‘ทำน้อยแต่ได้มาก’ หลักสูตรเกษตรก้าวหน้า ยกมาตรฐาน‘อาชีวศึกษา’ก่อนเพื่อนบ้านวิ่งแซง

15.08.25 | 13:10 น.

‘ทําน้อยแต่ได้มาก’ อาจเป็นจุดวัดผลสัมฤทธิ์ของความพยายาม ในการพัฒนาการเกษตร

เมื่อหลายประเทศเดินหน้าเพิ่มขีดความสามารถในการเพาะปลูก ท่ามกลางปัจจัยสภาพภูมิอากาศแปรปรวนซึ่งส่งผลต่อความอยู่รอดของ
สายพันธุ์

ยังไม่นับอีกหนึ่งความท้าทายที่ใหญ่หลวงของบ้านเรา อย่างปัญหา ‘สังคมสูงวัย’ เกษตรกรไทยกำลังร่อยหรอลงไปทุกเมื่อ ด้วยไม่มีรุ่นลูกหลานคอยสานต่อ หันไปทำอาชีพอื่นที่ได้ผลตอบแทนดีกว่า หรือแม้แต่ภาพจำที่ว่าเป็นอาชีพยากลำบาก ต้องทำงานกลางแดดจ้า

เพื่อเปลี่ยนทัศนคติ ล้างภาพในอดีตที่ว่า เรียนเกษตรต้องถางหญ้า หว่านไถ

จึงเป็นที่มาของการพัฒนาโปรแกรมให้ทันสมัย ในสถาบันการเรียนรู้

Advertisement

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. ลงพื้นที่เยี่ยมชมวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่ (วษท.) สถานศึกษาซึ่งเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จเป็นต้นแบบในการพัฒนาหลักสูตรสาขาวิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร

หลังจากเดินหน้ายกระดับผู้เรียนสู่การเป็น นวัตกรเกษตร ภายใต้แนวคิด “ผลิตได้ ขายเป็น เน้นคุณภาพ”

สมศ.จึงเข้าตัดเกรด ประเมินทั้งคุณภาพ เยี่ยมชมโรงเรียนขยายโอกาส พร้อมชี้แนะ ปูแนวทางเลือกในการเรียนสายอาชีวะ ที่ต้องการให้ผู้เรียนเป็นเกษตรคุณภาพที่มีความรู้ ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี ได้อย่างตอบโจทย์ความต้องการ

เยี่ยมชมโรงเรือนอัจฉริยะ

ผุดหลักสูตร อาชีวศึกษาพัฒนาชนบท
‘ทำน้อยได้มาก’สร้างเกษตรยั่งยืน

แล้วสถาบันแห่งนี้ส่งเสริมการเรียนรู้ ด้วยวิธีไหน?

สุรศักดิ์ เทียบรัตน์ ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี เชียงใหม่ เล่าว่า ที่นี่มี ‘หลักสูตรอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาชนบท’ (อศ.กช.) เป็นการผู้ใหญ่ที่ประกอบอาชีพทางการเกษตร แต่ไม่มีวุฒิ แม้จบระดับการศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 3 ก็สามารถมาเรียนต่อที่ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่ได้

เรามีการเปิดศูนย์การเรียนรู้ซึ่งรุ่นที่แล้วเปิดที่อำเภอสันทราย ก็จบไปแล้ว 1 รุ่น ตอนนี้เปิดอีก 1 รุ่นที่อำเภอสันกำแพง เป็นเกษตรกรที่มาเรียนรู้กับเราเพิ่มเติม โดยเรียนช่วงเสาร์-อาทิตย์ ตามหลักสูตร ปวช. เมื่อครบ 3 ปี จะได้วุฒิ ปวช.ของเกษตร

“เป็นการพัฒนาต่อยอดชุมชน รุ่นที่แล้วอย่างที่อำเภอสันทราย คือเขาได้เปลี่ยนอาชีพจากเกษตรกรมาเป็นผู้ผลิต ผลิตมะเขือเทศสำหรับทานสด จนมีผู้มารับไปขายที่ Tops Market เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้า เกษตรก็มีการปรับเปลี่ยนร่วมกับใช้เทคโนโลยีในการควบคุมผลผลิต ส่งผลให้ผลิตสินค้าที่มีมูลค่ามากขึ้น เป็นต้น

“อยากประชาสัมพันธ์ให้กับน้องที่กำลังศึกษาในระดับมัธยมต้น ที่กำลังจะจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ช่วยมองทางด้านการเกษตรเป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง

ผมมองว่าอาชีพทางด้านการเกษตรเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเราต้องกิน ต้องใช้ทุกวัน ถ้าเราไม่มีเกษตรจะเอาที่ไหนกิน-ใช้ทุกวัน ปัจจุบันเราจะเห็นว่าการเรียนการสอนด้านการเกษตร ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ตลอดจนการทำอุตสาหกรรมทางการเกษตร” สุรศักดิ์ชี้

เพราะฉะนั้นเราอาจต้องปรับเปลี่ยนความคิดผู้ปกครอง ว่าการส่งลูกมาเรียนเกษตร แม้ลำบาก แต่ก็เป็นการฝึกความอดทน

“ไม่มีอาชีพไหนที่ไม่ลำบาก แต่ว่าเราจะทำอย่างไรส่งเสริมให้เด็กทำอาชีพที่ยั่งยืน เพราะคิดว่าอาชีพเกษตรเป็นอาชีพที่ทำได้ตลอดไป

“ปัจจุบันเทคโนโลยีการทำน้อยได้มาก การใช้นวัตกรรม การเลือกพืชเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง แต่เราทำในพื้นที่ที่จำนวนน้อยอันนี้ก็จะตอบโจทย์ในการทำเกษตรแบบสมัยใหม่ และมีความยั่งยืนได้” ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ วษท.เชียงใหม่ เชื่อเช่นนั้น

ผลิตได้ ขายเป็น เน้นคุณภาพ
‘เกษตรก้าวหน้า’สู่ปลายทางสร้างธุรกิจ

“สิ่งหนึ่งที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องนอกจากคำแนะนำของ สมศ. คือเรื่องการยกระดับการจัดการอาชีวศึกษา โดยเราเริ่มประมาณปี 2563 ทำเป็นหลักสูตรระยะสั้น เกษตรก้าวหน้า”

คือเสียงของ สุรศักดิ์ ถึงการปรับตัว หลังหน่วยงานเข้ามาตรวจเยี่ยม

ซึ่งข้อหนึ่งที่มุ่งมั่นอย่างมาก คือ การพัฒนาคุณภาพของเด็ก ที่เล็งเห็นว่า เด็กในสายอาชีวะ ต้องได้ใบประกาศนียบัตรจากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เพื่อเป็นตัวการันตี

สุรศักดิ์เล่าว่า ในตอนนั้นนโยบายรัฐในเรื่องของการพัฒนาการเกษตรโดยใช้เทคโนโลยี ซึ่งได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหลายแห่ง จากนั้นทางวิทยาลัย กับสำนักงานอาชีวศึกษา ก็ได้เชิญวิทยาลัยในภาคเหนือมาร่วมกันพัฒนาหลักสูตรนี้ เช่น ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยอื่นๆ เป็นหลักสูตร ‘เกษตรก้าวหน้า’ จนกลายมาเป็นหลักสูตรเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร ซึ่งเป็นหลักสูตรในระดับ ปวส.

โดยยังมีการทำ MOU กับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ปวส.ในสาขานี้ อีกด้วย

“ถ้ามีผลการเรียน อยู่ในเกณฑ์ที่ตกลงกับมหาวิทยาลัย ก็สามารถเข้ารับการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีได้เลย ถ้าสนใจในสาขาเทคโนโลยีและนวัตกรรม การที่เราได้รับการประเมินคุณภาพภายนอกจาก สมศ. เป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันว่าเราทำมาถูกทางและมีคุณภาพได้มาตรฐาน”

โดยเน้นในเรื่องการบูรณาการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม มาปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ อย่างโดรน โรงเรือนอัจฉริยะ เพื่อพัฒนาคุณภาพการผลิต

“เป็นการพัฒนาเกษตรเปลี่ยนทัศนคติของเกษตรบ้านเรา หลายภาพในอดีตที่ว่ามาเรียนเกษตรต้องขุดหญ้า พรวนดิน นั้นเป็นสิ่งที่ต้องเจอเพียงแต่ว่าในยุคปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวหน้าไปมาก เราก็มีการพัฒนาหลักสูตรเพื่อที่จะให้เด็กที่มาเรียนรู้จักเทคโนโลยีสมัยใหม่ และช่วยในการผลิต รวมถึงมีแนวคิดทางการเกษตรเช่น ทำน้อยแต่ได้มาก”

“การนำเทคโนโลยีไปใช้สร้างมูลค่า เพราะนอกจากผลิตเราก็ต้องรู้จักการค้าการขาย ตามสโลแกนที่ว่า ผลิตได้ ขายเป็น เน้นคุณภาพ” ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ วษท.เชียงใหม่ เผยความชัดเจนในทิศทาง

ก่อนจะอธิบายต่อว่า ‘ผลิตได้’ คือการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ‘ขายเป็น’ มีการส่งเสริมการหารายได้ระหว่างเรียน มีงานทำ มีรายได้ ซึ่งก็มีศูนย์บ่มเพาะเพื่อสนับสนุนระหว่างเรียน มีการนำเด็กมาอบรมการขายเบื้องต้น การขายทางออนไลน์

“ผมมองว่าเป็นส่วนที่เด็กเกษตรจะต้องเรียนรู้ แต่หลังจากที่ผลิตได้ไม่ต้องอาศัยใคร อย่างน้อยก็ฝึกขายด้วยตัวเองให้เป็น เพราะการขายผ่านพ่อค้าคนกลางเราจะเสียโอกาสในบางส่วน ซึ่งถ้าเราสามารถผลิตได้ ก็จะสามารถสร้างธุรกิจด้วยตัวเองขึ้นมาได้แน่นอน” สุรศักดิ์เชื่อมั่น

ข้อสุดท้ายแต่สำคัญสุด คือ เน้นคุณภาพ เราจะทำการค้าหรือธุรกิจให้ยั่งยืนได้ ต้องซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภค ดังนั้น จึงต้องรักษามาตรฐานในสิ่งที่เราผลิต

ถ้าเด็กทำได้ดังนี้คือ ‘ผลิตได้ ขายเป็น เน้นคุณภาพ’ ก็จะสามารถเป็นเกษตรที่ยั่งยืนต่อไป และเราได้ส่งเสริมให้เด็กๆ เรียนไปด้วย มีผลผลิตอะไรก็ดำเนินการส่งเสริม โดยการตั้งร้าน GOOD MOOD BY CMCAT เน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ที่มาจากนักเรียนปลูกหรืออยู่ภายในชุมชน

ไม่ว่าจะเป็น ลำไย ที่นำมาแปรรูป โดยตากแห้งแล้วมาผสมเป็นน้ำลำไยเสิร์ฟคู่กับเนื้อลำไยสด น้ำนมข้าวโพดอองตอง ซึ่งคำว่า ‘อองตอง’ ก็เป็นคำสร้อยมาจากประโยคที่ว่า ‘เหลืองอองตอง’ รวมถึงแฮมเบอร์เกอร์แพลนต์เบส ที่ทำมาจากเห็ด ถั่ว ข้าวโพด

เป็นหนึ่งในตัวอย่าง เรียกได้ว่า เป็นทางเลือกสุขภาพที่ตอบโจทย์ ผู้บริโภคและการตลาดยุคใหม่อย่างยิ่ง

ก่อนเพื่อนบ้านวิ่งแซง
ยกระดับ‘สายอาชีวะ’พัฒนานวัตกรเกษตร

ในสายตาของ ศาสตราจารย์ ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สมศ. วิทยาลัยแห่งนี้มุ่งมั่นที่จะสร้างคุณภาพผู้เรียนให้เป็นนวัตกรเกษตรสมัยใหม่มองทะลุว่า ประชากรที่เป็นผู้บริโภคยุคใหม่มีจำนวนมากและมีความต้องการที่หลากหลายขึ้น

โดยทราบมาว่า ผู้ประเมินภายนอกที่มารวบรวมข้อมูลทั้งก่อนหน้าและเมื่อเร็วๆ นี้ ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า วษท.เชียงใหม่ มีพัฒนาการทางการศึกษา การเรียนรู้ภาคเฉพาะในห้องเรียนมาอย่างต่อเนื่อง

“สิ่งที่น่าสนใจจากการสัมภาษณ์ผู้บริหาร ก็สอดคล้องกับข้อมูลที่ผู้ประเมินคุณภาพภายนอกมาตรวจเยี่ยม โดยเฉพาะในเรื่องของ ‘ความสุข’ ที่ถูกนำไปใช้เป็นต้นแบบแก่วิทยาลัยเกษตรหลายแห่งในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเหนือทั้ง พะเยา แพร่ เชียงราย”

โดย สมศ.มุ่งมั่นที่จะประเมินเพื่อยกระดับคุณภาพวิทยาลัยเกษตรหลายๆ แห่ง ว่าได้คะแนนเท่าไหร่ เป็นการบอกกับทั้งผู้บริหารและผู้ปกครอง ว่าการที่ส่งลูกหลานมาเรียนนั้น มีคุณภาพอยู่ในระดับใด

ผู้อำนวยการ สมศ.ขอการันตีอีกเสียงว่า วษท.เชียงใหม่ เป็นอันดับต้นของประเทศมาหลายปี

“ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าเมื่อจบจากที่นี่มีคุณภาพมาตรฐาน เราจึงต้องตระหนักว่าคุณภาพการประเมินไม่เพียงสร้างข้ามคืน ทางครูบาอาจารย์ ผู้บริหาร ได้ปูทางให้ท่านรักษาคุณภาพมาตรฐานไม่ให้ต่ำลง”

หลังจากนี้ เตรียมนำผลการประเมินจากวิทยาลัยทั่วประเทศมาวิเคราะห์วิจัยทั้งเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม คหกรรม ศิลปกรรม รวมไปถึงให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ซึ่งไปลงนามกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)

“ต่อไปนี้เราจะประเมินผ่านออนไลน์ โดยการป้อนข้อมูลตามตัวชี้วัดต่างๆ ผ่านแพลตฟอร์ม สมศ.โฉมใหม่ เราจะลดภาระแล้วเพิ่มคุณภาพ เพราะเมื่อก่อนมาเราดู SAR (Self-Assessment Report) เพื่อลดเวลาในการตรวจเยี่ยม และไม่วิเคราะห์ทุกเรื่องแต่จะเน้นเฉพาะเรื่องสำคัญ” ศ.ดร.องอาจเล่าทิศทางการประเมินที่ปรับใหม่เช่นกัน

เพื่อยกระดับสถาบันการเรียนรู้ในประเทศ จึงเปลี่ยนกรอบตัวชี้วัดใหม่ ให้ท้าทายยิ่งขึ้น

โดยใช้มาตรฐานสากลจากเยอรมนี ซึ่งเชื่อว่าเป็นต้นแบบอาชีวศึกษาของโลก ไม่เพียงยุโรป ในฝั่งเอเชียเราก็ศึกษา เช่น ญี่ปุ่น เวียดนาม ดูว่าอาชีวะของประเทศเขาเป็นอย่างไร

“สมศ.สมัยใหม่ ทำงานประกันคุณภาพ ไม่ต้องการให้เพิ่มภาระ ต้องการให้ส่งข้อมูลครั้งเดียวส่งไปยัง สอศ.ข้อมูลต้นสังกัด จากนั้นจะประเมินผล ค้นคว้าวิจัย ให้ข้อเสนอแนะ

“เรามีหน้าที่ Raising Standard ยกมาตรฐานการศึกษาระดับอาชีวศึกษา ตัวอย่างเวียดนาม ที่แต่เดิมผลิตข้าวไม่ได้เท่าประเทศไทย ก็มีการผลิตค้นคว้าวิจัยก่อตั้งวิทยาลัยการเกษตร ตั้งเป้าเทียบกับประเทศไทยเรื่องการแข่งขันทางมาตรฐาน ข้าวหอมมะลิ ที่ส่งออกไปขายในต่างประเทศ

ฉะนั้น ถ้าคุณภาพอาชีวศึกษาไม่ยกระดับทุกๆ 5 ปี นั่นหมายความว่า ‘เราวิ่งอยู่กับที่’ ในขณะที่ประเทศอื่นวิ่งนำไปแล้ว” ศ.ดร.องอาจยกกรณีข้าวที่เราไม่ควรชะล่าใจ

ทั้งยังบอกด้วยว่า วิทยาลัยเกษตรภาคเหนือได้เปรียบ ถ้าหากเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์ที่เป็นหลักฐาน แล้วพื้นที่ภาคอื่นๆ นำหลักสูตรไปใช้ ผลปรากฏว่ามีงานทำมากขึ้น มีผลการเรียนดีขึ้น ก็จะเป็นต้นแบบยกระดับมาตรฐานและคุณภาพการศึกษาสู่การเรียนรู้ในชั้นเรียน ขยายเป็นวงกว้าง ต่อไป

สร้าง‘แรงงานฝีมือ’
ผู้นำหลักสูตรทันสมัย เชื่อมโยงผู้ประกอบการ

“เราทราบจากการประเมินภายนอกที่ผ่านมา ว่าทางวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่ มีความยอดเยี่ยม เรียกได้ว่ามีแนวปฏิบัติที่ดีในเรื่องของ การพัฒนาหลักสูตรที่ทันสมัย การร่วมมือกับผู้ประกอบการ

มีการพูดคุยกับผู้อำนวยการ ว่าเรามีพื้นที่กว้างขวาง ก็เชิญผู้ประกอบการข้างนอกเข้ามาใช้ที่ดินในวิทยาลัย นักศึกษาก็มีโอกาสที่จะฝึกงานกับทางเอกชน เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ผู้ประกอบการก็จะได้ใช้ที่ดินทำการเกษตรสมัยใหม่ อันนี้เป็นแนวคิดที่น่าสนใจ” ศ.ดร.องอาจหยิบยกจุดเด่นที่ทำให้เกิดการบูรณาการกับภายนอก

ที่สำคัญ การพัฒนาการในเรื่องหลักสูตรการเรียนการสอน จนเป็นต้นแบบในภาคเหนือหลายแห่ง

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าวิทยาลัยไม่ได้อยู่นิ่ง ดังจะเห็นได้จากการให้นักศึกษาไปต่อยอดในเรื่องการสอบ เพื่อนำใบประกาศนียบัตรไปเทียบ เพื่อได้รับการรับรองจากสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน

“ข้อเสนอแนะของผู้ประเมินภายนอกที่ให้แก่ทางวิทยาลัย ก็ล้วนแล้วแต่มีการนำไปเร่งส่งเสริม พัฒนายกระดับให้นักศึกษาไปทดสอบเพื่อเทียบเคียง ‘มาตรฐานฝีมือแรงงาน’ เมื่อนักศึกษาจบ ก็จะมีใบประกาศนียบัตรของสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งจะทำให้ได้รับค่าแรงเพิ่มมากขึ้น เพิ่มโอกาสในการได้งานมากขึ้น”

สิ่งนี้ทำไปพร้อมๆ กับส่งเสริมให้นักศึกษาสอบ V-NET ซึ่งคือการวัดมาตรฐานอาชีวศึกษาของ สทศ. ช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

“เรามีแนวคิดให้วิทยาลัยสร้างเอกลักษณ์และความโดดเด่นเฉพาะ หรือที่เรียกว่า Identity สิ่งที่สำคัญคือทางวิทยาลัยเป็นผู้นำด้านหลักสูตร อย่างที่ผมประทับใจคือไม่เพียงรับแค่นักศึกษาเยาวชน มาต่อ ปวช. แต่ยังมุ่งไปที่เกษตรกร ที่ต้องการส่งเสริมการเรียนรู้ เพิ่มเติมทักษะ สิ่งนี้คือความโดดเด่นเราพยายามหา Best Practice (แนวปฏิบัติที่ดี) ที่สถานศึกษาแต่ละแห่งจะมี

“ทั้งความโดดเด่นทางหลักสูตรที่หลากหลายวัย ความเหมาะกับพื้นที่ภาคเหนือ และขยายไปยังวิทยาลัยอื่นๆ หวังอย่างยิ่งว่าผลการประเมินจากวิทยาลัย คณะครู จะยิ่งส่งเสริมให้ทางวิทยาลัยต่อยอดขึ้นไปเรื่อยๆ และรักษาความเป็นผู้นำได้อย่างยั่งยืนและต่อเนื่อง” ผู้อำนวยการ สมศ.ทิ้งท้าย ด้วยความตั้งใจอยากเห็นสถาบันการศึกษาของไทย พัฒนาเท่าทันการเปลี่ยนแปลง

สมเป็นวิทยาลัยโดดเด่นด้านการเกษตรและเทคโนโลยี ที่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย หากแต่เกิดจากการพัฒนาหลักสูตรอย่างไม่หยุดยั้ง ผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับองค์ความรู้ดั้งเดิมในท้องถิ่น จนเชื่อมั่นได้ว่าผู้เรียนในวันนี้ จะสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพและเกิดทักษะที่ใช้ได้จริง ในวันข้างหน้าอย่างแน่นอน

มาลาศรี เพ็ชรไทย