กรุงเทพฯ น่าเที่ยวประเดี๋ยวประด๋าว
แต่อยู่นาน ‘มันเหนื่อย’
นวัตกรรมแก้ได้ ไม่ต้องหรู แต่ต้องตอบโจทย์เมือง
กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทย ที่อาศัยของประชากรกว่า 10 ล้านคน ยังไม่รวมประชากรจากพื้นที่ใกล้เคียงที่เข้ามาศึกษาเล่าเรียน ทำงาน และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย
รวมถึงการท่องเที่ยว
“กรุงเทพฯ เหมาะกับการมาเที่ยวประเดี๋ยวประด๋าว แต่ถ้าให้อยู่นานมันเหนื่อย”
คือมุมมองของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในวันจรดปากกาลงนาม “บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างกรุงเทพมหานครกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์” และพิธีเปิดโครงการ KU Innovation ครั้งที่ 5 หรือค่ายนักพิชิตนวัตกรรม เมื่อ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมสุธรรม อารีกุล อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เขตบางเขน
ผู้ว่าฯกทม.ให้ข้อมูลด้วยว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่อันดับ 98 ของโลก จาก 144 เมือง
ถือได้ว่าอันดับแทบรั้งท้าย
ด้วยเหตุนี้ #ทีมชัชชาติ จึงเร่งเดินหน้าสู่การเป็นเมืองน่าอยู่
“ความน่าอยู่ของเมือง ไทยอยู่อันดับที่ 98 ถามว่าสำคัญอย่างไร ในอนาคตอาจจะมีสงคราม คือสงครามการดึงคนเก่ง คนเก่งหนีไปอยู่ข้างนอก ทำงานข้างนอก เพราะความน่าอยู่มันไม่มี คำถามคือทำอย่างไรให้ดึงคนเก่งจากทั่วโลกมาที่กรุงเทพฯได้” ชัชชาติกล่าว ก่อนยกกรณีศึกษาจากสิงคโปร์ที่อดีตผู้นำอย่าง ลี กวน ยู เอ่ยไว้ตั้งแต่ ค.ศ.1980 ว่า ความอยู่รอดของสิงคโปร์คือ Productivity
“หากทรัพยากรเท่าเดิม ทำอย่างไรให้ได้ผลผลิตที่มากขึ้น หรือผลผลิตเท่าเดิม ทำอย่างไรให้ใช้ทรัพยากรที่น้อยกว่าเดิม สิงคโปร์มี Productivity ที่สูง มีประสิทธิภาพในการทำงาน ต่อมากลายเป็น Exciting Fascinating city คือเมืองที่สวยงาม น่าตื่นเต้น สนามบินชางงี เป็นท็อปของโลกมาโดยตลอด แต่ไทยเป็นประเทศ Low Productivity เราเป็นเมืองที่ไปไหนก็รถติด มีคอร์รัปชั่น เรื่องนี้ต้องปรับปรุง”
อยากแก้ปัญหา อย่าบริหารแค่ในห้อง
แต่ต้อง ‘คลุกหน้างาน’
จากนั้น ผู้ว่าฯกทม.ชวนทำความเข้าใจความหมายของนวัตกรรม
“นวัตกรรม คือ Innovation Turning an idea into a solution that adds value from stakeholders’ perspective คือต้องเริ่มจากความคิดก่อนไปเปลี่ยนเป็นคำตอบซึ่งเพิ่มมูลค่าให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง นวัตกรรมเพิ่มมูลค่าทำให้ดีขึ้น ไม่ได้พูดถึงเทคโนโลยี มันต้องเป็นสิ่งที่หรูหรา เพราะฉะนั้นอย่ากังวล อย่างน้อยแค่เข้าใจปัญหาก่อน
เช่น รัชดา ซอย 19 ก่อนหน้านี้เราก็คิดว่ามันดีอยู่แล้ว แต่พอไปเดินดูจริงๆ เดินยากเพราะไม่มีฟุตปาธหรือทางเท้า คนขับรถก็ขับยากเพราะเดี๋ยวไปเบียดกับคนเดินถนน ฉะนั้นนวัตกรรมง่ายๆ คือการทาสี ตีช่องถนน ให้คนเดิน แค่นี้ก็ Create value สำหรับคนใช้รถ ใช้ถนนแล้ว เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเป็นนวัตกรรมที่สร้างชีวิตให้คนในเมืองได้ ไม่ต้องทำหรูหรา ไฮเทค หรือ Start up เพียงเราเข้าใจปัญหา เราก็สามารถใช้ความคิดเราที่เป็น solution ที่สร้าง value ให้กับคนที่เกี่ยวข้องได้
ถามว่านวัตกรรมเราจะใช้กระบวนการอะไรในการคิด ก็คือ Design Thinking ซึ่งเป็นกระบวนการคิดที่มีค่ามากที่ใช้สร้างนวัตกรรม เพราะถือเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มี 5 กระบวนการ เริ่มจาก Empathize (เข้าใจผู้ใช้) Define (ระบุโจทย์) Ideate (คิดหาคำตอบ) Prototype (ทำแบบจำลอง) Test (ทดสอบ)
หรือเรื่อง Empathy (I feel how you feel) ฉันรู้สึกว่าคุณรู้สึกอย่างไร ไม่ใช่ sympathy (I know how you feel) ฉันรับรู้ว่าคุณรู้สึกอย่างไร เราจะเข้าไปหาคำตอบผู้ที่มีปัญหามากขึ้นเหมือนใน กทม. เช่น น้ำท่วมเราเห็นออนไลน์หมดเลยว่าคุณรู้สึกอย่างไร
เราเรียนรู้เรื่อง Empathy คือพยายามลงไปคลุก น้ำท่วมลงไปดูว่าหน้างานเป็นอย่างไร ชาวบ้านต้องการให้เราแก้ปัญหาอย่างไร บางอย่างเราอยู่บนห้อง เราไม่มีความรู้พอ ดังนั้นถ้าอยากแก้ปัญหาที่แท้จริงพวกเราต้องลงไปคลุกที่ชุมชน เราต้องลงไปดูหน้างานว่ามีปัญหาตรงไหนที่เรายังมองไม่เห็น ต้องลงไปสัมผัสชีวิต เช่น คนที่ตาบอดเดินถนนแล้วรู้สึกอย่างไร” ชัชชาติอธิบายอย่างเห็นภาพ

ไม่ขาดงบ แต่ขาดความ ‘ไว้วางใจ’
ต้องเดินหน้าโปร่งใส เจ้านายคือ ‘ประชาชน’
จากนั้น ชัชชาติพุ่งประเด็น ‘นวัตกรรมเพื่อสร้างความไว้วางใจ’
“ปัจจุบันเราไม่ได้ขาดงบประมาณแต่ขาดความไว้วางใจ พูดถึง กทม. นึกถึงทุจริต ใต้โต๊ะ ใบอนุญาต
เราเองก็ไม่ไว้ใจประชาชนเหมือนกัน จะทำอย่างไรเพื่อสร้างความไว้วางใจระหว่างเรากับสถาบันการศึกษา เอกชน ประชาชน เพื่อให้ทุกคนเดินหน้าไปพร้อมกัน ความไว้ใจเกิดจาก ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ความโปร่งใส ยุติธรรม/มีส่วนร่วม ใช้เทคโนโลยี กระจายอำนาจ ประสิทธิภาพการทำงาน ถ้าเราสามารถทำได้ประชาชนก็จะไว้ใจเรามากขึ้น และเราก็จะไว้ใจประชาชนมากขึ้น กระจายอำนาจให้เหมือนประชาชนเป็นเหมือนเจ้านายเรา” ชัชชาติเอ่ยแนวคิดที่เน้นย้ำตลอดมา
ว่าแล้ว ไปต่อที่ประเด็น Smart City ‘เมืองอัจฉริยะ’ โดยยกตัวอย่างพื้นที่ ‘หัวลำโพง’
“หัวลำโพงที่ข้างหลังยกเลิกเป็นสถานี ถ้าพูดถึงนวัตกรรม ยกตัวอย่าง การคมนาคมสีเขียว ตึกที่ประหยัดพลังงาน เป็นหน้าที่ของเอกชน แต่ทาง กทม.อาจมองอีกมุม คือคนไร้บ้าน เพราะฉะนั้นหัวใจของเราที่ต้องโฟกัสคือคน
ผมไม่สามารถเอาเทคโนโลยีที่หรูหรา ลงทุนมหาศาลได้ เราต้องเน้นว่าต้องการอะไร เหมือนที่ วิลเลียม เชกสเปียร์ กล่าวเมื่อ 200 กว่าปีมาแล้วว่า What is the city but the people เน้นว่าคนต้องการอะไร เพราะฉะนั้น smart city อาจจะเหมาะกับเอกชน แต่ภาครัฐ อาจจะเน้นเพียง the smart enough city เพราะฉะนั้นนวัตกรรม เราเอาประชาชนตั้งก่อน
และการลงทุนที่เป็นไปได้ คือเป็นความต้องการของประชาชน (People “Desirable”) ธุรกิจดำเนินการได้ (Business “Viable”) เป็นไปได้ในเชิงเทคนิค (Technical “Feasible”)
เมืองฉลาด เทคโนโลยีต้องตอบโจทย์
บริการต้องถึง ประสิทธิภาพต้องจึ้ง
ชัชชาติย้ำอีกว่า เมืองที่ฉลาดคือต้องใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมตอบโจทย์ประชาชนได้ เช่น Traffy fondue เพื่อให้ประชาชนแจ้งปัญหาต่างๆ เป็นศูนย์กลาง ใช้เทคโนโลยี กระจายอำนาจ ประสิทธิภาพ บริการ ที่สามารถให้ประชาชนแจ้งปัญหาได้เร็วขึ้นโดยใช้งบประมาณเท่าเดิม
“อย่างเหตุการณ์ตอนที่แผ่นดินไหว ประชาชนบ้านเรือนแตกร้าวก็ใช้ Traffy fondue แจ้งปัญหาถ่ายรูปมาให้เราและก็มีทีมวิศวกรช่วยดูว่าอันตรายหรือเปล่า ถ้าอันตรายก็ส่งวิศวกรเข้าไป เราทำทราฟฟี่ ฟองดูว์มา 3 ปี 2 เดือน ในช่วงเดือน แรก 1 เรื่อง ใช้เวลาแก้ปัญหา 2 เดือน 3 ปีผ่าน ไปเหลือ 1.9 วัน นี่คือเทคโนโลยีที่ไม่ซับซ้อน ตอบโจทย์ประชาชนในแง่ที่ไม่ต้องใช้เงินเยอะ” ชัชชาติกล่าว
เหนือรางวัล คือประสบการณ์
ค่ายนักพิชิตนวัตกรรม ‘คิดข้ามศาสตร์’
กลับมาที่ ค่ายนักพิชิตนวัตกรรม ปฏิเสธไม่ได้ว่า กรุงเทพฯมีปัญหาหลากหลาย แน่นอนว่าองค์ความรู้ที่จำกัดของฝ่ายราชการ ไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมด
ส่วนฝ่ายวิชาการ แม้มีมหาวิทยาลัยที่มีนักวิจัยที่มีความรู้มากมาย แต่บางครั้งงานวิจัยที่แขวนอยู่บนหิ้ง ไม่สามารถตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้จริง ดังนั้น หาก 2 ฝ่าย ทั้งราชการและมหาวิทยาลัยร่วมมือกันแก้ปัญหา โดยมีประชาชนเป็นที่ตั้ง อาจนำไปสู่แก้ปัญหาเมืองอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของค่ายนักพิชิตนวัตกรรม KU Innovation Contest นวัตกรรมเพื่อสังคม ปีที่ 5 ว่า จัดขึ้นโดยคณะสังคมศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะเทคนิคการสัตวแพทย์
“นิสิตเป็นหัวใจของงานนี้ KU Innovation Contest เราจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 ทางมหาวิทยาลัยพยายามให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงนอกห้องเรียน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการจัดงานมาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่
Season 1 เกษตรศาสตร์วัตถุดิบยูคาลิปตัสสร้างนวัตกรรมในงานเกษตรแฟร์
Season 2 โครงการหลวงดอยอ่างข่าง จ.เชียงใหม่ เรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน
Season 3 ไร่สุวรรณ จ.นครราชสีมา พัฒนาเกษตรกรไทยด้วยนวัตกรรมใช้ได้จริง
Season 4 โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย จ.เพชรบุรี อนุรักษ์นิเวศชายฝั่งและคุณภาพชีวิตชุมชน
และ Season 5 กรุงเทพมหานคร ร่วมสร้างนวัตกรรมเมืองผ่านการลงพื้นที่จริงการร่วมมือและการคิดแบบข้ามศาสตร์” ดร.ดำรงค์กล่าว
จากนั้น ยิงประเด็นตรงไปยังปัญหาท้าทายของ กทม. คือ สิ่งแวดล้อม เช่น ขยะ และ PM2.5
“ใครอยากทำโจทย์นี้ก็ไปคุยกับคณะสิ่งแวดล้อมว่าเราจะแก้ไขปัญหาเริ่มต้นอย่างไร มีนวัตกรรมอะไรในการดำเนินการ เรื่องน้ำเสีย ย้อนไปอดีตฝนตกกว่าน้ำจะลงคูคลองต่างๆ ใช้เวลานับเป็นชั่วโมง ทางมหาวิทยาลัยก็ได้มีการขุดร่องแหล่งน้ำเสีย เราลอกหมด จะเห็นปั๊มแรงสูงน้ำไม่ท่วมแน่นอน
สำหรับกรุงเทพฯ เราจะทำอย่างไรให้พัฒนาไปสู่ความยั่งยืน ทั้งหมดนี้กำลังบอกว่ามีโจทย์อะไรท้าทายบ้าง รางวัลคงไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่สิ่งสำคัญคือประสบการณ์ที่เราได้จากเรียนรู้จริงจากการทำงานแล้วนำงานมาแก้ปัญหา” ดร.ดำรงค์กล่าว
เกษตรศาสตร์ ร่วมลุย
แก้โจทย์คนกรุง พัฒนาคุณภาพชีวิต
ดร.ดำรงค์เผยต่อไปว่า สำหรับ กทม.มี 9 แนวทางในการพัฒนา ในขณะที่ ม.เกษตรก็มี New S-Curve 9 ด้าน เพื่อขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สู่เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์ มก. 4 ปี ประกอบด้วย
ด้านที่ 1.Future Food and Bio Product อาหารและผลิตภัณฑ์ชีวะแห่งอนาคต
ด้านที่ 2.EV and Energy พลังงาน และพลังงานไฟฟ้า
ด้านที่ 3.AI and Digital ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีดิจิทัล
ด้านที่ 4.Smart Thai and Global Citizen คนไทยที่สมาร์ทและการเป็นพลเมืองโลก
ด้านที่ 5.SDGs Green Carbon Neutrality การพัฒนาอย่างยั่งยืนและการเป็นกลางทางคาร์บอน
ด้านที่ 6.New Platform for Learning แพลตฟอร์มการเรียนรู้รูปแบบใหม่และการสร้างผู้ประกอบการรายใหม่
ด้านที่ 7.Collaborative University มหาวิทยาลัยแห่งความร่วมมือกับทุกภาค
และด้านที่ 8.Innovative and Creative Research นวัตกรรมและวิจัย
“โดยสรุปพวกเรากำลังจะทำนวัตกรรม ซึ่งโจทย์ใหญ่มาจาก กทม. นำปัญหามาช่วยกันพัฒนา สิ่งสำคัญคือนวัตกรรม เพื่อเอามาพัฒนาคุณภาพชีวิตของทุกคนที่อยู่ใน กทม. อย่างที่ท่านชัชชาติบอก ไม่จำเป็นต้องมีเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ เอาแค่แนวคิดที่แก้ปัญหาได้จริงๆ” ดร.ดำรงค์กล่าว ก่อนทิ้งท้ายสอดคล้องกับผู้ว่าฯกทม.ว่า
การทำนวัตกรรมไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีสูง แค่คิดแล้วแก้ไขได้ก็เป็นเรื่องดี

