สำรวจ ‘รัก-กามารมณ์’ ชนชั้นกลาง
Turn on ร้อนรัก
ชวนรูดม่านประวัติศาสตร์ความรู้สึก
“ความรัก” อยู่คู่สังคมโลกมาอย่างยาวนาน ไม่มีวันตาย ไม่มีวันหาย
แต่มีวันเปลี่ยนแปลง
เพราะความรักคือความรู้สึกที่แปรผันตามบริบทสังคมทั้งจากสื่อ (media) และเทคโนโลยี (tecnology) ซึ่งเป็นเป้าหลอมที่ทำให้คนเราเรียนรู้ว่า ควรจะรู้สึกอย่างไร รักอย่างไร รักแบบไหนถึงไม่ toxic แบบไหนถึงเป็นรักที่ดี ความรักจึงเป็นความรู้สึกร่วมของคนในแต่ละยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะของสังคม
Turn on ร้อนรัก ผลงาน อาณดา วิรมณรมิตา
บทนำเสนอโดย สายชล สัตยานุรักษ์
พร้อมพาไปเฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงของความรัก และวิถีทางกามารมณ์ ของกลุ่มชนชั้นกลางไทย ตั้งแต่ทศวรรษ 2400 จวบจนถึงปัจจุบัน ภายใต้อิทธิพลของสื่อและเทคโนโลยีที่พัฒนาไม่หยุดยั้ง
ประวัติศาสตร์ความรู้สึกร่วม
‘สิ่งที่เราเรียกว่าความรัก’ ใต้เงื่อนไขแห่งยุคสมัย
ความในใจจากคำนำผู้เขียน เอื้อนเอ่ยผ่านตัวอักษรว่า ไม่ว่าคุณจะกำลังมีรัก หรือเพิ่งเสียรักไป กำลังค้นหาความหมายของความสัมพันธ์ หรือแค่กำลังอยากอยู่คนเดียว ขอให้หน้ากระดาษเหล่านี้เป็นเพื่อนร่วมทางที่เงียบๆ แต่เข้าใจ และบางทีคุณอาจไม่ได้อ่านแค่ประวัติศาสตร์ของสังคม แต่บางส่วนบางตอนของหนังสือเล่มนี้อาจพาคุณย้อนไปดูประวัติศาสตร์ความเปลี่ยนแปลงของ “ความรู้สึก” ของตัวเองไปพร้อมๆ กัน
ว่ากันว่า โลกที่เราอาศัยอยู่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ความรักอาจเป็นเพียงร่องรอยหนึ่งที่ปรากฏขึ้นในชีวิตมนุษย์ เมื่อมันเกิดขึ้น มันไม่จำกัดแค่ความสุขหรือความทุกข์ แต่มักประกอบด้วยมิติอื่นๆ ที่ซับซ้อนเกินจะสรุปเป็นคำตอบเดียว ราวกับม่านสีดำที่ขึงเป็นฉากหลังบนเวทีแห่งละครชีวิต ประกายระยิบระยับจากช่วงเวลาแห่งความรักคือแสงสว่างที่พริบพราวในความมืด สะท้อนถึงความหมายและความลุ่มลึกของประสบการณ์ทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
หนังสือเล่มนี้พยายามนำเสนอประวัติศาสตร์ของความรู้สึกที่เรามีร่วมกัน ผ่านการใช้ประสบการณ์ทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของผู้คนหลากหลาย แม้สิ่งเหล่านี้จะดูเป็นหลักฐานปลีกย่อยและไม่ได้ถูกมองว่าเป็นข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์โดยตรง แต่กลับเป็นส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงให้เห็นถึงอารมณ์และความรู้สึกร่วมกันในสังคม เพราะประสบการณ์ทางอารมณ์เหล่านี้ไม่ได้ตั้งอยู่ลอยๆ อย่างอิสระ แต่ถูกกำหนดและหล่อหลอมโดยบริบททางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อิทธิพลจากปัจจัยเหล่านี้ทำให้ความหมายของความรัก ความสัมพันธ์ และความใคร่ มีลักษณะเฉพาะตามช่วงเวลาและสถานการณ์
การศึกษาความรักในมิตินี้จึงไม่ใช่เพียงการตีความอารมณ์ แต่เป็นการทำความเข้าใจว่า “สิ่งที่เราเรียกว่าความรัก” ได้ถูกสร้างขึ้นและแปรเปลี่ยนไปอย่างไรภายใต้เงื่อนไขของยุคสมัย และเป็นการทำความเข้าใจ “ความเปลี่ยนแปลง” ของสังคมผ่านเลนส์ของความรัก กามารมณ์ ความสัมพันธ์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะในห้วงเวลาสองทศวรรษที่ผ่านมา
ท่ามกลางกระแสของเทคโนโลยีที่ไม่เคยหยุดนิ่ง การตีความเรื่องความรักและชีวิตทางอารมณ์ จึงไม่ใช่เพียงการมองผ่านกรอบศีลธรรมแบบเดิมอีกต่อไป หากแต่ต้องทำความเข้าใจในมิติใหม่ที่ซ้อนทับอยู่ภายใต้การเปลี่ยนแปลง
หนังสือเล่มนี้ใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ร่วมสมัย และประวัติศาสตร์ของอารมณ์ความรู้สึก เพื่อทำความเข้าใจว่าความรู้สึกอย่างความรัก ความใคร่ หรือความเหงา ไม่ได้เป็นสิ่งที่สากลหรือตายตัว หากแต่มีพลวัตมีประวัติศาสตร์ และถูกกำหนดอย่างใกล้ชิดโดยบริบททางสังคม วัฒนธรรม และเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำมาพิจารณากับกลุ่มชนชั้นกลางไทย
หนังสือเล่มนี้จึงเป็นความพยายามที่จะถอดรหัสความรู้สึกของชนชั้นกลางไทย เพื่อให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์กับโครงสร้างทางสังคม การทำความเข้าใจวิถีทางกามารมณ์ของชนชั้นกลางคือหนึ่งในกระจกบานสำคัญที่สะท้อนพลวัตของอารมณ์ ความเชื่อ และค่านิยมร่วมสมัยในสังคมไทยยุคเปลี่ยนผ่าน เนื่องจากชนชั้นกลางไม่ใช่เพียงผู้บริโภควัฒนธรรมใหม่ แต่คือจุดตัดของแรงกดดันทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และโลกทัศน์แบบดั้งเดิม
พวกเขาเติบโตมาพร้อมระบบคุณค่าที่เน้นศีลธรรม ความเหมาะสม และแบบแผนครอบครัว แต่ก็อยู่ในยุคที่ความรู้สึกถูกสื่อสารผ่านเทคโนโลยีแบบไร้พรมแดน วิถีทางกามารมณ์ของพวกเขาจึงไม่ได้จำกัดแค่พฤติกรรมทางเพศ หากยังรวมถึงความเชื่อ ความหวัง ความกลัว และจินตนาการเกี่ยวกับ “ชีวิตที่ดี” ที่กำลังต่อรองกับคุณค่าเดิมอยู่ทุกวันนั้น และควรค่าแก่การรับฟังอย่างลึกซึ้ง
หนังสือเล่มนี้จะพาผู้อ่านเดินทางสำรวจความเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ในโลกสมัยใหม่ ผ่านมุมมองของความรัก ความใคร่ และอารมณ์ที่ซับซ้อน ท่ามกลางเทคโนโลยีและสื่อออนไลน์ที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน พร้อมชวนตั้งคำถามถึงความหมายของความสัมพันธ์ในยุคที่คุณค่าเดิมเริ่มเปลี่ยนไป
ไม่ว่าเราจะอยู่ในวัยใดหรือยึดถือระบบคุณค่าแบบใด หนังสือเล่มนี้อยากเป็นอีกเสียงหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยีไม่เพียงเปลี่ยนวิธีการรักหรือมีความสัมพันธ์เท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับความรักของเราด้วย
เทคโนโลยีเติบโต รักเติบใหญ่
หวังเจอ ‘คนที่ใช่’ (แบบไวๆ) ใน ‘แอพพ์หาคู่’ ?
เมื่อเทคโนโลยีเติบโต คนเราก็มีพื้นที่ให้ทำความรู้จักกับผู้คนใหม่ๆ มากขึ้น ทั้งแพลตฟอร์มหาคู่ หรือสื่อโซเชียลมีเดีย ดังนั้นคนจึงสามารถ “บริหารจัดการ” กับความรักและความสัมพันธ์ได้ง่ายขึ้น สามารถเลือกได้ว่าจะเริ่มสร้างความสัมพันธ์กับใคร ผ่านการดูสเตตัส โปรไฟล์ หรือหน้าโซเชียลมีเดีย หากเจอคนที่ใช่ ก็สามารถลองคุยกันก่อนได้ แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะสานต่อความสัมพันธ์กับคนคนนั้นอย่างไร เป็นความสัมพันธ์ระยะสั้น ชั่วครั้งชั่วคราว หรือความสัมพันธ์ระยะยาว
ความสัมพันธ์ทุกรูปแบบให้น้ำหนักกับ “ความเข้ากันได้” ทั้งลักษณะนิสัย รสนิยม ความชอบ วิถีชีวิต (และวิถีทางกามารมณ์) แต่หากเราเลือกที่จะสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว นอกจากความเข้ากันได้แล้ว ความคาดหวังในเรื่องอื่นๆ ก็จะเพิ่มเข้าไปด้วย โดยเฉพาะ “การตั้งเป้าหมายในชีวิต” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงิน งาน หรือความมั่นคง และ “ความรักที่ดี”
“ความรักที่ดี” นี้ไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงแค่อารมณ์และความรู้สึกร่วมเท่านั้น แต่อาศัยความมีวินัยทางการจัดการอารมณ์ (emotional discipline) ด้วย คือเป็นคนมีเหตุผล ไม่งอแง ไม่งี่เง่า ถ้าจะหึงก็หึงแบบพอดีพองาม ไม่ใช้อารมณ์ในการแก้ปัญหา และให้ความสำคัญกับความรู้สึกของอีกฝ่าย ด้วยเหตุนี้ ความรักที่แต่เดิมเป็นการแสดงออกจากความรู้สึก จึงกลายเป็นความรักที่แสดงออกจากการประมวลผลความรู้สึกแทน
ไม่ว่าจะเจออะไร มีอุปสรรคมากมายแค่ไหน ขอมีเพียงรักที่มั่นคง ไม่ปล่อยมือกัน ช่วยกันฝ่าฟันทุกปัญหา เราก็จะมีชีวิตรักด้วยกันได้” ถ้าเป็นสมัยก่อน หรือในละครหลังข่าวก็เป็นไปได้ แต่ในโลกความเป็นจริงแค่รักอย่างเดียว มันไม่พอที่จะมีความสัมพันธ์ระยะยาวอีกต่อไปแล้ว
ขณะที่วลีฮิต “เดี๋ยวถึงเวลาก็เข้ามาเอง” จากคนที่บ้าน จากเพื่อน (ที่ทิ้งสมาคมคนโสดไปมีแฟน) หรือจากชาวเน็ต อาจไม่ได้ง่ายดายอย่างนั้น หลายคนจึงเลือกหันหลังให้พรหมลิขิต แล้วมาใช้วิธี “ตนลิขิต” ผ่านการโหลดแอพพลิเคชั่นหาคู่แทน
แอพพลิเคชั่นหาคู่เหล่านี้นับว่าเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์กับสภาวะสังคมปัจจุบันมาก เพราะในสังคมทุนนิยมแสนเร่งรีบ และอุดมไปด้วยความเสี่ยงรอบด้าน “ตนลิขิต” นอกจากจะช่วยร่นระยะเวลาในการรอให้สั้นลงแล้ว เรายังสามารถปรับแต่งคุณสมบัติของคนที่จะเข้ามาให้ตรงใจได้อีกด้วย เรียกได้ว่ายุคนี้ไม่ต้องพึ่งแม่สื่ออีกต่อไป เพราะมีเทคโนโลยีช่วยเปิดทางให้ได้เจอกันอย่างสะดวกทันใจมากขึ้น
‘สิ่งศักดิ์สิทธิ์’ ความช่วยเหลือทางใจ
ไม่ได้พึ่งแต่ ‘อัลกอริทึม’
แม้จะเจอกันง่ายขึ้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีแฟนง่ายตามไปด้วย เพราะเทคโนโลยีก็ยังไม่ฉลาดมากพอที่จะเฟ้นหาคนที่ใช่มาในคลิกเดียว หลังจากเจอคนที่มีคุณสมบัติตรงตามที่ปรับแต่งไว้ ก็ต้องมาผ่านการคัดกรองทางความรู้สึก หรือความเข้ากันได้ทั้งในเรื่องรสนิยมเชิงลึก ลักษณะนิสัย ความมั่นคงทางการงานการเงิน สังคมรอบตัว และก็อีกสารพันสิ่งด้วย ว่าง่ายๆ ก็คือผ่านด่านอัลกอริทึมของแอพพ์ มาเจอกันแล้ว ถ้าคุยกันแล้วถูกใจ ก็ต้องไปพิสูจน์ตนในฐานะคนคุยต่ออีก
และอย่าลืมว่าบางคนก็มีคนคุยมากกว่าหนึ่งคน เพราะใครๆ ก็อยากมีตัวจริงเป็นคนที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองกันทั้งนั้น ในแบบเดียวกันกับการกระจายความเสี่ยงของการลงทุนทางความรู้สึก คนคุยเลยกลายเป็นสถานะที่ไม่แน่นอน และเต็มไปด้วยความเสี่ยง เพราะหากอีกฝ่ายรู้สึกไม่อยากสานต่อ จะหายไปเฉยๆ โดยไม่มีคำบอกลาตอนไหนก็ได้
เพราะความเสี่ยงที่เราควบคุมเองไม่ได้เหล่านี้ หลายคนเลยเลือกที่จะไปขอความช่วยเหลือทางใจกับเทพเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลากหลายองค์ ตามความศรัทธาของเจ้าตัว บ้างก็ขอให้ลงเอยกับใครสักคน บ้างก็ขอให้คนไม่ใช่เดินออกไปจากชีวิต บ้างก็ขอคนที่ใช่ พร้อมกับอธิษฐานบอกคุณสมบัติของคนรักที่อยากได้ให้อย่างละเอียด ในลักษณะเดียวกันกับการปรับแต่งคุณสมบัติในแอพพ์แทน
ดังนั้นจึงสามารถมองได้ว่า แอพพลิเคชั่นหาคู่เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงช่องทางในการพบเจอผู้คนใหม่ๆ ที่อาจกลายเป็นคนที่ใช่ในอนาคตเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่บริหารความเสี่ยงของการลงทุนทางความรู้สึก ผ่านสถานะคนคุย และการวางกลยุทธ์เรื่องรักๆ ตามอัลกอริทึมของแอพพ์ที่มีตัวเลือกใหม่ๆ ให้ตามความรักที่ปรับแต่งได้ ควบคู่ไปกับการขอพรให้สมหวังจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วย
เปิด 5 บท ค้น ‘รัก-กามารมณ์’
จากยุคจารีตสู่โลกดิจิทัล
ว่าแล้วมาร่วมท่องเวลาไปสำรวจ “ความรักและกามารมณ์” จากยุคจารีต ยุคแอนะล็อก สู่ยุคดิจิทัล ผ่านเนื้อหา 5 บท ได้แก่
บทที่ 1 ห้วงเวลาแรกแห่งรัก: การเดินทางของความรักและกามารมณ์ในสายลมแห่ง “ความรู้สึก”
บทที่ 2 จากจารีตสู่เสรีก้าวแรกในยุคเทคโนโลยี: การเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของความรักในสังคมไทยก่อนทศวรรษ 2530
บทที่ 3 เทคโนโลยี ความรัก และวิถีทางกามารมณ์ จากความฝันแอนะล็อกสู่ชีวิตดิจิทัลของชนชั้นกลาง
บทที่ 4 ชีวิตทางอารมณ์ความรักและความเปราะบางของชนชั้นกลางในโลกดิจิทัล
บทที่ 5 บท (ไม่อาจ) สรุปของ “ความรัก”
เป็นอีกเล่มที่คนมีรัก อยากรัก กระทั่ง (ยัง) ไร้รัก ต้องอ่าน พร้อมทบทวนประวัติศาสตร์แห่งรัก ที่ไม่ได้มีเพียงพรหม (ที่) ลิขิต หากแต่อยู่ภายใต้เงื่อนไขหลากหลายในบริบทสังคม จารีต เทคโนโลยี ที่เปลี่ยนโลกทัศน์แห่งรักไปตลอดกาล
ติดตามทุกช่องทางของสำนักพิมพ์มติชนที่
Line : @matichonbook
Youtube : @MatichonBooks
Tiktok : @matichonbook
Twitter : @matichonbooks
Instagram : matichonbook
โทร 0-2589-0020 ต่อ 3350-3360

