‘สยามไซไฟ’
เปิดหน้าประวัติศาสตร์
แห่งนิยายวิทยาศาสตร์
กระจกแห่งฝัน ความหวาดกลัว และอุดมการณ์
หากคุณเคยเชื่อว่าวิทยาศาสตร์กับประวัติศาสตร์เป็นคนละโลก
ภัทรนิษฐ์ สุรรังสรรค์ จะชวนคุณกลับมาทบทวนใหม่ ผ่านสายตาที่มองเห็นจุดร่วมระหว่างสิ่งที่เราเรียกว่า “ความรู้” และ “ความรู้สึก” อย่างความกลัว ความหวัง หรือแม้แต่ความฝัน
หลังจากผลงาน “รัฐสยดสยอง” สร้างแรงสั่นสะเทือนด้วยการเปิดโปงด้านเงียบงันของความรุนแรงในประวัติศาสตร์ไทย คราวนี้ ภัทรนิษฐ์กลับมาพร้อม “สยามไซไฟ” ที่ตั้งคำถามถึงรากฐานของจินตนาการทางวิทยาศาสตร์ในสังคมไทย พร้อมขุดลึกถึง “อารมณ์” ที่เคยกำหนดรูปทรงของวิทยาศาสตร์ในบริบทไทย
สยามไซไฟ พาเราย้อนกลับไปถามคำถามง่ายๆ ว่า แล้วผู้คนในยุคหนึ่งรู้สึกอย่างไรต่อ “ความรู้?”
ใครเป็นคนเลือกว่าความรู้นั้นจะหน้าตาเป็นแบบไหน? และในขณะเดียวกัน ความรู้นั้นได้เลือกเราอย่างไร?
หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นเพียงงานวิชาการ และไม่ใช่แค่การวิจารณ์วรรณกรรม แต่คือการเดินทางผ่านอารมณ์ ความเชื่อ และความฝันของผู้คนในสังคมไทย ผ่านภาษาที่เข้าถึงง่าย ลุ่มลึก และเปี่ยมด้วยความเข้าใจในความเป็นมนุษย์
“สยามไซไฟ” ชวนเรากลับไปฟังเสียงเงียบๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นผิวของประวัติศาสตร์ เสียงที่พูดถึงอนาคต เสียงของความไม่แน่ใจ และเสียงของโลกที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่กำลังถูกจินตนาการอยู่เสมอ
สิ่งประดิษฐ์และเทคโนโลยีเหล่านี้ได้เกิดขึ้นจริงๆ ในนิยายไซไฟยุคสงคราม
ปี 2482 – ในเรื่อง “สามเกลอ ภาควายร้ายฆ่าเด็ก”
ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ ได้ประดิษฐ์ “ยาล้างสมองจับโกหก” ที่เชื่อมกับระบบประสาทมนุษย์ ปิดการทำงานของ “เส้นโกหก” นาน 12 ชั่วโมงเต็ม
ซึ่งแปลว่า ถ้าใครกินเข้าไป ต่อให้เป็นสาริกาลิ้นทองระดับโอลิมปิก ก็ต้องพูดแต่ความจริง!
ปี 2482 – ในเรื่อง “สามเกลอ ภาคป่าหิมพานต์”
ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ ได้คิดค้น “เครื่องจับขโมย” ซึ่งเพียงแค่หัวขโมยแตะรถ เครื่องกระจายเสียงก็จะร้องโวยวายดังลั่น รับประกันว่าหัวขโมยต้องปิดหูจนไม่กล้าวิ่งหนี!
ปี 2482 – ในเรื่อง “สามเกลอ ภาคบุกค่ายนรก”
ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ ได้คิดค้น เทคโนโลยีสายลับยุคแรก ซึ่งก็คือ “ปืนพกยิงเงียบ” ที่ไม่ดัง “ปั้งงง!” แต่ดัง “ปู๊ดดดด!” แม่นยำสูงสุดในระยะ 100 เมตร เหมาะสำหรับภารกิจลับที่ต้องการทั้งความเงียบ แบบภารกิจของนาตาชา โรมานอฟ
ปี 2482 – ในเรื่อง “สามเกลอ ภาคซานุกข่าน”
“เครื่องจับเท็จสมองอิเล็กทรอน” ที่รู้ทันทุกความคิด หากพูดโกหก มะเหงกอัตโนมัติ จะเด้งไปเขกหัวทันที
เหมาะกับการใช้ในศาลหรือวงกินข้าวกับเพื่อนที่ชอบโม้
ปี 2518 – ในเรื่อง “มนุษย์อมตะ”
ก้าวกระโดดสู่จักรวาล! ด้วย “ยานแสง” ที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วแสง ไม่ต้องใช้น้ำมัน ไม่ต้องใช้เชื้อเพลิง แค่มีแสงสว่างก็พร้อมพุ่งไปที่นั่นได้ทันที
ทั้งหมดนี้ คือหน้าประวัติศาสตร์ไซไฟไทยที่คุณอาจไม่เคยเห็น เทคโนโลยีและสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดขึ้นในยุคที่โลกยังไม่รู้จักคำว่า “สมาร์ทโฟน” หรือ “อินเตอร์เน็ต” ด้วยซ้ำ
แต่นักเขียนไทย จินตนาการไปถึงอนาคตที่ล้ำกว่าปัจจุบันหลายสิบปี
จินตนาการสุดขอบเช่นนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเพ้อฝัน หากเป็นหนึ่งในรากฐานของการสร้าง “วิทยาศาสตร์ไทย” ยุคบุกเบิก โดยในหนังสือ “สยามไซไฟ” เล่มนี้ ผู้อ่านจะได้ร่วมสำรวจยุคสมัยที่ความฝันและวิทยาศาสตร์ยังเคียงข้างกัน และเมื่อยังไม่มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ จินตนาการจึงทำหน้าที่อธิบายฟ้า ดิน และจักรวาลแทน
นิยายไซไฟไทยยุคบุกเบิกอย่าง สามเกลอ ไม่ได้เล่าเพียงเรื่องเทคโนโลยีในอนาคต แต่ยังสะท้อนความรู้สึกของสังคมไทยที่มีต่อ “ผู้มาเยือนจากโลกอื่น” ซึ่งในบริบทหนึ่ง อาจหมายถึงชาวตะวันตกและแนวคิดวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่เพิ่งเดินทางเข้ามาในสยาม
แม้จะมาพร้อมความรู้ล้ำสมัย แต่แขกผู้มาเยือนเหล่านี้กลับถูกมองด้วยความระแวง ไม่ไว้วางใจ และเต็มไปด้วยคำถามทางศีลธรรม เช่นเดียวกับมนุษย์ต่างดาวในนิยาย พวกเขาไม่ใช่เพียงตัวแทนของความก้าวหน้า แต่คือภาพแทนของอำนาจใหม่ที่คนไทยในยุคนั้นยังตีความไม่ออก
“สยามไซไฟ” คือหนังสือที่พาเราย้อนกลับไปสู่ช่วงเวลาเหล่านั้น จุดเปลี่ยนที่สยามเริ่มตั้งคำถามกับโลกสมัยใหม่ ผ่านสายตาของนักเขียนที่มอง “อนาคต” ไม่ใช่แค่ความล้ำ แต่คือสนามต่อรองของศรัทธา อำนาจ และความเป็นไปได้ที่ยังไม่มีใครกล้าฟันธงว่าควรยินดี หรือควร หวาดกลัว
‘สยามไซไฟ’
โดย ภัทรนิษฐ์ สุรรังสรรค์
สั่งซื้อได้ที่ เว็บไซต์สำนักพิมพ์มติชน
www.matichonbook.com
ติดตามทุกช่องทางของสำนักพิมพ์มติชนที่
Line : @matichonbook
Youtube : @MatichonBooks
Tiktok : @matichonbook
Twitter : @matichonbooks
Instagram : matichonbook
โทร 0-2589-0020 ต่อ 3350-3360

