าไปในห้องดรออิงรูม มีคนทั้งผู้หญิงผู้ชายอยู่ในที่นั้นประมาณ 20 คน นำให้รู้จักคนเหล่านั้นแล้ว ผัวมานั่งพูดกับเรา พูดกับเมียแม่กลาง ครูหนึ่งเปลี่ยนเมียมาพูดกับเรา ผัวไปพูดกับแม่กลาง ในเวลานี้เลี้ยงน้ำชาไปพลางแล้วเปลี่ยนกันอีกครั้งหนึ่ง”
หรือเมื่อครั้งเสด็จประพาสสิงคโปร์และชวา พ.ศ.2439 สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีตามเสด็จในฐานะสมเด็จพระอัครมเหสี ในระหว่างประทับที่สิงคโปร์ พระองค์ได้เสด็จฯ เยี่ยมโรงพยาบาลและโรงเรียน ซึ่งถือเป็นงานสาธารณกุศลสำคัญที่เจ้านายผู้หญิงให้การสนับสนุน เช่น โรงพยาบาลและโรงเรียน
ขณะที่เจ้านายสตรีทรงบันทึกถึงสิ่งทรงพบเห็น, ทรงได้เรียนรู้ใน “บันทึกการเดินทาง” ตัวอย่างเช่น บันทึกของสมเด็จเจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร ที่ทรงพระนิพนธ์คราวตามเสด็จพระราชดำเนินประพาสเกาะชวา (พ.ศ.2444) ตอนหนึ่งว่า
“ทูนหม่อมทรงนำเราให้จับมือกับสุสุหุนัน แลรตูกับทั้งเจ้านายผู้หญิง เวลเลตเตนำเสด็จแม่แลพวกผู้หญิง ต่างคนต่างนำกันปราศรัยกันทั่วแล้วก็นั่ง ทูนหม่อมกับสุสุหุนันประทับตรงกลาง ทูนหม่อมประทับข้างขวาสุสุหุนัน
แล้วถึงรตู เรานั่งต่อรตูไปแล้วถึงรตูคนเก่า (แม่เลี้ยงสุสุหุนัน) ต่อจากรตูเก่าถึงเจ้าฟ้าหญิงเล็กแลเสด็จแม่…
เลี้ยงน้ำชาแล้วพวกผู้ชายสูบบุหรี่ ซึ่งมีเจ้าพนักงานมายืนชูเหมือนกัน แต่ผู้หญิงนั่งอยู่เปล่า ในเวลานี้รตูแกก็ไม่ใคร่จะพูด พระยาตรังมาเป็นล่ามก็นั่งอยู่เปล่าๆ ไม่ได้พูดอะไรกี่มากน้อย แกไม่มีคำถามเราเลย มีแต่เราต้องถามแกก่อน เราก็ไม่ใคร่มีอะไรจะพูดกับแกนัก เพราะนั่งดูคนแต่งตัวต่างๆ เพลินอยู่”
สมัยรัชกาลที่ 6 เจ้านายสตรีมีการเสด็จต่างประเทศเพื่อ “เหตุผลทางการแพทย์” เช่น สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จประพาสอินโดจีนและฮ่องกงในปี พ.ศ.2454 ตามที่คณะแพทย์ถวายคำแนะนำให้เสด็จพระราชดำเนินเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ ฟื้นฟูพระพลานามัยที่ทรุดโทรมจากความเศร้าโศกที่ รัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคต
พ.ศ.2465 สมเด็จเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์เสด็จไปรักษาโรคพระวักกะ (ไต) ด้วยวิธีการผ่าตัดที่ประเทศอังกฤษและฟื้นฟูพระองค์ต่อที่ภาคพื้นยุโรป โดยเสด็จไปพร้อมกับสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช พระอนุชา
นอกจากนี้ยังมีเจ้านายสตรีหลายพระองค์เสด็จต่างประเทศเพื่อ “การศึกษาต่อ” เช่น ม.จ.ฤดีวรวรรณ วรวรรณ พระธิดาในกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ เจ้านายสตรีพระองค์แรกที่ทรงเข้าศึกษาที่โรงเรียนประจำในประเทศอังกฤษ, ม.จ.กมลปราโมทย์ กิติยากร เสด็จไปศึกษาวิชาบำรุงรักษาเด็ก ที่ออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ, ม.จ.พรพิลาส ดิศกุล ทรงศึกษาวิชาพยาบาลที่เมืองมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ฯลฯ

การเสด็จต่างประเทศนั้นต้องทำหนังสือกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ทว่ารัชกาลที่ 7 มิได้ทรงเห็นด้วยกับการไปศึกษาที่ต่างประเทศของเจ้านายสตรีเท่าใดนัก ด้วยทรงกังวลเรื่องการใช้ชีวิตในต่างประเทศ แต่หากมีเจ้านายผู้ชายไปด้วยหรือมีผู้ดูแลที่น่าเชื่อถือไว้วางใจได้ก็ต้องทรงยินยอมให้ไปอย่างไม่เต็มพระราชหฤทัยนัก
ดังนั้น ม.จ.จันทรจำรัส เกษมสันต์ พระเชษฐภคินีของ ม.จ.อรอำไพ เกษมสันต์ จึงทรงเขียนหนังสือกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตว่า
“ด้วยหม่อมเจ้าหญิงอรอำไพผู้น้องได้ปรารภแก่ข้าพระพุทธเจ้ามานานแล้วว่า การที่เธอได้เล่าเรียนอยู่บัดนี้ นอกจากรู้หนังสือแลภาษาแล้ว ไม่มีวิชาอันใดที่จะสนับสนุนเลย…เวลานี้เธอก็มีทุนพอใคร่จะไปเล่าเรียนวิชาในประเทศยุโรป ทั้งเป็นโอกาสอันดีที่หม่อมเจ้าชัชวลิต พี่ชายของเธอก็อยู่ประเทศอังกฤษแล้ว…
ในกาลบัดนี้ ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เจ้าผู้หญิงไปศึกษาวิชา ณ ต่างประเทศ เธอจึงได้เตือนและวิงวอนข้าพระพุทธเจ้าขอให้นำความขึ้นกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ได้ไปเล่าเรียนวิชา ณ ประเทศยุโรปโดยทุนส่วนตัวของเธอ และจะ
ไปรักษาโรคจมูกซึ่งเป็นอยู่ ซึ่งได้เคยรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์แล้วไม่หายนั้นด้วย”
สุดท้าย คือการเสด็จต่างประเทศเพื่อ “เจริญสัมพันธไมตรี” ซึ่งเกิดในสมัยรัชกาลที่ 7 ที่มีการเปลี่ยนแปลงธรรมเนียมปฏิบัติเกี่ยวกับสมเด็จพระอัครมเหสีหลายประการ เช่น การที่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จออกในโอกาสต่างๆ เช่น การรับแขกชาวต่างประเทศ และการพระราชพิธีสำคัญ ทำให้เกิดการโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า
เจ้าอยู่หัวไปเยือนนานาประเทศเพื่อเจริญสัมพันธไมตรี

ที่กล่าวไปข้างต้นนี้ ก็แค่เนื้อหาบางส่วนที่ วีระยุทธ ปีสาลี นำเสนอ ขอท่านผู้อ่านได้โปรดติดตาม อ่านฉบับเต็มได้ที่ “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนสิงหาคมนี้
วิภา จิรภาไพศาล
