บ้าน อำนาจ การพลัดพราก
เงี่ยหูฟัง ‘หัวอก’ เมื่อเส้นแบ่งกดทับ
สารคดีไทย กำลังทำงาน
‘อัญชัญ สมบัติ ขนุน สิรภพ ทีปกร ธนพร’
คือรายนามผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 ที่ได้ก้าวขาออกจากเรือนพันธนาการเมื่อวานนี้
แต่อีกนับร้อยชีวิตยังเฝ้ารออิสรภาพ เพื่อที่จะได้กลับบ้าน ออกมาใช้ชีวิตกับลูก ภรรยา ยังมีหวังในเสรีภาพด้วยข้อหาหนักจากการคิด พูด โพสต์ แชร์
เราอาจจะจินตนาการไม่ออก ว่าคนที่ต้องจำใจออกจาก ‘บ้าน’ หายใจไม่ทั่วท้อง มันรู้สึกแบบไหนกัน?
‘อึดอัด หดหู่ ขนลุก เจ็บปวด’
เป็นสิ่งที่สัมผัสได้หลังรับชมโปรแกรมพิเศษ ‘สารคดีไทยสายประกวด’ 6 เรื่อง ที่ถูกฉายในเทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติ “What the Doc!” เมื่อ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ฝีมือสูสีจนยากจะตัดสิน
เริ่มจาก เพอเลอคี (Per Le Kee), ติดร. (Pending) ต่อด้วย Home And Away ตามด้วย Au Revoir Siam, Midnight Bloom และปิดท้าย Dugong Tears ล้วนสะท้อนปัญหาในสังคมไทยทั้งในมุมการศึกษา ผู้ลี้ภัย การถูกไล่ลื้อ หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ ที่ต่างเชื่อมโยงกับอำนาจทางการเมืองทั้งสิ้น!
แทบจะไม่มีบทสนทนา แต่กลับขับเน้นอารมณ์เด่นชัดจนสัมผัสได้
บอกเล่าอย่างแหลมคม เหมือนถูกจับกดน้ำ
ความรู้สึกที่หายใจไม่เต็มปอด ของ ‘คนนอก’ ที่ได้ลองเข้าไปนั่งในความรู้สึก
เงี่ยหูฟังญาติเหยื่อบังคับสูญหาย ให้สาบสูญ ด้วยเหตุผลที่ไปแตะต้องกับพื้นที่ทับซ้อนทาง ‘อำนาจ’
แม้บางสตอรี่ บรรพบุรุษจะอยู่มาชั่วอายุคนก่อน ‘เส้นแบ่ง’ จะถูกขีดคั่นก็ตาม

ใต้น้ำ ไร้เส้นแดน
ขอบเขต แบ่งแยกเรา
สำหรับเรื่องแรก Au Revoir Siam
ติดตามผู้ลี้ภัยคดี 112 สามคนในกรุงปารีส ทั้ง จรัล ดิษฐาอภิชัย,จอม ไฟเย็น และ มิ้นท์ นาดสินปฏิวัติ
เล่าเชิงเปรียบเปรย ‘การกลับบ้านเกิด’ ปลดเปลื้องอาณาเขตทางการเมือง ผ่านคลังเอกสารของหอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส ท่ามกลางปัจจุบันที่เฉยเมย ซากปรักหักพัง และสายน้ำที่ไม่เคยหยุดไหล ใบหน้าที่ถูกลืมเลือน
โดเมนิโก สิงห์ เปโดรลิ ผู้กำกับเรื่อง Au Revoir Siam เล่าว่า ด้วยความที่รู้จักกับ อ.จรัล มันเหมือนเป็นการทำสารคดีส่วนตัวที่ทำให้รู้จักคนในครอบครัว แล้วขยายวงออกไปเรื่อยๆ
แรกเริ่มจากงาน Installation Art วาง 2 หน้าจอ เล่นภาพคู่ขนานกันไป ทั้งฝรั่งเศส (ผู้ลี้ภัย) และฝั่งไทย
“พูดถึงการย้ายถิ่น ระยะทาง เมื่อมันมีสองจอ ทำให้การสื่อสารเมสเซจชัดเจนขึ้น”
เมื่อถามถึง ‘ขุนทอง ไฟเย็น’ ทำไมถึงมีเพียงซีนที่บรรเลงกีตาร์ ไม่มีบทสัมภาษณ์ นั่นก็เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำให้เขาต้องหลบลี้หนีออกจากบ้าน
“การแต่งเพลง เล่นดนตรีนี่แหละ ที่ทำให้เขาต้องลี้ภัย นอกจากมันโฟกัสไปที่ผู้ลี้ภัยการเมือง”
เห็นทั้งมุม Border เส้นเขตแดนอินโดจีน ที่แบ่งแยกรัฐสยาม ข้อดีของการที่ผู้กำกับอยู่ฝรั่งเศส คือทำให้หลักฐานชั้นต้น (จากแผนที่และภาพประวัติศาสตร์ ตามหอจดหมายเหตุ ยุคล่าอาณานิคม)
‘เส้นเขตแดน’ หลายครั้งมันเป็นเพียงการขีดเส้นเฉยๆ ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่มันกลับแบ่งทั้งเราและเขา ทั้งอดีต ปัจจุบัน
“ผมเริ่มถ่ายทำที่หนองคาย ตามแนวแม่น้ำโขง ถึง จ.อุบลฯ เมื่อ 2 ปีมีแล้ว ที่เขาพระวิหาร (กัมพูชา) ก็มีรั้วลวดหนามแล้ว และปัจจุบันก็มีสถานการณ์เกิดขึ้นจริงๆ”
เขาโยนกล้องลงไป พาเราดำลึกไปในถ้ำใต้แม่น้ำโขง แล้วกลับพบว่า ‘ใต้น้ำไม่มีเส้นแบ่งเขตแดน’
สภาวะ ‘ถูกกักขัง’
เบียดขับทับซ้อน ‘บ้าน’ ที่บรรพบุรุษเฝ้ามอง
ด้าน ทวีโชค ผสม กำกับเรื่อง Dugong Tears เริ่มจากการรีเสิร์ชพื้นที่ ชาวอุรักลาโว้ย ชาติพันธุ์ชาวเลในชายฝั่งอันดามัน ที่เกาะหลีเป๊ะ และใน จ.ภูเก็ต ซึ่งถูกเวนคืนพื้นที่หลังเกิดเหตุการณ์สึนามิ (ทำให้เส้นแบ่งพร่าเลือน)
“อยู่ไปนานๆ เริ่มเห็นประเด็นทับซ้อนที่ทำกิน ข้อพิพาทรัฐ หรือแม้แต่อุทยาน ย้อนมาถึงชาติพันธุ์ ปัญหามันซ้อนกันหลายเลเยอร์กว่านั้น
ปัญหาชาติพันธุ์ถูกเล่าในข่าว ในทีวี ถ้าเปิดก็เห็นได้ แต่มันมีเสียงที่เราสัมผัสไม่ได้ของ ‘วิญญาณบรรพบุรุษ’ เป็นข้อมูลปฐมภูมิมาก”
เมื่อสัมผัสได้ จึงพยายามจับจ้องสภาวะนั้นแล้วเล่าออกมา
ในส่วนของ ‘กั้ง’ กับ ‘กุ้งมังกร’ เป็นภาพสะท้อนของสัตว์ Exotic เหมือนคนกลุ่มนี้ที่มีความเจ็บปวดมากมาย
“สัตว์น้ำลึกโบราณ มันอยู่ในตู้กระจก ไปไหนไม่ได้ อยู่ในสภาวะถูกกักขัง เพื่อรอเป็นอาหารให้กับคน เป็น metaphor ที่รู้สึกว่าน่าสนใจ เล่าในสิ่งที่ไม่อยู่ในสารคดีทั่วไป” ทวีโชคเผย
นอกจากนี้ ผู้กำกับยังใช้บทกวีของ บังเช (ซักการียากวีซีไรต์) เพื่อสะท้อนความเจ็บปวดบางอย่างที่เชื่อมถึงกัน
‘สัตว์น้ำลึก’ ที่ถูกกักแต่ยังหายใจได้ ดูแล้วเข้าใจ กู่ร้องโดยไม่ต้องตะโกน
สำรวจความรู้สึก
‘ลูก’ ของผู้ถูกอุ้มหาย
สำหรับเรื่องที่สาม Midnight Bloom
วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์ เล่าความรู้สึกผ่าน ‘ลูก’ ของผู้ถูกบังคับให้สาบสูญ
บุตรชายของ ชัชชาญ บุปผาวัลย์ ‘สหายภูชนะ’ ผู้ลี้ภัยที่ถูกพบเป็นศพลอยมาติดฝั่งริมแม่น้ำโขง หน้าพระธาตุพนม
“หนังสั้น 17 นาทีนี้ เป็นส่วนหนึ่งของหนังยาว ‘ฉันฝันถึงเธอ’ ผมสนใจเวลาหลับฝัน สังคมไทยทำอะไรกับสิ่งเหล่านี้ แล้วมันปรากฏเป็นความฝันได้ยังไง บางคนเป็นเกษตรกรธรรมดาที่ถูกไล่ที่ ประเด็นคลาสสิกอย่าง ไล่รื้อบ้าน”
วีรพงษ์ตั้งคำถามต่อประเด็นแหลมคม ว่า “ความตายของพ่อเขา มันไม่ปกติ”
ในขณะเดียวกัน สารคดีนี้ยิ่งกลับดึงดูด เป็นตัวกลางที่เปิดโอกาสให้เขาได้ทบทวนความสัมพันธ์กับพ่อ
“ความสนใจที่แท้จริงของเราคือ ‘ความสัมพันธ์ของเขากับพ่อ’ เขาเหมือนดอกไม้ เหมือนชื่อเรื่อง บานในช่วงที่ยากลำบาก เหมือนที่เขาบอกว่า ถ้าอายุ 56 เขาอาจจะมองอีกอย่าง (อาจจะเข้าใจพ่อที่เข้าร่วมเป็น ‘สหาย’ มากขึ้น เห็น ‘สายตา’ ที่เขามีต่อพ่อ หรือแม่”
นอกจากนี้ ยังมีผู้สังเกตถึง ‘กบ’ อาหารพื้นถิ่นริมแม่น้ำโขง ที่เป็นเมตาฟอร์ ชวนให้นึกถึงการกระทำที่โหดร้ายต่อเพื่อนมนุษย์ ไม่ต่างจากสภาพร่างของ ‘สหายภูชนะ’
ยกเคสอังกฤษ
นำรายได้ ‘หวย’ หนุนงานศิลป์
สำหรับ Home And Away คือเรื่องราวของ ‘ตุ้ม’ ศศิ โพธิ์ศรี เจ้าของร้านอาหารไทยในเมืองออกซ์ฟอร์ด
20 ปีหลังใช้ชีวิตต่างแดน เธอตัดสินใจพาแม่ที่กำลังแก่ตัวลงมาอยู่ข้างๆ ที่อังกฤษ กลับหวนคิดถึงเส้นทางชีวิตในอดีต ความเป็นไปได้ในอนาคต เผชิญคำถามสำคัญที่ว่า ‘บ้าน’ ที่แท้จริงอยู่ที่ไหนกันแน่?
รัชตะ ทองรวย ผู้กำกับ ‘Home And Away’ คือคนเดียวกับที่ทำสารคดี ‘Hungry for freedom’ ตามติดชีวิตใบปอ และ บุ้ง นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และสารคดี ‘2215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว’
เขาเล่าด้วยว่า สารคดีเรื่องนี้ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันภาพยนตร์อังกฤษ (BFI) ซึ่งได้รับเงินทุนจากสลากกินแบ่งแห่งชาติ (National Lottery) มาอีกที เป็นการนำเงินรายได้ส่วนหนึ่งจากการซื้อหวยของคนในประเทศ มาเป็นต่อยอดเป็น ‘ทุน’ สร้างสรรค์ผลงานศิลปะในชาติ
น่าคิดว่าหากสลากกินแบ่งรัฐบาลของไทยมีบทบาทเช่นนี้ได้คงเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย
“รัฐบาลที่โน่น ให้เงินสนับสนุนด้านศิลปวัฒนธรรม ส่วนใหญ่จะมาจากกองทุนลอตเตอรี่ คือถ้าเราซื้อหวยที่นู่น เงินในกองทุนนี้ก็แจกจ่ายสนับสนุนนักกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรม” รัชตะเผย
“ในลอนดอนหรืออังกฤษ เราสามารถทำร้านอาหารแบบไหนก็ได้ ร้านอิหร่าน หรือพม่าก็ได้ สิ่งที่ผมได้รู้คือ ความเป็นไทยไม่ได้มีอะไรพิเศษในตัวมันเอง แต่เรื่องราวมันสามารถเชื่อมโยงกับมนุษย์อื่นๆ ได้”
รัชตะแชร์ความเห็นจากใจว่า การทำสารคดีนอกเหนือไปจากการเสนอ ‘ความเป็นไทย’ เราควรคิดถึงการนำเสนอ ‘ความเป็นมนุษย์ เพราะเรื่องนี้ มันอาจจะเกิดขึ้นกับคนชาติไหนก็ได้
‘สิ่งที่กะเหรี่ยงสอน’
อยู่ร่วมอย่างเคารพ ‘กินปลายังไงไม่ให้หมดห้วย’
อีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจ ‘เพอเลอคี’ โดย ณัทพล กิจวราศรัย
เป็นการค้นพบแบบบังเอิญ ไร้แบบแผน ระหว่างเดินทางสู่หมู่บ้านแม่โขง ต.นาเกียน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่
สารคดีนี้ ว่าด้วยวิถีชีวิตของชาวกระเหรี่ยงที่ไม่เพียงแค่อยู่กับผืนป่า หากแต่เป็น ‘ส่วนหนึ่ง’ สะท้อนผ่านระบบความเชื่อ วัฒนธรรมและจารีตที่ยึดโยงกับธรรมชาติ ผ่านวิถีที่เชื่อร่วมกัน ทุกห้วงขณะ
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับเต็มไปด้วยความเรียบง่าย งดงาม เปี่ยมด้วยความหมาย
“ ‘เพอลาคี’ มาจากชื่อหมู่บ้านภาษากะเหรี่ยง ตอนไปฝึกงานขึ้นไปที่ อ.อมก๋อย ตอนแรกไม่รู้ว่าข้างบนเป็นชาวกะเหรี่ยง 100% เลย โชคดีที่เราเอากล้องไปด้วย กะว่าจะไปถ่ายวิว แต่ดันเจออะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน” ณัทพลเผย
เหตุที่เลือกเล่าแบบดิบๆ ไร้บทสนทนา เพราะเชื่อว่า ภาพจะเล่าด้วยตัวของมันเอง เหมือนเสื้อผ้าที่คนกะเหรี่ยงใส่
“ผมรู้สึกได้เข้าไปในโลกของกะเหรี่ยง เขาจะมีการสอนมาว่า กินกระรอกยังไงไม่ให้สูญพันธุ์ กินปลายังไงไม่ให้หมดห้วย เขาเคารพป่า และเชื่อว่าทุกที่มีเจ้าของ”
จากที่สังคมส่วนหนึ่งรับรู้ว่า กลุ่มชาติพันธุ์เป็นคนเถื่อน เผาป่า ตัดต้นไม้ แต่เมื่อได้ไปสัมผัส กลับไม่ได้เป็นอย่างนั้น
“เขาอยู่กับ ‘ความสมดุล’ อีกอย่างคือถ้าปีนี้เขาเก็บเกี่ยวข้าวได้ 100 (กก.) ปีหน้าเขาก็จะไม่ทำมากกว่านี้ หรือการที่หมู่บ้านใกล้ๆ กันจะพูดไม่รู้เรื่องจะแค่ยิ้มๆ ให้กัน
เขาสอนให้เปิดรับสิ่งใหม่ แต่ต้องไม่ลืมสิ่งเก่าด้วย”ณัทพลทิ้งท้าย
ขุดใต้พรม
การศึกษาสุดล้าหลัง
ในส่วนของเรื่องนี้ บอกเลยว่า ตอกย้ำความล้าหลังกว่า 16 ปี ได้แบบเห็นภาพ
ติด ร. (Pending) โดย ธันยชนก แสงบรรจง เล่าชีวิตประจำวันของเด็กนักเรียนในโรงเรียนชนบท ภายใต้กรอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551
แม้ฝ่ายค้านพยายามผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ ‘หลักสูตรฐานสมรรถนะ’ ให้เด็กพัฒนาตามช่วงวัย คล้ายวิชาชีวิต แต่ก็ถูกสกัด แม้รัฐเคยประกาศจะเปลี่ยนหลักสูตรใหม่ ให้ครอบคลุมภายในปี 2567 แต่ปัจจุบันกลับยังไม่มีการใช้จริง
ธันยชนกเล่าว่า เมื่อคุยกับกลุมเพื่อน ก็พบว่าทุกคนผ่านระบบการศึกษาแบบนี้มา ได้ไปคุยกับอาจารย์ ทำด้านการศึกษาอยู่แล้ว ค้นจนไปเจอว่า ตอนนี้มีหลักสูตรที่โดนขัดจังหวะโดยรัฐบาลอยู่ตลอดเวลา
ใช้เทคนิค สโนว์บอล ถามเพื่อนที่รู้จักอาจารย์ที่ทำเรื่องการศึกษา ใช้คอนเน็กชั่นกับสำนักข่าวมาช่วยเติมเต็มฟุตเทจ
ในช่วงท้าย มีผู้แชร์ด้วยว่า ส่วนตัวทำเรื่องเพศศึกษามา 10 ปี หนังรีพีท ‘ความไม่ก้าวหน้า’ แต่ใจได้เห็นว่าการพัฒนามันเกี่ยวพันกับมิติทางการเมืองด้วย
ธันยชนกเล่าด้วยว่า ตอนสัมภาษณ์ลิสต์คำถามไป แต่เมื่อถึงหน้างานก็ปล่อยให้โฟลว์ไปเรื่อยๆ
“แต่ละซับเจ็กต์คุยยาว 2-3 ชม. เป็นงานหินของตัดต่อ เพราะมากถึง 16 ดราฟต์ นำเสนอสิ่งที่ซุกอยู่ใต้พรม ในรูปแบบสารคดี”
ผู้กำกับเชื่ออย่างยิ่งว่า พอไม่ใช่ข่าวจริงจัง อาจจะทำให้เข้าถึงคนได้มากขึ้น
เป็นอีกก้าวที่หน้าจับตา ไม่ว่าหน้าที่ของ ‘สารคดี’ คืออะไร พอจะช่วยผลักดันความเปลี่ยนแปลงในบ้านเมืองได้บ้างไหม แต่อย่างน้อยมันบอกเล่าเสียงทางความรู้สึก ที่ยากจะสัมผัสถึง
อธิษฐาน จันทร์กลม

