หน้าแรก ประชาชื่น การทูตกระดูก ...

การทูตกระดูก (สันหลัง) ยืดหยุ่น รักชาติอย่างมีสติ ถอนพิษมรดกเกลียดชัง ไม่ตกเป็นสมุน ‘พหุขั้วอำนาจ’ ด้วยสันติภาพอาเซียน

21.08.25 | 13:47 น.
การทูตกระดูก (สันหลัง) ยืดหยุ่น รักชาติอย่างมีสติ ถอนพิษมรดกเกลียดชัง ไม่ตกเป็นสมุน ‘พหุขั้วอำนาจ’ ด้วยสันติภาพอาเซียน

การทูตกระดูก (สันหลัง) ยืดหยุ่น
รักชาติอย่างมีสติ ถอนพิษมรดกเกลียดชัง
ไม่ตกเป็นสมุน ‘พหุขั้วอำนาจ’ ด้วยสันติภาพอาเซียน

“ปัจจุบัน และอย่างน้อยสองทศวรรษข้างหน้านี้ ไทยรวมทั้งอาเซียน จะเป็นพื้นที่แห่งการเข้ามามีบทบาท

แย่งชิงผลประโยชน์ของสองมหาอำนาจ คือจีนและสหรัฐอเมริกา”

รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ

รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ อารัมภบทในหัวข้อ “สันติภาพในอาเซียนและไทยภายใต้ระบบพหุขั้วอำนาจ”

เมื่อซุปเปอร์พาวเวอร์ หนึ่งเดียวของอเมริกา สิ้นสุดหลังสงครามเย็น โลกกำลังเคลื่อนตัวสู่ระบบพหุขั้วอำนาจ

Advertisement

จนหวั่นใจว่าไทยต้องเผชิญทั้งความเสี่ยงและโอกาสยิ่งกว่าชาติใดในอาเซียน

เพราะหากพลาด ตัดสินใจไม่เฉียบพอในเรื่องสำคัญ อาจนำประเทศเข้าสู่ทศวรรษแห่งความถดถอย

“กุศโลบายโดยเฉพาะในการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ สันติภาพเชิงรุก และยุทธศาสตร์เพื่อเอกราชและอธิปไตย จึงสำคัญยิ่งสำหรับไทย ซึ่งมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อยู่ในตำแหน่งศูนย์กลางของภูมิภาค”

ไทยจะรักษาเอกราชและอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้านอย่างสันติได้อย่างไร

เพื่อคลี่คลายคำตอบนั้น เป็นจุดตั้งต้นอันนำมาสู่เวที PRIDI Talks #32 : “อนาคตไทย-อาเซียน: ความร่วมมือเพื่อสันติภาพท่ามกลางระเบียบโลกใหม่” ซึ่งจัดโดย สถาบันปรีดี พนมยงค์ ในวันสันติภาพไทยที่ผ่านมา

หวังสังคมไทยได้ทบทวนความ ‘รักชาติอย่างมีสติ’ ไม่ถูกครอบงำด้วยกระแสความเกลียดชัง

ก่อนจะลุกลามบานปลาย ขยายวงความขัดแย้งให้ถ่างกว้าง

(จากซ้าย) อ.ดร.ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์, ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์, จักรภพ เพ็ญแข, ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร และ รศ.ดร.มารค ตามไท ในเวที PRIDI Talks #32 “อนาคตไทย–อาเซียน: ความร่วมมือเพื่อสันติภาพท่ามกลางระเบียบโลกใหม่” เมื่อ 16 ส.ค. ที่หอประชุมศรีบูรพา มธ. ท่าพระจันทร์

ต้องถอนพิษ มรดกตกค้าง
เชื่อ ‘อาเซียน’ คือทางออกแก้ปมกัมพูชา

แล้วไทยควรมีบทบาทอย่างไร?

สำหรับ จักรภพ เพ็ญแข ที่ปรึกษาของเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มองว่า วิกฤตสุดจะเกิดในอีก 3-5 ปีให้หลัง คนรุ่นใหม่เริ่มตั้งคำถามว่า เรามีรัฐบาลไว้ทำไม?

พร้อมยก 3 คีย์เวิร์ดสำคัญ ‘สันติภาพ’ มาก่อน ตามมาด้วยความพยายาม ‘จัดระเบียบโลก’ เรามียุทธศาสตร์รับมือกับ ‘ระเบียบที่ไร้ระเบียบ’ นั้นอย่างไร สุดท้ายคือ ‘อาเซียน’ ที่อาจเป็น ‘ทางออกไม่กี่ทางที่ไทยมี’ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง

“ผมเองคิดว่า ‘เมื่อมีโอกาสควรใช้ อาเซียน’ เพียงแต่อาเซียนนั้นมีอคติในด้านวัฒนธรรม อัตลักษณ์ ยิ่งคล้ายกันมากยิ่งทะเลาะกันมาก ถ้าดึงพิษออกจากใจคนไม่ได้ แค่โกรธก็กลายเป็นเกลียด เพราะสุดท้ายแล้ว 800 กม. ชายแดนไทย-กัมพูชา มันดึงออกจากกันไม่ได้”

จักรภพย้ำ ‘ต้องถือปรัชญาให้ชัดเจน’ ว่าสันติภาพในใจยิ่งใหญ่กว่าชัยชนะ

อำนาจโน้มน้าว ไม่ใช่อำนาจในการสั่งการ ผมคิดว่าอาเซียนเรามีพุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์ ผี นับถือเทพมากมาย ภายใต้ความหลากหลาย เราสามารถสร้างสันติ ความสงบสุขทางใจได้มากกว่าประเทศอื่น”

จักรภพเสนอให้ตั้งไทย หรืออาเซียน เป็นที่พักใจ แม้ต่างเชื้อชาติ ศาสนา ก็ไม่ต้องฆ่ากัน

“หากมองความหลากหลายในแง่วัฒนธรรม ด้านเศรษฐกิจเราจะได้ประโยชน์มหาศาล เพราะจะหาที่อยู่ที่หนีแบบนี้ ประเทศไหนในโลกไม่มีอีกแล้ว”

อีกทั้งยังคิดว่า อาเซียนจะมีความจำเป็นต่อกันและกันมากขึ้น เพียงแต่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าควรจะรักกัน

สิ่งสำคัญตอนนี้คือ สร้างคนรุ่นใหม่ที่ไม่รับพิษสง และความเลวร้ายที่ตกค้างจากประวัติศาสตร์

พร้อมออกไอเดียให้รัฐบาลทุ่มทุน ส่งเด็กวัยรุ่นไปทัวร์อาเซียนอย่างลึกซึ้ง อาจจะมองต่าง ว่าที่ทะเลาะกันอยู่นี้ไร้สาระสิ้นดี และอาจเริ่มมีความหวังถึงอนาคตความร่วมมือที่มากขึ้น

ห่วง ‘เกลียดชังฝังสมอง’
ถึงเวลา ‘มองความเหมือน’ ลดยกย่องความต่าง

เปิดสไลด์ฉายภาพ ซ้าย-เหตุการณ์ตากใบ ขวาโปสเตอร์ที่กำลังบอกให้หยุดความเกลียดชัง

ส่วนตัวแล้ว รศ.ดร.มารค ตามไท จากสาขาวิชาสันติศึกษา ม.พายัพ เห็นแกนกลางของปัญหาคือ ‘ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม’ แม้แต่ดึงคนมาร่วมเพื่อผลประโยชน์ตน โดยอ้างคุณค่าบางอย่างที่ศักดิ์สิทธิ์ สร้างความรู้สึกว่าเราทำสงครามด้วยความชอบธรรม

“ที่ผมเข้าใจคือ ‘ความเกลียดชัง’ เป็นของปลอม ไม่มีในสัตว์ไหนในโลกยกเว้น ‘โฮโมเซเปียนส์’”

เป็นอารมณ์ที่ไม่ได้สร้างขึ้นมาตามวิวัฒนาการ แต่สร้างผ่านการ ‘เล่าสู่กันฟัง’ จนเข้าไปแทรกในกลไก Amygdala ของสมอง เกิดเป็นความกลัวที่ไม่ธรรมชาติ

“สร้างความเกลียดชังตั้งแต่เด็ก ว่าคนที่สีผิวนี้ แต่งตัวแบบนี้น่ากลัวนะ มันไปแทรกที่การทำงานของสมอง ไม่มีเด็กคนไหนที่เกิดมาพร้อมความเกลียดชัง มันต้องเรียนมา ผ่านทางบ้าน โรงเรียน สังคม ทำอย่างไรที่จะลดอิทธิพลปลอมในตัวมนุษย์นี้”

รศ.ดร.มารคมองทะลุต้นเหตุ คือทัศนคติที่ถูกฝังลึก ถึงเวลาทบทวน ศึกษาความเหมือนกันของมนุษย์มากกว่าชื่นชมความต่าง

เล็งเห็นศักยภาพ 2 สิ่งที่อาเซียนจะทำร่วมกันได้ พร้อมขอแรงนักวิชาการ ช่วยกันนำความคิดนี้

1.ศึกษาความคิดในแต่ละวัฒนธรรม ว่ามนุษย์เหมือนกันยังไง

2.อาเซียนมีของ ที่จะสร้างสันติภาพ

ลดสัดส่วนพึ่งพาส่งออก
ชงทำ ‘ตำราวัฒนธรรมอาเซียน’ ทางออกหยุดห้ำหั่น

“ผมเชื่อว่า ความเกลียดชังจะน้อย ถ้าคนลืมตาอ้าปากได้ เราจะสนใจมิติอื่นๆ ความรุ่มรวยทางวัฒนธรรม”

คือมุมมองของ ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน เชื่อว่าสารพัดปัญหาที่ไทยเผชิญทั้งภาษีทรัมป์ เศรษฐกิจตกต่ำ หนี้ครัวเรือน ล้วนเกี่ยวพันกับโมเดลการพัฒนาที่ชาตินั้นๆ เลือก

ซึ่งมีส่วนสร้างความรู้สึกเหลื่อมล้ำ มีผลข้างเคียงทางสังคม วัฒนธรรมด้วย

เช่นซีรีส์เกาหลีจากที่เน้นเรื่องรักล้วนๆ สิบปีให้หลังเห็นเรื่องความเหลื่อมล้ำ เพราะเป็นสิ่งตกค้างจากโมเดลการพัฒนา ต่างจากไต้หวันที่ตั้งใจหนุน SME ตั้งแต่แรก

“ของเราเปลี่ยนจากยุคทดแทนการนำเข้า ไปสู่การส่งออก 70% ต่อจีดีพี ดังนั้นประเทศที่ตื่นตัวกับภาษีทรัมป์อย่างมากคือ เวียดนามกับไทย เพราะพึ่งพาเศรษฐกิจโลกสูงมาก ขาเข้าจากจีน 26% ขาออกส่งอเมริกา 20% เศรษฐกิจเราจึงเหมือนแขวนอยู่ระหว่างเศรษฐกิจจีนและอเมริกา”

ดร.วีระยุทธชวนทบทวนใหม่ขนาด ‘จีน’ ยังพึ่งการส่งออกเพียง 20% ในขณะที่ไทยสัดส่วนถึง 60-70%

“ชีวิตคนส่วนใหญ่ไปแขวนกับต่างประเทศเยอะขนาดนี้ อย่างจีน สมัย 2017 พึ่งพาอเมริกา ในตลาดส่งออกเยอะ เขาตั้งโจทย์ชัดเจนว่า ต้องกระจายฐานการส่งออกใหม่ แล้วเขาทำได้ อันนี้มันมีผลโดยไม่รู้ตัว”

พร้อมไล่เรียงให้เห็นภาพ เวียดนามกำลังเผชิญปัญหา ถ้าอยากได้งานดีๆ ต้องเดินเข้าหาบริษัทข้ามชาติเท่านั้น ต้องกลับมาปรับ ‘สัดส่วน’ โมเดลการพัฒนากันใหม่

“บริการการแพทย์ของเราดี แต่นำเข้าเยอะมาก ถ้าเป็นประเทศอื่นเขาจะเอาอุตสาหกรรมเครื่องมือการแพทย์มาสร้าง เช่น เกาหลี จีน ญี่ปุ่น เขาจะคิดว่าทำอย่างไรที่จะลดพึ่งพานำเข้า และผลิตภายใน ขณะเดียวกันก็มีการแข่งขันภายใน แต่ตลาดส่งออกก็สำคัญ”

ดร.วีระยุทธไกด์แนวทาง ที่จะช่วยบาลานซ์ไม่ให้ไทยเปราะบางจนเกินไป

ถ้ายังเจรจาไม่ลงตัว ลองหันมาทำเรื่อง cultural มากขึ้นดีหรือไม่

“ทำตำราเรียนที่เปิดมากกว่านี้ แต่ละชาติเห็นคุณค่าระหว่างกัน เพิ่มมิติทางวัฒนธรรมเข้าไป อาจจะเป็นเรื่องที่คุยได้เร็วกว่าฝั่งการค้า อย่างน้อยถ้าผู้นำแต่ละชาติเห็นภัยคุกคามร่วมกัน มันก็น่าจะเป็นไปได้

ถ้าเรามองกลับไปหาโลกาภิวัตน์แบบเก่า แต่ช่วยกันนิยามชาตินิยมแบบใหม่ อาจจะเป็นทางออกในการสร้างสันติภาพยุคนี้” ดร.วีระยุทธชี้ชวนให้คิดตาม

ก่อนฟาดฟันให้นึกถึง ‘เซปักตะกร้อ’
สิ่งแชร์ร่วมกัน มีมากกว่าความต่าง

ถึงคิว  ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์  จากรั้วสิงห์แดง แชร์วิจัย Mobility of hatred and fear ที่เพิ่งเขียนเสร็จหมาดๆ

มองคอนเซ็ปต์ว่าด้วยเรื่อง ‘รัฐสมัยใหม่’ ที่ดูศักดิ์สิทธิ์มากๆ นั้น เป็นสิ่งอิมพอร์ต วิธีที่เรามองกันและกัน สิ่งที่แบ่งแยกล้วนเป็น ‘ของนำเข้า’ ทั้งรัฐในฐานะผู้ถือครองอธิปไตย และการมองพรมแดน เพื่อจะดูว่าใครเป็นเจ้าของสถานที่ พื้นดิน ผู้คน และรวมไปถึงคัลเจอร์ ฯลฯ

ตอนนี้เราอยู่ในคลื่นโลกาภิวัตน์ลูกที่ 4 ซึ่ง World Economic forum เคยเตือนด้วยเช่นกันว่า Globalization 4.0 ระลอกนี้ปัญหาใหญ่ คือ ‘ความเหลื่อมล้ำ’ มีคนถูกทิ้งไว้ข้างหลังมากมาย ตะเกียกตะกายเพื่ออยู่รอด

ซึ่งทำให้ความสิ้นหวัง ผันเป็น ‘ความโกรธจัด’ และความโกรธเกรี้ยวนี้ก็ได้เคลื่อนตัวไปด้วยเช่นกัน

ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ชี้ว่า Globalization ไม่เพียงการเคลื่อนที่ของสินค้าและบริการ แต่คือ ‘คน’ รวมทั้ง‘ไอเดีย และ Information’ โดยเฉพาะในยุคนี้ที่ผ่านพื้นที่ออนไลน์ ไม่ได้ใช้เพื่อทำความรู้จัก แต่กลับเป็น ‘พื้นที่ฟาดฟัน’

แม้แต่เรื่อง ‘ฟุตบอล’ แย่งกันเป็น ‘คิงออฟอาเซียน’ ทุกครั้งที่แข่งเสร็จจะเห็นการฟาดกันแรงบนเพจ

“ถ้าเกลียดกันขนาดนี้ สิ่งที่เรียกว่า ASEAN collective identity ที่ identity มันใหญ่ขึ้นไปกว่าการ identify ตัวเองกับรัฐสมาชิก ก็เป็นไปได้ยาก ความคลั่งชาติที่รุนแรงมาก มันบียอนด์รัฐ และการแข่งขันเพื่อที่จะบอกว่า ตัวกูเนี่ย superior”

แน่นอนว่า ช่วงที่ไทยกัมพูชาตึงเครียดสูง ช่องคอมเมนต์หลายเพจกลายเป็นสนามอารมณ์

เริ่มจากเถียงเรื่องฟุตบอล ลามไปสู่คำว่า สแกมโบเดีย เคลมโบเดีย ไปจนถึง Don’t Khmer to me ด่าจนเอไอรู้ความหมาย

“มันเป็น war of words มีการเรียกยูสเซอร์เหล่านี้ว่าเป็น keyboard warrior เป็นการมองจากมุมของสงครามทั้งหมด ความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อมีการใช้อาวุธ แต่เราฟาดฟันทิ่มแทงกันทุกนาที ผ่านโซเชียลมีเดีย” ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ชี้

มองการแสดงออกถึงความเกลียดและความกลัว เป็นโจทย์เร่งด่วน

ทั้งยังตั้งคำถามว่าเรากำลังเผชิญกับ ‘การไฮไลต์ความต่าง’ หรือไม่

อย่างกรณี ‘แต่งงานข้ามรัฐ’ Marriage migration ปรากฏยิ่งตอกย้ำ ไบแอส อคติจากรัฐต่างๆ

“บางประเทศในเอเชียตะวันออก ไม่ยอมนับญาติกับพี่น้องญาติตัวเอง ที่แต่งงานกับบางประเทศ”

ก่อนจะชวนมองใหม่ ไม่ว่า กุนแขมร์-มวยไทย สเต๊ะเป็นของอินโดหรือมาเลย์

อย่างน้อยๆ เซปักตะกร้อ จะสะท้อนสิ่งที่เราแชร์ร่วมกัน

“มาจากสองคำ เซปัก เป็นภาษามาเลย์ ตะกร้อ คำไทย แปลว่าลูกบอลสาน เอาคำสองภาษามารวมกัน น่ารักดีออก มันเป็นของพวกเราที่เราแชร์ เผลอๆ สิ่งที่มีแล้วเราแชร์ร่วมกันมันมากกว่าความต่าง

เวลาที่จะโกรธ สาดความเกลียดชังในโซเชียลมีเดีย ให้คิดถึงเซปักตะกร้อไว้ แล้วโลกนี้จะดีขึ้น” ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ทิ้งท้าย

ระเบียบโลกระส่ำ ผู้นำต้องไม่สับสน
ยกคำปรีดี ‘ถ่วงดุล’ จะไม่ตกเป็นสมุน

รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ร่วมเสวนาผ่านระบบออนไลน์

แล้วจุดสมดุลใหม่จะพัฒนาไปสู่รูปแบบไหน?

สำหรับ รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม จากคณะเศรษฐศาสตร์ รั้วจุฬาฯ วิเคราะห์ว่า ระเบียบโลกจะมี 3 เสาหลัก ที่ผูกโยงเข้าด้วยกัน

1.Realpolitik การเมืองระหว่างประเทศแบบสัจนิยม ที่เน้นการบรรลุเป้าหมายโดยไม่สนใจวิธีการ

2.วิธีการคิดแบบ Transactionalism ในภาวะขัดแย้งทางภูมิศาสตร์รุนแรง รัฐบาลมักเน้น ‘การดีล’ เฉพาะหน้า มากกว่าที่จะยอมสละผลประโยชน์บางประการของแต่ละฝ่าย

3.Nonstate actors คือ ‘บทบาทของผู้เล่นที่ไม่ใช่ภาครัฐ’ อาจเป็นบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ หรือแม้แต่กองกำลังติดอาวุธ

พร้อมย้ำว่าผู้เล่นหลัก ณ ปัจจุบัน ทั้งผู้ที่เป็น ‘ผู้สร้างระเบียบโลก’ และเป็น ‘ผู้ที่ทำลายระเบียบโลก’ ไม่ใช่ภาครัฐ ไม่ใช่มหาอำนาจใดอีกต่อไป แต่มันจะเป็นบทบาทขององค์กร ของความร่วมมือระดับภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นบริษัทข้ามชาติ ที่เชื่อมร้อยผลประโยชน์เข้าไว้ด้วยกัน

“ในภาวะที่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างประเทศระส่ำระสาย ไม่สนใจวิธีการ หรือตัวผู้เล่น แต่พร้อมที่จะแลกเปลี่ยนทุกอย่าง ข้ามแม้กระทั่งมิติเศรษฐกิจและความมั่นคง สิ่งที่ทุกประเทศต้องยึดถือก็คือ การรักษาผลประโยชน์ชาติ ดังนั้นหากผู้นำอยู่ในภาวะสับสนระหว่าง ‘การรักษาผลประโยชน์ของชาติ’ กับ ‘การรักษาหรือสร้างความงอกเงยให้กับผลประโยชน์ของครอบครัว’ ประเทศนั้นๆ ก็จะอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยง” รศ.ดร.ปิติชี้จุดบอดที่ต้องระวัง

“ในระยะยาว อาเซียนจะกลายเป็นบทบาทที่มีความสำคัญมากๆ ทำให้ประเทศขนาดกลางอย่างไทย สามารถเล่นบทบาทนำในเวทีนี้ได้ กำหนดความร่วมมือเพื่อไปสู่ ‘สันติภาพ’ ความยั่งยืนด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ เราต้องเน้นมากยิ่งขึ้น เหมือนที่อาเซียนเองตั้งสิ่งที่เรียกว่า Zone of Peace, Freedom and Neutrality ขึ้นมา จะเป็นโซนที่พูดถึงเรื่อง freedom และความเป็นกลาง” รศ.ดร.ปิติระบุ

จากนั้น หยิบยกคำกล่าวของ ปรีดี พนมยงค์ ที่เน้นย้ำให้ถ่วงดุล ‘ดำเนินนโยบายยืดหยุ่นเพื่อความอยู่รอด’ ควรทำการค้ากับทุกประเทศ โดยไม่ต้องไปมัวพะวงเรื่องการเมืองของประเทศนั้นๆ

ปรีดียังเน้นเรื่อง ‘การเป็นตัวของตัวเอง’ อย่างจีน ที่ใช้ดุลพินิจของตนเอง เพราะคำนึงถึงผลประโยชน์ชาติเป็นสำคัญ

ทั้งยังเคยตอบคำถามด้วยว่า ไทยจะหวังพึ่งอเมริกาได้เพียงไหน?

“ท่านตอบโดยโควตคำพูด ของพระพุทธศาสนาเรื่อง ‘อัตตาหิอัตโนนาโถ’ โควตคำพูดของศาสนาคริสต์ที่ว่า ‘ช่วยตัวเองก่อนพระเจ้าถึงจะช่วยท่าน’ ในวันหนึ่งถ้าสหรัฐ ต้องประสบความยุ่งยากทางการเงินและการภายใน เขาก็ต้องช่วยตัวเองเขาเองก่อน”

“แต่สมัยปัจจุบัน ต่างประเทศมีวิธีการช่วยให้เปล่า ซึ่งก็เป็นประโยชน์ หากไม่ได้เงื่อนไขทางตรงหรือทางอ้อมที่จะทำให้ชาติเรากลายเป็นลูกสมุนของเขาไป”

คือเรื่องราวน่าทึ่ง สิ่งที่รัฐบุรุษท่านนี้มอง ยังสะท้อนความเป็นจริงจนถึงวันนี้

เพื่อสร้างสันติภาพ ท่ามกลางระเบียบโลกใหม่ ต้องเกิดขึ้นจาก

1.ผู้นำรักษาประโยชน์ของชาติ

2.ทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างสมดุลนี้ และยืนในเวทีโลกให้ได้

รศ.ดร.ปิติเชื่อว่านโยบายการทูตแบบ ‘ไผ่ลู่ลม’ นั้น ต้นไผ่ที่ดีต้องมีรากลึก

“เหมือนกระดูกสันหลังที่ดี ต้องเอนซ้าย ขวา หน้า หลัง ได้โดยที่เจ้าตัวไม่ปวดหลัง”

อธิษฐาน จันทร์กลม