หน้าแรก ประชาชื่น พล.ต.ต.เชิงรณ...

พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี ลุยอัพบริการ เข้มความมั่นคง ดันไทยสู่ศูนย์กลางการบินอาเซียน

31.08.25 | 11:37 น.

พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี ลุยอัพบริการ เข้มความมั่นคง ดันไทยสู่ศูนย์กลางการบินอาเซียน

‘สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเสมือนยามเฝ้าประตูบ้านหลังใหญ่’

ไม่ใช่คำกล่าวเกินจริง

ในแต่ละวันมีผู้คนมากมายจากทั่วโลก เดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ

พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 (ผบก.ตม.2) พูดคุยถึงบทบาทสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ภายใต้ภารกิจสำคัญ พร้อมขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินอาเซียน

Advertisement

⦁ เป้าหมายให้สนามบินสุวรรณภูมิไปสู่ศูนย์กลางการบินภูมิภาคมีการขับเคลื่อนอย่างไร?

รัฐบาล ประกาศว่าจะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบิน หรือ Aviation Hub ของภูมิภาค นับว่าเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง

สนามบินของไทยที่ดีที่สุดและมีศักยภาพที่จะเป็นฮับได้ดีที่สุด ก็คือสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นสนามบินหลักที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย

สำหรับประเทศไทยอยู่กึ่งกลางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งคั่นกลาง 2 มหาสมุทร ได้แก่ มหาสมุทรอินเดีย และ มหาสมุทรแปซิฟิก

ทางฝั่งทะเลจีนใต้ ที่เป็นเส้นทางเศรษฐกิจสำคัญของโลก จึงต้องรองรับการเคลื่อนย้ายของคนต่างชาติทั่วโลกในฐานะประเทศศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งของภูมิภาคอาเซียนไม่ว่าจะเป็นทางอากาศ (Aviation Hub) ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่สามารถเชื่อมเส้นทางบินไปยังเมืองหลวงประเทศต่างๆ ในอาเซียน ใช้เวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมง

ในขณะที่สนามบินประเทศใกล้เคียงในภูมิภาคเดียวกัน คือ สนามบินชางงี ของสิงคโปร์ ถูกนำมาเปรียบเทียบ เพื่อมุ่งมั่นที่จะให้สุวรรณภูมิของไทยสามารถสู้ชางงีของสิงคโปร์ให้ได้

ศูนย์กลางการบินในวงการการบินมีคำเต็มว่า Hub and Spoke คำว่า Hub คือศูนย์กลางของเส้นทางการบิน ส่วน Spoke คือเส้นทางการบินจากศูนย์กลางไปสู่สนามบินอื่นที่อยู่รายล้อม

คำอธิบายนี้เปรียบเทียบได้กับวงล้อจักรยานที่มีดุมล้อเป็นศูนย์กลาง (Hub) และซี่ล้อเป็นเส้นทางบินออกจากศูนย์กลาง (Spoke)

สายการบินโดยส่วนมากจะมีฮับอย่างน้อย 1 ฮับ เพื่อต้องการลดค่าใช้จ่ายจากการต้องบินตรงระหว่าง 2 สนามบินที่มีผู้โดยสารน้อย การบินผ่านฮับจะทำให้รับผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้น เมื่อมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายต่อหัวย่อมลดลง โอกาสที่จะทำกำไรย่อมมีมากขึ้น ในส่วนของผู้โดยสาร การต้องบินผ่านฮับจะทำให้เสียเวลาในการเปลี่ยนถ่ายเครื่องบิน หรือต้องรอผู้โดยสารใหม่จากฮับขึ้นเครื่อง แต่ข้อดีในการบินผ่านฮับก็มี นั่นคือผู้โดยสารมีโอกาสเลือกใช้สายการบินที่ตนชอบได้ที่ฮับ แทนที่จะต้องทนบินไปกับสายการบินที่ตนไม่ชอบ ที่ฮับจะมีหลากหลายสายการบินให้เลือก

⦁ แสดงว่าทำเลดีมากแล้วความพร้อมที่จะไปถึงเป้าหมายเป็นอย่างไร?

สนามบินสุวรรณภูมิเป็นเหมือนประตูบ้านหลังใหญ่ของไทย มีคนเดินทางเข้า-ออกไม่น้อยกว่า 120,000 คนต่อวัน ถ้าเป็นช่วงเทศกาลมีมากถึง 150,000 คนต่อวัน ตม.มีหน้าที่เหมือนยามเฝ้าประตูบ้าน คนไทยเหมือนผู้อยู่อาศัยในบ้านเดินเข้า-ออกไม่มีปัญหา แต่เป็นห่วงคนด้านนอกที่เดินเข้ามาบ้านเราเพื่อท่องเที่ยว จึงต้องมีการคัดกรองเพราะบ้านเราเปิดตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อปี 2566 นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกฯ มีนโยบายฟรีวีซ่า เปิดรับ 93 ประเทศเเล้วก็สามารถเข้ามาอยู่ได้นานกว่าเดิม ครั้งหนึ่งได้ 60 วัน และยื่นขออยู่ต่อที่ ตม.ในเขตพื้นที่ได้อีก 30 วัน รวมเป็น 90 วัน และสามารถต่อได้หลายครั้ง จึงเป็นธรรมดาที่ ตม.จะมีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหานี้

แต่ต้องเข้าใจก่อนว่าโจทย์แรกไม่เหมือนกันกับโจทย์ในวันนี้ โจทย์แรกคือตั้งเเต่ปลายปี 2566 ถึงปลายปี 2567 คือโจทย์ด้านการอำนวยความสะดวก

ทั้งนี้ สนามบินสุวรรณภูมิมีเที่ยวบินสูงสุดอยู่ราวๆ 25 เที่ยวบินต่อชั่วโมง ผู้โดยสารเดินทางเข้าอยู่ 5,000-6,000 คน ตั้งเวลาอัตราการระบายคนต้องไม่เกิน 30 นาทีต่อคน ในขณะเดียวกันหากพูดถึงสนามบินภูมิภาคเดียวกัน คือสนามบินชางงี สิงคโปร์ ได้รับการยกย่อง ในปี 2566 บริษัท Skytrax ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจการบินและจัดอันดับสนามบินที่ดีที่สุดในโลกเป็นประจำทุกปี ได้จัดให้สนามบินชางงีได้อันดับที่ 1 ขณะที่สนามบินสุวรรณภูมิอยู่ในอันดับที่ 68

สนามบินสุวรรณภูมิเคยติดอันดับ 10 ของโลกเมื่อปี 2553 และทยอยร่วงลงมาอยู่ที่อันดับ 13, 25, 38 และ 48 ในปี 2554-2557 ตามลำดับ

จากนั้นไต่ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 47 และ 36 ในปี 2558 และปี 2559 แต่หลังจากนั้นก็ร่วง แล้วมาอยู่ที่อันดับ 38 ในปี 2560 และไต่กลับขึ้นไปที่อันดับ 36 ในปี 2561 หลังจากนั้นร่วงกราวรูดลงมาอยู่ที่อันดับ 46, 48, 66 และ 77 ในปี 2562 ปี 2563 ปี 2564 และปี 2565 ตามลำดับ

โดยล่าสุด สนามบินสุวรรณภูมิจากอันดับ 10 ดิ่งลงอันดับ 68 ของโลก ในปี 2566

ขณะที่สนามบินชางงีมีประวัติที่น่าเกรงขาม เพราะได้ครองแชมป์สนามบินที่ดีที่สุดในโลกมาแล้วถึง 12 ครั้ง 12 ปี ประกอบด้วยปี 2543, 2546, 2553, 2556-2563, และ 2566 โดยได้ครองแชมป์ยาวต่อเนื่องถึง 8 ปี ในช่วงปี 2556-2563

หากจะเปรียบเชิงมวยกัน ในปี 2566 สนามบินสุวรรณภูมิมีผู้โดยสาร 51.7 ล้านคน สินค้า 1.1 ล้านตัน และเที่ยวบิน 307,505 เที่ยว ในขณะที่สนามบินชางงีมีผู้โดยสาร 58.9 ล้านคน สินค้า 1.7 ล้านตัน และเที่ยวบิน 328,000 เที่ยว

จะเห็นได้ว่าสนามบินชางงี มีปริมาณการจราจรทางอากาศมากกว่าสนามบินสุวรรณภูมิ การที่จะทำให้สนามบินสุวรรณภูมิเป็นฮับภูมิภาคได้นั้น ปริมาณการจราจรทางอากาศจะต้องไม่น้อยกว่าสนามบินชางงี

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2567 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ได้แสดงวิสัยทัศน์ที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค จึงเป็นการบ้านสำคัญที่ทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT สายการบิน ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ศุลกากร และหน่วยงานอื่นๆ จะต้องเร่งขับเคลื่อนยกระดับสนามบินที่อยู่ในภาวะคงตัวมากว่า 10 ปี ทั้งสภาพความสามารถที่จะรับทั้งเทคโนโลยี และงานเชิงระบบทั้งหมด ให้สามารถแข่งขันขึ้นมาติดอันดับ 1 ใน 50 ให้ได้ใน 1 ปี

นับจากนี้ต้องยอมรับว่าสภาพความสามารถที่รับ และระบบบริการภาคพื้นทั้งระบบ ที่ไม่มีการพัฒนามากว่า 10 ปี ซึ่งถูกสร้างไว้เพื่อรองรับการบริการผู้โดยสารสูงสุดปีละ 45 ล้านคน ในขณะที่ปัจจุบัน มีผู้โดยสารเกินกว่า 50 ล้านคน และตั้งเป้าที่จะรองรับให้ได้ 60 ล้านคนใน 1 ปีนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย

⦁ เทียบชางงีกับสุวรรณภูมิต่างกันอย่างไร และได้ปรับปรุงแก้ไขอย่างไร?

เปรียบเทียบกับชางงี ของสิงคโปร์ ซึ่งมีปริมาณผู้โดยสารเข้าออกระหว่างประเทศเท่ากับสุวรรณภูมิ พบว่าชางงีมีอาคารผู้โดยสารหลัก (main terminal) ถึง 4 อาคาร และกำลังจะเปิดอาคารที่ 5 ในปีนี้ รวมถึงการพัฒนาระบบงาน โดยเฉพาะเทคโนโลยี ตั้งแต่การเช็กอิน, โหลดสัมภาระ, ตรวจค้น และระบบตรวจคนเข้าเมือง มีการพัฒนาไปตามแผนปฏิบัติการโดยตลอด ทำให้สนามบินมีการเปลี่ยนแปลง เติบโตนำความต้องการล่วงหน้า ปัญหาจึงตามไม่ทัน

ในขณะที่สนามบินสุวรรณภูมิเติบโตตามการเมือง ซึ่งมีความผันผวนรุนแรงสุดโต่ง ดังนั้น การพัฒนาสนามบินหลักในบ้านเราจึงพัฒนาแบบวิ่งตามปัญหา ส่งผลให้เกิดอาการ North Expansion หรือตัดแปะ เพื่อแก้ปัญหาอาคาร โครงสร้าง และระบบงานอย่างไม่รู้จบสิ้น งานในส่วนของตรวจคนเข้าเมืองเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในวังวนของปัญหาจะต้องหาทางแก้ไขในระยะเร่งด่วน เพื่อให้สุวรรณภูมิสามารถยกระดับขึ้นติด 1 ใน 50 ของโลกให้ได้ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาความหนาแน่น

ผมกับ ผบช.สตม.ขณะนั้นได้ไปดูการทำงานสนามบินชางงี เห็นว่าแค่ผู้โดยสารขาเข้า 70,000 คนต่อวัน แล้วทำไมเขาเร็ว ทราบว่ามีอาคารผู้โดยสาร 4 อาคาร เครื่องลงถึงปุ๊บผู้โดยสารออกจากอาคารนั้นกระจายออกเลย แต่ที่สุวรรณภูมิด้วยสภาพอาคารผู้โดยสารที่มี main terminal เพียงหลังเดียว แต่รองรับหลุมจอดเข้า-ออกประเทศกว่า 50 หลุมจอด ประกอบกับสภาพโถงทางเดินจากหลุมจอดมาที่ main terminal ที่เป็นทางยาวเหมือนท่อ ส่งผลให้ผู้โดยสารออกจากเครื่องบิน ไหลกองมารวมกัน เป็นคลื่นคนมุ่งสู่โถง ตม.พร้อมๆ กัน ชั่วโมงละ 5,000 คน ในขณะที่ทางเชื่อมอาคารทางเดินกับอาคาร main terminal เป็นคอขวด จึงปรากฏภาพผู้โดยสารล้นโถง ตม.แออัดเป็นคิวยาวออกมา เกิดผลกระทบต่อภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว

ชั่วโมงที่มีเที่ยวบินหนาแน่นตั้งแต่ 16.00-19.00 น. อีกรอบหนึ่ง 22.00-01.00 น. และอีกรอบ 04.00-07.00 น. ไม่สามารถแก้ทางกายภาพได้เนื่องจากเป็นเรื่องใหญ่ เพราะการรื้ออาคาร ปรับโครงสร้างต่างๆ ทำไม่ทันแน่ในเวลาเร่งด่วน

ผมเลยมานั่งจับเวลามีผู้โดยสารคนสุดท้ายที่เดินทางเข้ามาโถง ตม.รอจนถึงหน้าช่องตรวจหนังสือเดินทางใช้เวลาเท่าไหร่ พบว่า 40-45 นาที ดีกว่าสนามบินในหลายๆ ประเทศโดยเฉพาะในแถบยุโรป ที่ใช้เวลาเกือบ 2-3 ชั่วโมง ได้นำเรียนนายกรัฐมนตรีขณะนั้นว่าขอกำลังสนับสนุนในการแต่งตั้งบุคคลภายนอกเพื่อเข้ามารับราชการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง 330 อัตรา รัฐบาลก็น่ารักให้การสนับสนุนทำให้เกิดการเปิดรับและสอบแบบเร่งด่วนเข้ามาบรรจุลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ตม.ไทยเป็นประเทศแรกๆ ของโลก แก้ปัญหาในช่วงที่มีเที่ยวบินหนาแน่น โดยการจัดกำลังพลนั่งเต็มทุกช่องตรวจ ขณะที่หลายๆ ประเทศโดยเฉพาะในยุโรปหรือแถบอเมริกาเขาไม่ได้สนใจ การแก้ปัญหากำลังพลจึงเป็นข้อ 1

ส่วนข้อที่ 2 ผมต้องการให้เร็ว ผู้โดยสารลงมาเเน่น เทคโนโลยีช่วยเราได้ไม่ค่อยมากเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นมาดูขั้นตอน ถ้าช่องตรวจทำงานได้เร็วขึ้นโดยที่ไม่กระทบกับความมั่นคง เช่น พอเข้ามาเจ้าหน้าที่เอา Boarding Pass มาแสดงเพื่อคีย์ข้อมูลเสียเวลามาก บางคนทำหาย นึกไม่ออกอีกว่ามาไฟลต์ไหน ได้ตั้งค่า KPI ไม่ควรเกิน 45 วินาทีต่อคน ทั้งนี้ มีระบบคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้าเรียกว่า APIS (Advance Passenger Information System) เป็นระบบที่มีประเทศสมาชิกทั่วโลกใช้งานแล้วกว่า 190 ประเทศ ต้องไปเจรจากับบริษัทที่เขารับทำ โดยมีเจ้าภาพในการจ่ายคือเอโอที

เพราะฉะนั้น ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 ใช้ช่อง Automatic channel เพิ่มขาออก 56 ช่อง เร่งระบาย ตม.ขาออก ได้แจ้งผ่านที่ประชุมร่วมกับผู้บริหารเอโอที ให้ปรับโปรแกรมการทำงานให้เร็วแบบสนามบินชางงี เช่น ตรวจได้แบบกรุ๊ป และตรวจได้ไหลพร้อมกัน 2 คนต่อเนื่อง ไม่ต้องรอเข้า-ผ่านทีละคน ทำให้การระบายผู้โดยสารอย่างรวดเร็วจากเดิมรอคิวสูงสุดนานถึง 45 นาที ในการเริ่มเข้าโถงจนถึงหน้าช่องตรวจ ตม. ตอนนี้ลดลงช้าสุดเหลือไม่เกิน 20 นาที

ต่อไปจะขยายการติดตั้งเพิ่มขึ้น ทั้งที่สุวรรณภูมิเองก็ดี ดอนเมือง, ภูเก็ต, เชียงใหม่ คิดว่าโครงการน่าจะติดตั้งแล้วเสร็จภายในปี 2569

ที่สำคัญคือ กำลังปรับปรุงโปรแกรมขาเข้าให้ในช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติสามารถตรวจคนต่างด้าวได้ด้วย โดยเอากลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำก่อน เช่น กลุ่มคนต่างชาติที่เขาได้วีซ่า BOI (วีซ่าประเภทพิเศษที่ออกโดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) หรือได้รับวีซ่าประเภท Non Immigration ซึ่งอยู่ในระบบอยู่แล้วก็ให้เข้าเลย ส่วนกลุ่มอื่นที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ก็ให้เข้าช่องเจ้าหน้าที่ไปก่อนเพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้มีโอกาสใช้วิจารณญาณในการตรวจสอบ เพราะฉะนั้นโจทย์ในปี 2567 และ 2568 ด้านการอำนวยความสะดวกก็แบ่งเป็นระยะเร่งด่วน ซึ่งผ่านไปแล้ว ต่อไปก็จะเข้าสู่ระยะยาว เริ่มตั้งแต่ปี 2568 โครงการ Thailand Immigration System หรือ TIS (ระบบ ตม.ใหม่แบบ one system) ซึ่งจะตอบสนองแนวคิดรัฐบาล เรื่องการ pre-imm checkpoint ขาออก ได้ที่สายการบิน ตอนออก boarding pass เลย โดยแทบไม่ต้องใช้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองมานั่งตรวจ รวมถึงขาเข้าที่เก็บข้อมูลด้วยเทคโนโลยีสแกนม่านตา หรือ Iris เท่าที่ทราบมาทางสิงคโปร์เริ่มมีการใช้งานแล้ว

นั่นหมายถึงว่าเดินทางเข้าสิงคโปร์ครั้งต่อไปไม่ต้องใช้หนังสือเดินทางแล้ว ในอนาคต ตม.ประเทศไทยควรเป็นเช่นนั้น และลง Arrival aplication ที่มีการ approved มาแล้วล่วงหน้า ช่วยลดเวลาหน้าช่องตรวจ ตม.

ตอนนี้ระบบ TIS อยู่ในขั้นตอนทีโออาร์ ใช้งบประมาณเกือบ 3,000 ล้านบาท ถ้าเสร็จเข้าสู่กระบวนการอนุมัติปี 2571 ใช้งานได้

การที่เป็น Aviation Hub ของภูมิภาคนั้นหมายความว่าทุกสายการบินต้องอยากจะบินมาลงที่ประเทศไทย เพราะว่าเขามี route ต่อได้ เชื่อมต่อได้หลายไฟลต์ให้เลือก เครื่องสามารถเข้าสู่การบำรุงรักษาได้ อาคารผู้โดยสารก็ต้องเพียงพอ ในอนาคตเชื่อว่าเอโอทีจะมีการขยายอาคารที่ทางฝั่งใต้ที่ South terminal เพราะฉะนั้นในอนาคต ตม.ต้องเตรียมรองรับตรงนี้

 

⦁ ในมิติความมั่นคงจะดูแลอาชญากรที่แฝงมากับคนต่างด้าวอย่างไร?

คนต่างชาติที่เข้ามาผิดกฎหมายพบเห็นตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปี 2567 เริ่มมีข่าวขึ้นป้ายตามห้วยขวางว่ามีการขายหนังสือเดินทางสัญชาติต่างๆ เช่น วานูอาตู, อินโดนีเซีย, ตุรกี, กัมพูชา หรือกลุ่มประเทศหมู่เกาะแถบทางใต้ สะท้อนให้เห็นว่าทุนจีนเทากระทำผิดกฎหมายกำลังหาทางออกโดยการเปลี่ยนแปลงหลบเลี่ยงตัวตน ด้วยซื้อหนังสือเดินทางแทนการปลอมหนังสือเดินทาง เป็นมิติใหม่เพราะว่าเดี๋ยวนี้การปลอมหนังสือเดินทางนั้นถูกตรวจสอบได้โดยภาคีความร่วมมือของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและตำรวจที่ทำงานร่วมกันระหว่างประเทศ จึงใช้วิธีการซื้อหนังสือเดินทางจากกลุ่มประเทศที่แร้นแค้น ไทยเพิ่มความเข้มเป็นกรณีพิเศษกับกลุ่มประเทศเหล่านี้ตั้งแต่ปลายปี 2567 อีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มที่ใช้ฟรีวีซ่าแบบผิดวัตถุประสงค์ เข้ามาทำงานในระยะยาวเลย เกิดผลเสียระบบเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ยามเฝ้าประตูอย่างพวกผมต้องมาคัดกรองว่าฟรีวีซ่าเข้ามาอย่างไร อย่างวีซ่ารัน ได้มีการปฏิเสธ ใช้มาตรการเข้มข้นตั้งแต่มกราคม 2568 จนถึงวันนี้ปฏิเสธกลุ่มวีซ่ารันแบบนี้ไปแล้วเกือบ 10,000 ราย ส่วนใหญ่เป็นจีนกับอินเดีย

แล้วอีกกลุ่มหนึ่งที่น่ากลัวก็คือกลุ่มที่มีลักษณะของธุรกิจผิดกฎหมายโดยเฉพาะการกระทำผิดเกี่ยวกับเรื่องของกาสิโน ในเมียนมาหรือกัมพูชาก็ดี แล้วพวกนี้ต้องดูอะไรบ้าง กลุ่มที่คือ 1 ใช้วีซ่าฟรี กลุ่มที่ 2 คือ มีประวัติการเข้าออกด่านชายแดน โดยเฉพาะกัมพูชาหรือเมียนมาบ่อยครั้ง กลุ่มที่ 3 ไม่มีตั๋วกลับ กลุ่มที่ 4 ไม่มีแผนการท่องเที่ยว คนพวกนี้เราปฏิเสธการเข้าเมืองเพราะกฎหมายเข้าเมืองมีมาตรา 12 อนุ 7 ให้สิทธิเจ้าหน้าที่ในการพิจารณาความน่าเชื่อถือความเสี่ยงของคนต่างด้าวที่เข้ามาแล้วมีลักษณะเสี่ยงต่อการเป็นภัยความมั่นคง มีการปฏิเสธในกลุ่มพวกนี้แบบภาพรวมประมาณ 10,000 กว่าคน ตั้งแต่มกราคมเป็นต้นมา

ประเทศไทยอยู่ในมิติเสี่ยงที่จะเป็น Gateway ของการเคลื่อนตัว และเป้าหมายขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติในการใช้ไทยเป็นต้นทาง ทางผ่าน และปลายทาง ในการก่อเหตุต่างๆ เช่น การหลบหนีคดีสำคัญในต่างประเทศมาพำนักในไทย โดยเฉพาะคนบางสัญชาติในประเทศแถบยุโรป และออสเตรเลีย เป็นแก๊งอาชญากรยาเสพติด ค้ามนุษย์ ฟอกเงินหรือความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงขนาดใหญ่เข้ามาก่อเหตุ นอกจากนี้ ยังมีคนกลุ่มประเทศเอเชียใต้และแอฟริกา เช่น แก๊งเงินดำ แก๊งโรแมนซ์สแกม แก๊งลักทรัพย์ แก๊งฉกเพชรในงานแสดงอัญมณี เป็นต้น จึงเป็นบทบาทสำคัญของ ตม.ประเทศไทยที่จะต้องรักษาสมดุลทั้งมิติความมั่นคงและมิติด้านการอำนวยความสะดวก ให้เหมาะสมตามสถานการณ์