หน้าแรก ประชาชื่น ประวัติศาสตร์...

ประวัติศาสตร์ความทรงจำ “สัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส” (กว่า) 300 ปีแห่งมิตร 160 ปี ไมตรีจิตการทูต

19.04.17 | 13:41 น.
ในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จเยือนฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ.2503

‘ไม่สามารถมีความสัมพันธ์อื่นใดนอกจากเป็นมิตรที่แท้จริงกับไทย’

คือถ้อยแถลงโดยทางการฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ.2503 ครั้งในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระราชินีเสด็จเยือนประเทศฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ.2503 ซึ่ง อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ ฯพณฯ องคมนตรี นำมากล่าวในวันเปิดนิทรรศการภาพถ่าย “ประมุขเยือนมิตร เชื่อมไมตรีจิตการทูต” เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 160 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐฝรั่งเศส และเพื่อถวายราชสดุดีแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในฐานะพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่าง 2 ประเทศ ระหว่างวันที่ 3-9 เมษายนที่ผ่านมา ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน จัดโดย สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนจากบริษัทชั้นนำของไทยและฝรั่งเศส

บรรยากาศในงานคึกคักเป็นอย่างยิ่ง มีบุคคลสำคัญเดินทางมาร่วมพิธีเปิดงานมากมาย อาทิ บุษยา มาทแล็ง ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และแขกผู้มีเกียรติจากหลากหลายวงการ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

จิลส์ การาชง เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย พร้อมด้วยภริยาที่เดินทางมาถึงพื้นที่จัดงานก่อนเวลา ได้เดินชมภาพถ่ายเก่าทรงคุณค่า เอกสารโบราณ ภาพลายเส้น รวมถึงวีดีทัศน์อยู่เป็นเวลานาน ก่อนเข้าสู่พิธีการ โดยเล่าถึงประวัติความสัมพันธ์ระหว่างไทยและฝรั่งเศส ซึ่งมีมาอย่างยาวนาน ย้อนกลับไปได้ถึงยุคกรุงศรีอยุธยา กระทั่งเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ ใน พ.ศ.2399 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งราชวงศ์จักรี

งานเปิดนิทรรศการภาพถ่าย “ประมุขเยือนมิตร เชื่อมไมตรีจิตการทูต” เมื่อวันที่ 3 เมษายนที่สยามพารากอน มีบุคคลสำคัญเข้าร่วมมากมาย

อยุธยา สู่ “แวร์ซายส์” ราชทูตไทยเฝ้าหลุยส์ 14

ย้อนเวลากลับไปยุคกรุงศรีอยุธยา เมื่อกว่า 300 ปีก่อน คณะราชทูตจากสยามนำโดย “ออกพระวิสุทธสุนธร” ซึ่งรู้จักกันต่อมาในนาม “พระยาโกษาธิบดี (ปาน)” ได้เดินทางไปเยือนฝรั่งเศสใน พ.ศ. 2227 และพ.ศ. 2229 โดยได้รับการต้อนรับจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 หรือ เลอรัว-โซแลย (le Roi-Soleil) ซึ่งหมายถึง สุริยกษัตริย์ ณ พระราชวังแวร์ซายส์
เมื่อเดินทางกลับมา ยังมีจดหมายเขียนถึง “เมอร์สิเออร์ มาร์กีส์ เดอ เซนเญอเล” เพื่อแสดงความซาบซึ้งใจที่ได้รับความสะดวกสบายระหว่างการพำนักอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสและพรรณาถึงบุญญาธิการของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ตอนท้ายขอให้กรุงศรีอยุธยาและฝรั่งเศสมีสัมพันธไมตรีอันดีต่อกันสืบไป

Advertisement
ราชทูตไทยสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช นำโดย ออกพระวิสุธสุนทร หรือโกษาปาน เดินทางไปยังฝรั่งเศส

ในขณะเดียวกัน ด้านฝรั่งเศส ก็ส่งคณะราชทูตหลายชุดมายังราชสำนักสยามในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ผู้ที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงมากที่สุด นำโดยเชอวาลิเยร์ เดอ โชมงต์ (Chevalier de Chaumont) ใน พ.ศ.2228
ยังไม่นับ “ลาลูแบร์” ผู้กลายเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์อยุธยาในแง่ที่บันทึกสภาพสังคม วิถีชีวิต และเหตุการณ์อันน่าจดจำ ร้อยเรียงและวาดภาพลายเส้นที่ถูกนำมาใช้อ้างอิงนับครั้งไม่ถ้วน

ภาพเขียนสีน้ำมัน ฌอง เลออง เจอโรม บันทึกเหตุการณ์ราชทูตสยาม นำโดย พระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษาธิบดี (แพ บุนนาค) เข้าเฝ้าจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส ณ พระราชวังฟงแตนโบล พร้อมอัญเชิญพระราชสาส์นทองคำและเครื่องราชบรรณาการถวาย

พระราชสาส์นทองคำ และการลงนามสัญญาพาณิชย์

กาลเวลาล่วงมาถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ *ความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ* ถือกำเนิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อมีการลงนามในสนธิสัญญาทางพระราชไมตรี พาณิชย์ และการเดินเรือระหว่างกัน เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2399 ตรงกับรัชสมัย*จักรพรรดินโปเลียนที่ 3* โดยมีการรับรองถึง “ความสงบสุขถาวรและมิตรภาพอันยืนยง” ระหว่างสยามกับฝรั่งเศส
ใน พ.ศ. 2404 สยามได้ส่งคณะราชทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส นำโดย พระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษาธิบดี (แพ บุนนาค) จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 และจักรพรรดินีเออเฌนี (Eugénie) เสด็จออกต้อนรับในวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2404 ที่พระราชวังฟงแตนโบล (Fontainebleau) โดยมีการอัญเชิญพระราชสาสน์ทองคำและเครื่องราชบรรณาการมาถวายแด่จักรพรรดิและจักรพรรดินีแห่งฝรั่งเศสด้วย

เหตุการณ์สำคัญนี้ถูกบันทึกไว้ในภาพเขียนสีน้ำมันเลอค่า ฝีมือศิลปินฝรั่งเศสผู้มีชื่อเสียง ซึ่งฌอง เลออง เจอโรม (Jean Leon Gérôme) โดยในช่วงกลางปี 2559 ที่ผ่านมา หอจดหมายกระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศส ได้ดำเนินโครงการระดมทุนเพื่ออนุรักษ์ซ่อมแซมเอกสารโบราณล้ำค่าหลายชิ้น หนึ่งในนั้นคือ พระราชสาส์นทองคำดังกล่าวซึ่งมีความยาว 40 เซนติเมตร

สำหรับสถานกงสุลใหญ่แห่งแรก ตั้งอยู่ในอาคารหลังหนึ่งบนที่ดินของโรงภาษี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่รัฐบาลฝรั่งเศส โดยมี เคานต์แห่งกัสแตลโน  (Le comte de Castelnau) เป็นกงสุลฝรั่งเศสประจำสยาม เข้าประจำตำแหน่งที่กรุงเทพมหานคร ต่อมา ได้รับการยกฐานะเป็นสถานเอกอัครราชทูต ใน พ.ศ. 2492 ปัจจุบันคือทำเนียบเอกอัครราชทูตนั่นเอง

พระราชสาส์นทองคำในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่วถึงจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ซึ่งหอจดหมายเหตุกระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศส ดำเนินโครงการระดมทุนเพื่ออนุรักษฺ เมื่อปี 2559

พระพุทธเจ้าหลวง เสด็จปารีส

ครั้น พ.ศ. 2440 รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินเยือนฝรั่งเศสระหว่างการเสด็จประพาสยุโรปอย่างเป็นทางการครั้งแรกใน พ.ศ. 2440 ทรงได้รับการต้อนรับจาก *เฟลิกซ์ โฟร์* ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส อีก 10 ปี ต่อมา เมื่อเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 เป็นการส่วนพระองค์ ได้เสด็จฯ ไปยังโรงหล่อของพี่น้องตระกูลซุสเซอ (fonderie des frères Susse) ซึ่งเป็นผู้สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ *พระบรมรูปทรงม้า* ประดิษฐาน ณ ลานพระราชวังดุสิต ใน พ.ศ. 2451 นับเป็นอนุสาวรีย์แห่งแรกของไทยที่สร้างถวายแด่พระมหากษัตริย์

รัชกาลที่ 5 เสด็จเยือนฝรั่งเศส โปรดให้ทำภาพ “ซิลลูเอท” หรือภาพเงาดำของพระองค์

สัมพันธ์แน่นแฟ้น ฝรั่งเศส-ไทย รัชสมัย ‘ในหลวง ร.9’

สำหรับการแลกเปลี่ยนการเยือนอย่างเป็นทางการของประมุขแห่งราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐฝรั่งเศส ได้เริ่มขึ้นใน พ.ศ. 2503 เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 11-14 ตุลาคม พ.ศ. 2503 โดยทั้ง 2 พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถในการตรัสภาษาฝรั่งเศส
ครั้งนั้น ทรงได้รับการต้อนรับจาก *นายพลชาร์ล เดอ โกล* ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสและภริยา
ต่อมา ฌาคส์ ชีรัค ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสและภริยา ได้เยือนราชอาณาจักรไทยอย่างเป็นทางการในฐานะพระราชอาคันตุกะของทั้ง 2 พระองค์ ระหว่างวันที่ 17-19 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2549
นับเป็นสัมพันธ์แน่นแฟ้น ที่เป็นหลักประกันต่อความร่วมมือในปัจจุบันและอนาคต สำหรับ 2 ชาติที่มีประวัติศาสตร์ความทรงจำร่วมกันมาอย่างยาวนาน และจะเป็นเช่นนั้นสืบไป

บัตรผ่านสำหรับรถยนต์ เพื่อเข้างานเลี้ยงรับรองพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2503 ณ ศาลาว่าการกรุงปารีส

 

บรรยากาศนิทรรศการ “ประมุขเยือนมิตร เชื่อมไมตรีจิตการทูต” ที่สยามพารากอน ระหว่าง 3-9 เมษายนที่ผ่านมา จัดแสดงภาพถ่าย เอกสารโบราณ และวีดีทัศน์น่าสนใจ มีผู้เข้าชมคึกคัก