เจ้านายสตรี‘ไปเมืองนอก’ สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์

11.08.25 | 13:03 น.
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี และเจ้าจอมมารดาชุ่ม ฉายพระรูปกับสุลต่านสุสุหุนันปากูบูโวโนที่ 10 ณ กรุงสุราการ์ตา เมื่อครั้งเสด็จประพาสชวา พ.ศ.2439 (ภาพจากหนังสือสมเด็จพระบรมราชินี ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ กรมศิลปากร จัดพิมพ์เผยแพร่ พ.ศ.2547)

การเสด็จต่างประเทศ หรือ “ไปเมืองนอก” ของเจ้านายสตรีแห่งราชสำนักสยาม ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นับเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องแปลกใหม่ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่เรื่องนี้ก็เหมือนหลายๆ เรื่องในโลก คือต้องมีครั้งแรก

รูปหมู่ฉายเมื่อครั้งเสด็จประพาสชวา พ.ศ.2444 สมเด็จเจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร ทรงยืนด้านขวาพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ภาพจาก Wereldmuseum Amsterdam)

แล้วการไปเมืองนอกครั้งแรกๆ ของเจ้านายสตรีสยามเป็นอย่างไร

เรื่องนี้ วีระยุทธ ปีสาลี ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ในบทความชื่อ “เมื่อฝ่ายในไปเมืองนอก : การเสด็จต่างประเทศของเจ้านายสตรีสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์” ในนิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนสิงหาคม 2568 นี้

หากบทความของ วีระยุทธ ปีสาลี ทำให้เห็นว่าในความเป็นจริง ไม่ใช่เฉพาะเจ้านายสตรีเท่านั้นที่ถูกจำกัด เรื่อง “ไปนอก” เพราะกฎมณเฑียรบาลในอดีต ไม่อนุญาตให้เจ้านายหรือพระราชวงศ์เสด็จออกนอกพระราชอาณาเขต ยกเว้นเพียงเพื่อพระราชกิจเดียวเท่านั้น คือ “สงคราม”

สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎ (ต่อมาคือ รัชกาลที่ 4) ขณะทรงพระผนวชเป็นพระภิกษุ มีพระสหายเชิญเสด็จเยือนนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา หากพระองค์มีลายหัตถ์ตอบปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่า “เพราะประเพณีไม่ดีของรัฐบาลโง่เขลาเบาปัญญาของเรา ทั้งแต่ก่อนแลเวลานี้ ห้ามไม่ให้พระราชวงศ์เช่นข้าพเจ้า ออกนอกพระราชอาณาจักร นอกจากออกไปในราชการสงคราม”

Advertisement

หลังการทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่งและรับวิทยาการจากโลกตะวันตก ธรรมเนียมปฏิบัติของสยามหลายอย่างจึงมีการปรับเปลี่ยน รวมถึงการเสด็จต่างประเทศ (ไม่นับประเทศที่เป็นรัฐบรรณาการสยาม)

โดยรัชกาลที่ 5 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ ซึ่งเป็นการเสด็จประพาสสิงคโปร์และชวาใน พ.ศ.2413 เพื่อทรงศึกษาวิธีการปกครอง ความเจริญทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอาณานิคมตะวันตก แล้วนำมาใช้ในการปฏิรูปประเทศ ต่อมาก็เริ่มมีเจ้านายผู้ชายหลายพระองค์เสด็จไปศึกษายังต่างประเทศ, เสด็จไปในหน้าที่ราชการ, เสด็จต่างประเทศเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ ฯลฯ

แม้ก่อนหน้าจะมีเจ้านายสตรีหลายพระองค์เสด็จต่างประเทศ แต่ก็เป็นไปด้วยเหตุผล “ทางการเมือง” ทั้งสิ้น เช่น สมัยอยุธยา พระเทพกษัตรีย์ และพระสุพรรณกัลยาถูกส่งไปเป็นบาทบริจาริกาแด่กษัตริย์ของอาณาจักรใกล้เคียง, สมัยรัตนโกสินทร์ที่ ม.จ.ฉวีวาด ปราโมช เสด็จหนีไปกรุงกัมพูชาหลังวิกฤตการณ์วังหน้าสมัยต้นรัชกาลที่ 5

การเดินทางไปต่างประเทศของเจ้านายสตรี ที่ไม่ได้เกี่ยวกับการเมืองนั้น เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2433 โดยเป็นการตามเสด็จรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสรอบแหลมมลายูและเลยไปถึงเมืองสิงคโปร์ ซึ่งอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษ ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจเปลี่ยนอิริยาบถเป็นหลัก

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล และ ม.จ.พิไลยเลขา ดิศกุล ฉายพระรูป ที่กรุงเบลเยียม (ภาพจากหนังสือเที่ยวยุโรป 2473)

ซึ่งในครั้งนั้น เจ้านายสตรีที่มีโอกาสตามเสด็จได้แก่ สมเด็จพระนางเจ้า สว่างวัฒนา, สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี, พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์, สมเด็จเจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์, เจ้าจอมมารดาแส, เจ้าจอมมารดาชุ่ม, เจ้าจอมเอี่ยม, ม.จ.ถนอม อุไรพงศ์ และ ม.จ.ไขศรี ปราโมช

แล้วเจ้านายสตรีทรงมี “กิจกรรม” อะไรในต่างแดน

นอกจากการท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจเป็นการส่วนพระองค์แล้ว ยังได้เรียนรู้ธรรมเนียมการเข้าสมาคมกับแขกต่างประเทศ เช่น ครั้งเสด็จประพาสสิงคโปร์ พ.ศ.2433 สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา
ในฐานะสมเด็จพระอัครมเหสี ทรงได้รับคำกราบบังคมทูลเชิญจากเซอร์เฟรเดอริก เจ้าเมืองสิงคโปร์ให้ตามเสด็จ เยี่ยมชมจวนข้าหลวงด้วย รัชกาลที่ 5 มีพระราชบันทึกไว้ว่า

“ได้นัดกับเซอร์เฟรดริกว่าจะไปดูคอเวอนเมนต์เฮาส์ เพราะได้เคยไปอยู่ที่นั้นเป็นการเยี่ยมเยียนด้วย เขาขอให้พาแม่กลางไปด้วย เห็นว่าไม่เป็นการเสียอันใด จึงได้พาแม่กลางไปด้วยคนเดียว…

ขึ้นบนเรือนเซอร์เฟรดริกกับเลดีดิกซันรับที่กระได พาเข้าไปในห้องดรออิงรูม มีคนทั้งผู้หญิงผู้ชายอยู่ในที่นั้นประมาณ 20 คน นำให้รู้จักคนเหล่านั้นแล้ว ผัวมานั่งพูดกับเรา พูดกับเมียแม่กลาง ครูหนึ่งเปลี่ยนเมียมาพูดกับเรา ผัวไปพูดกับแม่กลาง ในเวลานี้เลี้ยงน้ำชาไปพลางแล้วเปลี่ยนกันอีกครั้งหนึ่ง”

หรือเมื่อครั้งเสด็จประพาสสิงคโปร์และชวา พ.ศ.2439 สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีตามเสด็จในฐานะสมเด็จพระอัครมเหสี ในระหว่างประทับที่สิงคโปร์ พระองค์ได้เสด็จฯ เยี่ยมโรงพยาบาลและโรงเรียน ซึ่งถือเป็นงานสาธารณกุศลสำคัญที่เจ้านายผู้หญิงให้การสนับสนุน เช่น โรงพยาบาลและโรงเรียน

ขณะที่เจ้านายสตรีทรงบันทึกถึงสิ่งทรงพบเห็น, ทรงได้เรียนรู้ใน “บันทึกการเดินทาง” ตัวอย่างเช่น บันทึกของสมเด็จเจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร ที่ทรงพระนิพนธ์คราวตามเสด็จพระราชดำเนินประพาสเกาะชวา (พ.ศ.2444) ตอนหนึ่งว่า

“ทูนหม่อมทรงนำเราให้จับมือกับสุสุหุนัน แลรตูกับทั้งเจ้านายผู้หญิง เวลเลตเตนำเสด็จแม่แลพวกผู้หญิง ต่างคนต่างนำกันปราศรัยกันทั่วแล้วก็นั่ง ทูนหม่อมกับสุสุหุนันประทับตรงกลาง ทูนหม่อมประทับข้างขวาสุสุหุนัน
แล้วถึงรตู เรานั่งต่อรตูไปแล้วถึงรตูคนเก่า (แม่เลี้ยงสุสุหุนัน) ต่อจากรตูเก่าถึงเจ้าฟ้าหญิงเล็กแลเสด็จแม่…

เลี้ยงน้ำชาแล้วพวกผู้ชายสูบบุหรี่ ซึ่งมีเจ้าพนักงานมายืนชูเหมือนกัน แต่ผู้หญิงนั่งอยู่เปล่า ในเวลานี้รตูแกก็ไม่ใคร่จะพูด พระยาตรังมาเป็นล่ามก็นั่งอยู่เปล่าๆ ไม่ได้พูดอะไรกี่มากน้อย แกไม่มีคำถามเราเลย มีแต่เราต้องถามแกก่อน เราก็ไม่ใคร่มีอะไรจะพูดกับแกนัก เพราะนั่งดูคนแต่งตัวต่างๆ เพลินอยู่”

สมัยรัชกาลที่ 6 เจ้านายสตรีมีการเสด็จต่างประเทศเพื่อ “เหตุผลทางการแพทย์” เช่น สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จประพาสอินโดจีนและฮ่องกงในปี พ.ศ.2454 ตามที่คณะแพทย์ถวายคำแนะนำให้เสด็จพระราชดำเนินเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ ฟื้นฟูพระพลานามัยที่ทรุดโทรมจากความเศร้าโศกที่ รัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคต

พ.ศ.2465 สมเด็จเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์เสด็จไปรักษาโรคพระวักกะ (ไต) ด้วยวิธีการผ่าตัดที่ประเทศอังกฤษและฟื้นฟูพระองค์ต่อที่ภาคพื้นยุโรป โดยเสด็จไปพร้อมกับสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช พระอนุชา

นอกจากนี้ยังมีเจ้านายสตรีหลายพระองค์เสด็จต่างประเทศเพื่อ “การศึกษาต่อ” เช่น ม.จ.ฤดีวรวรรณ วรวรรณ พระธิดาในกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ เจ้านายสตรีพระองค์แรกที่ทรงเข้าศึกษาที่โรงเรียนประจำในประเทศอังกฤษ, ม.จ.กมลปราโมทย์ กิติยากร เสด็จไปศึกษาวิชาบำรุงรักษาเด็ก ที่ออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ, ม.จ.พรพิลาส ดิศกุล ทรงศึกษาวิชาพยาบาลที่เมืองมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ฯลฯ

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงร่วมในพิธีรับเสด็จของคณะเทศมนตรี ณ ศาลาว่าการนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา (ภาพจากหนังสือสมเด็จพระบรมราชินี ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ กรมศิลปากร จัดพิมพ์เผยแพร่ พ.ศ.2547)

การเสด็จต่างประเทศนั้นต้องทำหนังสือกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ทว่ารัชกาลที่ 7 มิได้ทรงเห็นด้วยกับการไปศึกษาที่ต่างประเทศของเจ้านายสตรีเท่าใดนัก ด้วยทรงกังวลเรื่องการใช้ชีวิตในต่างประเทศ แต่หากมีเจ้านายผู้ชายไปด้วยหรือมีผู้ดูแลที่น่าเชื่อถือไว้วางใจได้ก็ต้องทรงยินยอมให้ไปอย่างไม่เต็มพระราชหฤทัยนัก

ดังนั้น ม.จ.จันทรจำรัส เกษมสันต์ พระเชษฐภคินีของ ม.จ.อรอำไพ เกษมสันต์ จึงทรงเขียนหนังสือกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตว่า

“ด้วยหม่อมเจ้าหญิงอรอำไพผู้น้องได้ปรารภแก่ข้าพระพุทธเจ้ามานานแล้วว่า การที่เธอได้เล่าเรียนอยู่บัดนี้ นอกจากรู้หนังสือแลภาษาแล้ว ไม่มีวิชาอันใดที่จะสนับสนุนเลย…เวลานี้เธอก็มีทุนพอใคร่จะไปเล่าเรียนวิชาในประเทศยุโรป ทั้งเป็นโอกาสอันดีที่หม่อมเจ้าชัชวลิต พี่ชายของเธอก็อยู่ประเทศอังกฤษแล้ว…

ในกาลบัดนี้ ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เจ้าผู้หญิงไปศึกษาวิชา ณ ต่างประเทศ เธอจึงได้เตือนและวิงวอนข้าพระพุทธเจ้าขอให้นำความขึ้นกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ได้ไปเล่าเรียนวิชา ณ ประเทศยุโรปโดยทุนส่วนตัวของเธอ และจะ
ไปรักษาโรคจมูกซึ่งเป็นอยู่ ซึ่งได้เคยรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์แล้วไม่หายนั้นด้วย”

สุดท้าย คือการเสด็จต่างประเทศเพื่อ “เจริญสัมพันธไมตรี” ซึ่งเกิดในสมัยรัชกาลที่ 7 ที่มีการเปลี่ยนแปลงธรรมเนียมปฏิบัติเกี่ยวกับสมเด็จพระอัครมเหสีหลายประการ เช่น การที่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จออกในโอกาสต่างๆ เช่น การรับแขกชาวต่างประเทศ และการพระราชพิธีสำคัญ ทำให้เกิดการโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า
เจ้าอยู่หัวไปเยือนนานาประเทศเพื่อเจริญสัมพันธไมตรี

ที่กล่าวไปข้างต้นนี้ ก็แค่เนื้อหาบางส่วนที่ วีระยุทธ ปีสาลี นำเสนอ ขอท่านผู้อ่านได้โปรดติดตาม อ่านฉบับเต็มได้ที่ “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนสิงหาคมนี้

วิภา จิรภาไพศาล