ตลาดอุตสาหกรรมยาในประเทศไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีมูลค่าประมาณ 2.4 แสนล้านบาทต่อปี แม้หลายคนอาจมองว่าเป็นธุรกิจที่ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจมากนัก เพราะการดูแลสุขภาพคือสิ่งจำเป็น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานี้อย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ผลิตภัณฑ์บางกลุ่ม เช่น ยาหม่อง หรือยาดม ที่มียอดขายกว่า 70% จากนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่หายไป รวมถึงยาอม ยาสมุนไพร ก็ได้ผลกระทบเช่นกัน ส่งผลให้ยอดขายของกลุ่มผลิตภัณฑ์เหล่านี้ลดลงอย่างมาก ซึ่งตลาดกลุ่มนี้ ถือเป็น Segment ที่ใหญ่ติดอันดับ Top 10 ในธุรกิจร้านขายยา
นอกจากนี้ เมื่อผู้บริโภคมีกำลังซื้อลดลง พวกเขามักจะประหยัดค่าใช้จ่าย ส่งผลให้การตัดสินใจซื้อยาบางประเภทหรือเลือกใช้ยาที่มีราคาถูกลง ซึ่งกระทบต่อยอดขายและกำไรของบริษัทในอุตสาหกรรมยาโดยตรง แม้แต่การที่ศูนย์วิจัยกรุงศรีคาดการณ์ว่าตลาดอุตสาหกรรมยาจะขยายตัวเฉลี่ย 6-7% ต่อปีในช่วงปี 2568-2570 แต่หากไม่มีการปรับตัวใดๆ โอกาสเหล่านั้นก็อาจกลายเป็นความท้าทายที่ยากจะก้าวผ่าน

วันนี้ “มติชน” ได้มีโอกาสพูดคุย สอบถามมุมมองกับ “พรเนตร กาญจนสุวรรณ” ผู้บริหาร Young Gen แห่งดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) ซึ่งเป็น Market Expansion ใหญ่ที่สุดของไทย ว่า เราจะสามารถเปลี่ยนความท้าทายนี้ให้เป็นโอกาสได้อย่างไรบ้าง รวมถึงความคิดเห็นเกี่ยวกับตลาดอุตสาหกรรมยาในประเทศไทย ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและการท่องเที่ยวที่ซบเซา แล้วอุตสาหกรรมยาจะยังสามารถเติบโตได้อย่างไร
พรเนตรแสดงความเห็นว่า ในระยะแรกมีความคิดว่า สัญญาณการชะลอตัวจะเริ่มส่งผลตั้งแต่เดือนมกราคม แต่กลับกันไม่เป็นเช่นนั้น ยังมีแรงส่งจากการจับจ่ายในช่วงปีใหม่บวกกับมาตรการกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คึกคัก จำนวนนักท่องเที่ยวยังคงสูงอยู่มากๆ สัญญาณการชะลอตัวที่สังเกตได้ชัดคือ นับตั้งแต่จบเดือนมีนาคมเป็นต้นมา ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากปัจจัยรวมกันหลายอย่าง ทั้งจบเทศกาลตรุษจีน แผ่นดินไหว ข่าวลักพาตัวนักท่องเที่ยวจีน ทำให้ยอดขายตลาดร้านขายยาตกประมาณ 25% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนสินค้าในกลุ่มอื่นๆ มีผลกระทบมากน้อยต่างกันไป แต่ที่เห็นได้ชัดตือ Spending per bill ลดลง จากที่เคยซื้อตุน 2-3 เดือน ก็เหลือเพียงแค่ 1 เดือน หรือหันไปรับยาจากโรงพยาบาลรัฐมากขึ้น
ปลดล็อกข้อจำกัด-ปรับกลยุทธ์
เพื่อปรับตัวกับความท้าทายดังกล่าว พรเนตรมองเห็นโอกาสในการพลิกวิกฤตนี้ให้เป็นความสำเร็จ ด้วยการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่น่าสนใจ ดังนี้
“ลดความซับซ้อนของกฎระเบียบและการขึ้นทะเบียนยา” หนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่พรเนตรชี้ให้เห็นคือ ความซับซ้อนของกฎระเบียบและระยะเวลาการขึ้นทะเบียนยาที่ยาวนานถึง 4-5 ปี ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์และมาเลเซียใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือน การแก้ไขจุดนี้จะช่วยให้ยาใหม่ๆ และยาคุณภาพสูงสามารถเข้าถึงผู้บริโภคชาวไทยได้เร็วขึ้น และยังเป็นการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามาในประเทศอีกด้วย
“ขยายช่องทางการจำหน่าย” เพราะธุรกิจยาไม่ควรจำกัดอยู่แค่ในร้านขายยาเท่านั้น พรเนตรเชื่อว่าการขยายช่องทางการจำหน่ายไปสู่ร้านสะดวกซื้อหรือซูเปอร์มาร์เก็ต จะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ Market Expansion หรือเพิ่มปลดล๊อกการขายยา (บางประเภท) ให้ขายในช่องทางออนไลน์ได้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากกับผู้บริโภค (ตัวอย่างเช่น ในประเทศฟิลิปปินส์ “ยาทั่วไป” สามาถทำขาย รวมถึงทำโปรโมชั่นในช่องทางออนไลน์ได้ ซึ่งคนที่ได้ประโยชน์ก็คือผู้บริโภค )
“ปรับขนาดและราคาผลิตภัณฑ์” ในภาวะที่ผู้บริโภคประหยัดค่าใช้จ่าย การปรับลดขนาดสินค้าให้เล็กลง หรือนำเสนอผลิตภัณฑ์ในราคาที่ย่อมเยามากขึ้น จะเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น และช่วยให้ผลิตภัณฑ์สามารถอยู่รอดได้ในยุคที่กำลังซื้อลดลง
ในขณะเดียวกัน ก็แสดงความเห็นต่อเทรน์การดูแลสุขภาพที่มาขึ้น ทั้งเด็กรุ่นใหม่ๆ วัยทำงาน หรือผู้สูงอายุก็ตาม เป็นเทรนด์ที่ดีมาก เพราะการป้องกันย่อมดีกว่า การรักษา มีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า สินค้ากลุ่ม Wellness ก็มาแรงมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เช่น กลุ่มโปรไบโอติก ที่เน้นสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ (สุขภาพดีที่เริ่มต้นจากลำไส้) เป็นสินค้ากลุ่มที่ Well established มากในยุโรป และตะวันตก และหากเทียบอัตราส่วนของมูลค่าสินค้ากับจำนวนประชากรไทย สินค้ากลุ่มนี้ยังมีโอกาสเติบโดอีกมาก
หัวใจของการบริหารทีม 200 ชีวิต
ในเรื่องส่วนตัว จากสายเรียนที่ไม่คิดว่าจะเกี่ยวข้องกับยา แต่ก็อยู่ในสาย Commercial มาตลอด มีประสบการณ์ผู้นำที่ดูแลทั้งในประเทศไทยเอง และดูแลตลาดในหลายประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงเกาหลีและฮ่องกง
ภายใต้บทบาท Director ที่ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) และต้องบริหารทีมงานขนาดใหญ่กว่า 200 คน ซึ่งรับผิดชอบการบริหารทีมขายให้กับแบรนด์ชั้นนำระดับโลกมากมาย แม้จะเป็นบทบาทใหม่ที่ต้องเผชิญกับความกดดันในการนำทีมที่เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ แต่เธอก็ก้าวผ่านไปได้ด้วยหลักการบริหารที่เรียกว่า “2T 2E” ดังนี้
“Trust & Team” มุ่งสร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจในทีมงาน เพื่อให้ทุกคนรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันและพร้อมที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยกัน และ “Equip & Empower” การให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างศักยภาพทีมงานด้วยข้อมูลเชิงลึกและเครื่องมือที่ทันสมัย พร้อมให้อำนาจในการตัดสินใจ เพื่อให้ทีมสามารถทำงานได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพสูงสุด
พรเนตรเชื่อว่าทีมที่แข็งแกร่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้นำมองเห็นศักยภาพของทุกคน และเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เติบโต นอกจากนี้ เธอยังเป็นผู้บริหารที่รอบคอบ มองการณ์ไกล และไม่เคยมีแผนเดียว แต่จะเตรียมแผนสำรองไว้เสมอ พร้อมกับให้คำนิยามแนวคิด “Calculated Risk” หรือการกล้าที่จะเสี่ยงบนพื้นฐานของการคิดวิเคราะห์อย่างรอบด้าน เพื่อคว้าผลลัพธ์ที่คุ้มค่าที่สุด
ผู้บริหารYoung Gen สรุปทิ้งท้ายว่า “การทำงานในธุรกิจยาทำให้รู้สึกเติมเต็มและมีความสุขในทุกวัน เพราะเป็นงานที่ได้ช่วยเหลือผู้คนอย่างแท้จริง แรงบันดาลใจสำคัญส่วนหนึ่งมาจากการที่คนในครอบครัวเจ็บป่วย และต้องเผชิญกับความยากลำบากในการเข้าถึงยาและอุปกรณ์การแพทย์คุณภาพสูง ประสบการณ์ครั้งนั้นเป็นการจุดประกายให้คิดอยากทำงานเพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างยั่งยืนตลอดไป”
เขียนโดย นางสาววลัยพร สุขกสิกร

