เมื่อชุมชน คือคลาสประวัติศาสตร์
‘Museum Links’ ให้ทุกที่คือห้องเรียน
การศึกษาไทยฉบับปรับใหม่ ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป
ท่ามกลางสถานการณ์ที่โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มนุษย์ทุกคนต้องรู้จักปรับตัวเพื่อความอยู่รอด
หากแต่ ‘การศึกษา’ ของไทย ได้ปรับตัวให้ตอบโจทย์ผู้เรียนมากน้อยแค่ไหน?
ในอดีตพบว่าหากใครใคร่ที่จะศึกษาเล่าเรียน ก็ต้องไปฝากตัวเป็นศิษย์กับอาจารย์ที่วัด ความรู้จบอยู่แค่ในคัมภีร์
แต่ปัจจุบันเมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าทันสมัย ทำให้การเรียนรู้เปิดกว้าง ไม่เพียงจำกัดแค่ห้องเรียนโดยมีครูเป็นผู้บรรยาย หรือถ่ายทอดในหนังสือเรียนเท่านั้น
เป็นยุคที่ ‘ความรู้อยู่รอบตัว’ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็สามารถเสิร์ชหาคำตอบในเรื่องที่สนใจได้ตลอดเวลา ผ่านเครื่องมือสื่อสาร ที่ยังถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง
หากแต่เราจะใช้โอกาสนี้เพิ่มขีดความสามารถ อุดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้อย่างไร?
“การเรียนรู้เริ่มตั้งแต่เกิดกระทั่งตาย เรียกว่า การเรียนรู้ตลอดชีวิต (life long learning) เป็นสิ่งที่มีค่าของมนุษย์ เป็นดีเอ็นเอ เพราะมนุษย์มีความใคร่รู้อยู่เป็นพื้นฐาน แต่จะทำอย่างไรให้ความรู้เหล่านั้นได้รับการตอบสนองที่เหมาะสม เพื่อจะสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นหรือเปลี่ยนแปลงตนเองได้”
คือคำจำกัดความของ ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้
เพื่อเชื่อมช่องว่างในการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ จึงได้สานต่อโครงการนำร่อง ‘Museum Links’ จัดกิจกรรม ‘เปิดบ้านมิวเซียมลิงก์ 2025’ (Museum Links Open House 2025) เมื่อ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา เปิดเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมอง เพื่อให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา โดยโรงเรียนนำร่อง 6 แห่ง ร่วมกันพัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน
ห้องอเนกประสงค์ของมิวเซียมสยาม กลายเป็นพื้นที่เปิดให้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม
เพื่อต่อยอดและพัฒนาระบบการเรียนรู้นอกห้องเรียนในอนาคต เพื่อประโยชน์ของผู้เรียนเป็นสูงสุด
ออกแบบโรงเรียน ลิงก์กับชุมชน
ให้ตอบโจทย์ผู้เรียน
โรงเรียน 29,000 แห่ง ครู 400,000 คน
ต่อเด็ก 6,000,000 คน ภารกิจยิ่งใหญ่ ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
ดร.เฉลิมชัย พันธ์เลิศ ผู้อำนวยการสถาบันสังคมศึกษา สพฐ. ผู้มีบทบาทในการดูแลสาระวิชาทั้งประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ภูมิศาสตร์ เศรษฐศาสตร์
สำหรับแหล่งเรียนรู้ของ สพฐ. พื้นที่ปลอดภัยสำหรับครูคือ ห้องเรียน แต่แท้จริงแล้วนอกห้องเรียนก็เป็นแหล่งเรียนรู้ได้ มีโรงเรียนหลายแห่งที่ใช้พื้นที่เป็นพิพิธภัณฑ์ หรือแม้กระทั่งในชุมชน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะบางอย่างก็เป็นแหล่งเรียนรู้ที่จัดระบบแล้วอย่างห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการออกแบบ
“ประเด็นที่สนับสนุนแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน ได้แก่ เพื่อให้คนมาร่วมแชร์ทรัพยากร แชร์ความรู้ร่วมกัน ซึ่งจะส่งผลให้การเรียนรู้มีชีวิต ได้เห็นชีวิตคน ความทุกข์-สุข เป็นสิ่งสำคัญที่พยายามจะสนับสนุนส่งเสริม”
เมื่อเห็น Museum Links ทำงาน ดร.เฉลิมชัยถึงกับเอ่ยปากว่า ดีใจมาก
เหมือนมีดวงดาวดวงนึงด้วยกัน อาจจะเดินคนละทาง แต่ก็ปรารถนาจะเห็นการเปลี่ยนแปลง ด้วยการใช้แหล่งเรียนรู้ ใช้พิพิธภัณฑ์เพื่อจัดการเรียนรู้ได้ไม่ต่างกัน
“เราพยายามจะสร้างลิงก์ โดยนำโรงเรียนเป็นที่ตั้ง แล้วมองว่าจะสามารถเชื่อมโยงเป็นลิงก์แก่แห่งอื่นๆ ได้อย่างไร เพื่อที่จะตอบสนองการเรียนรู้ที่มีอยู่ในระบบ” ดร.เฉลิมชัยทิ้งท้าย
โฮมสคูล ก็เพียงพอ
ให้ลูกเลือกเองได้-พ่อแม่ได้ใช้เวลา
ในบทบาทคุณพ่อที่สนับสนุนลูกในการเรียน โฮมสคูล
ต้องหันไปถาม ดร.เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต ที่เห็นว่าแหล่งเรียนรู้โฮมสคูล จริงๆ ก็เพียงพอ
พร้อมเล่าว่า ช่วงประถมเคยส่งลูกเรียนโรงเรียนปกติ แต่เพราะเราเห็นว่ามีแหล่งเรียนรู้มากพอและที่สำคัญเรารู้วิถีทำงานกับลูก เป็นจุดที่ลูกอยากเรียนโฮมสคูล ไม่ใช่ว่าตัดสินใจโฮมสคูลก่อน แล้วจึงพึ่งแหล่งเรียนรู้
“คนเป็นพ่อเป็นแม่ เมื่อเห็นการเรียนรู้ของลูก สิ่งที่เราอยากมีมากที่สุดคือ ‘ปฏิสัมพันธ์’
หมายความว่า รู้ลูกอยากรู้อะไร รู้ว่าจุดไหนที่ต้องการศึกษาอย่างลึกซึ้ง
พิพิธภัณฑ์หรือแหล่งเรียนรู้เป็นการเรียนรู้ในลักษณะที่เรียกว่าไม่มีโครงสร้าง ซึ่งหมายถึง ไม่มีรูปแบบที่ตายตัวทำให้เขาสามารถเลือกเองได้ เป็นการเปิดโอกาสให้พ่อแม่หรือคุณครู ได้สังเกตผู้เรียน หรือลูกเรา อย่างเช่น ทำเกมที่ห้องเรียน ความรู้อาจได้เยอะ แต่การสังเกตหรือมีปฏิสัมพันธ์อาจจะน้อย”
ดร.เดชรัตชี้ชวนให้เห็นว่า แหล่งเรียนรู้ช่วยให้เรามองเห็นสิ่งเหล่านี้ พอเด็กเริ่มโตขึ้นแหล่งเรียนรู้หรือพิพิธภัณฑ์ก็จะรับบทบาทเพิ่มเติม 3 หน้าที่ คือ
1.เขานำไปเล่าอย่างไร เป็นตัวบ่งบอกถึงความประทับใจ ความรู้ที่ได้ สิ่งที่อยากจะบอก
2.เจอเพื่อนใหม่ๆ
3.เขาจะสร้างอะไรหลังจากได้เจอแหล่งเรียนรู้หรือพิพิธภัณฑ์
“ทั้ง 3 สิ่งนี้ถ้าใช้เทคโนโลยีหรือหนังสือเราอาจไม่มีโอกาสได้เห็น” ดร.เดชรัตปิดจบได้เฉียบคม
เพราะทุกที่คือ ‘ห้องเรียน’
‘ให้เด็กได้เล่น’ หัวใจการเรียนรู้ เสริมภูมิทางใจ
จากที่หลายคนคิดว่าในกรุงเทพฯ แหล่งเรียนรู้อาจจะเป็นพิพิธภัณฑ์ หรือสถานที่ที่มีบรรณารักษ์
แต่ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมาเราค้นพบว่าหลายสถานที่เป็นแหล่งเรียนรู้ได้
ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชวนมองพื้นที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็น ‘สวน’ ที่ปัจจุบัน กทม.พยายามจะสร้างกิจกรรมต่างๆ พร้อมยกตัวอย่างสวนลุมพินี ซึ่งตอนนี้ที่มีกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ (เรื่องต้นไม้ เรื่องไลเคน)
หรือแม้แต่ ‘โรงงานกำจัดขยะ’ ในหลายเมืองมีการใช้พื้นที่ตรงนี้เป็นแหล่งเรียนรู้
กทม.พยายามจะทำให้การเรียนรู้นอกห้องเรียนมีความหลากหลาย และมีการปรับหลักสูตรเรื่องเวลาเพื่อให้มีเวลาในการเรียนรู้นอกห้องเรียนมากยิ่งขึ้น
“มีหนังสือแปลที่น่าสนใจสำหรับนักศึกษา ชื่อ The Anxious Generation (Jonathan Haidt) พูดถึงเรื่องความต้านทานของสุขภาพจิตในเด็กยุคใหม่ ว่าน้อยมาก มีเปอร์เซ็นต์การเป็นโรคซึมเศร้ามาก ประโยคที่ครอบคลุมหนังสือเล่มนี้คือ
เราคอนโทรลสิ่งที่อยู่ในโลกจริงมากเกินไป แต่คอนโทรลสิ่งที่อยู่ในโลกเสมือนจริงน้อยเกินไป ความหมายคือเด็กจะโดนควบคุมในโลกจริง (ชีวิตประจำวัน) มาก
เช่น อย่าเล่นนะเดี๋ยวเลอะ ทำให้เด็กเริ่มกลัวในการใช้ชีวิต ขณะเดียวกันโลกเสมือนจริง (โลกออนไลน์) เปิดโอกาสเด็กอย่างเสรี โดยที่ครูและผู้ปกครองตามไม่ทัน”
เป็นโจทย์ว่าสื่อในปัจจุบันเราจะทำอย่างไร สิ่งที่ กทม.พยายามปรับเราจะทำอย่างไรให้ ‘เด็กปฐมวัยกลับมาเล่น’
หรือมีพื้นที่เล่นให้มากที่สุด แล้วก็ปรับหลักสูตรด้วยการเชิญสมาคมอนุบาล มาช่วยดูเกี่ยวกับกิจกรรมที่ส่งเสริมการเล่น
อดีตเรามีการเร่งให้เด็กอ่าน-เขียนเป็น ข้อดีคือเด็กเขียนได้เร็ว แต่ข้อเสียคือ ‘ขาดการเล่น’ การทำงานเป็นทีม การเติบโตสมวัยที่ต่ำลง” ศานนท์แชร์ในมุมที่เป็นห่วง
กทม.จึงเริ่มรักษาสมดุลจุดนี้ โดยการเริ่มทดลอง 200 โรงเรียน เขียนแผนจัดประสบการณ์ใหม่สำหรับเด็กอนุบาล และมี 7 โรงเรียน ที่เปิด Open Class ให้โรงเรียนอื่นมาดูว่าจัดการเรียนการสอนอย่างไร
สื่อที่สำคัญ คือนำเด็กกลับมาสู่โลกจริงมากขึ้น นำงบประมาณไปสร้างสนามเด็กเล่น การปรับพื้นที่กายภาพโรงเรียน เรามีโครงการชื่อว่า อนุบาลต้นแบบ 7 โรงเรียน ที่ปรับสภาพแวดล้อมต่างๆ ให้เหมาะสมกับเด็กมากขึ้น
“เรื่องที่ท้าทายคือจะทำอย่างไรให้เด็กมีภูมิต้านต่อโลกเสมือนจริง เราปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันนี้ เด็กเชื่อครูน้อยลง เราจะทำอย่างไรให้ครูยังเป็นที่พึ่งและมีบทบาทในโลกแห่งการเรียนรู้
เรามีแนวทางในการปรับสื่อการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีมากขึ้น และให้เด็กเรียนรู้ด้วยตัวเอง (Personal life learning) โดยใช้คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีต่างๆ ที่มีในโลก แล้วให้ครูมาสอน โดยใช้โจทย์การเรียนรู้ทางสังคม ฉะนั้นสิ่งที่สำคัญในโรงเรียนอาจจะไม่ใช่ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่คือการอยู่ร่วมกันในสังคม การเรียนรู้ที่จะเข้าใจผู้อื่น
การเรียนรู้ความผิดพลาด คือหัวใจการเรียนรู้ของโรงเรียนในอนาคต”
นอกจากนี้ ทางโครงการมีการออกแบบกิจกรรมแกนกลาง Xplorer Squads เป็นกิจกรรมในรูปแบบ
Structured Learning Module ออกแบบตามสาระประวัติศาสตร์และสังคมศึกษา เช่น ‘สยามใหม่ (Modernising Siam)’ เพื่อให้นักเรียนฝึกคิดเชิงประวัติศาสตร์ อ่านแผนที่ วิเคราะห์หลักฐานและสังเคราะห์เพื่อนำเสนอ เรียนรู้ประวัติศาสตร์จาก ‘พื้นที่จริง’ (Place-based Education) ฝึกทักษะการคิดทางประวัติศาสตร์ การมีส่วนร่วม แลกเปลี่ยนประสบการณ์
และ Contextuallised Learning Module ออกแบบตามบริบทพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นชุมชน เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น และสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายต่อผู้เรียน โดยใช้พื้นที่จริงและบุคคลในท้องถิ่นเป็นสื่อการเรียนรู้ (Community & Place Stories) เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ สำรวจ สังเกต และฟังเรื่องเล่า
เปรียบเทียบอดีตกับปัจจุบัน และออกแบบภาพอนาคตของชุมชน
เปลี่ยนมุมมองครู ปรับฐานการเรียนรู้ใหม่
‘การศึกษาไทย’ ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป
หันมาฝั่งทางด้านตัวแทนครู จากหนึ่งในโรงเรียนนำร่อง
ว่าที่ร้อยตรี อรุพงษ์ รอดพิมาย ตัวแทนโรงเรียนวัดเปาโรหิตย์ เล่าว่า รูปแบบการเรียนรู้ของเด็กประถมศึกษา อยู่ในสถานศึกษา เมื่อนำเด็กไปนอกโรงเรียนก็พบข้อกังวลจากหลายๆ ฝ่าย เมื่อเห็นเช่นนั้นจึงจัดการประชุมระหว่างมิวเซียมสยามและทางโรงเรียน ถึง 2 รอบ ว่าจะปรับการเรียนรู้ออกมาในรูปแบบไหน?
ได้ข้อสรุปว่าจะสร้างเป็น ‘ฐานการเรียนรู้’
“มี 4 ฐาน แต่ละฐานทำให้เด็กสนใจ กระตือรือร้น แววตาของเขาคือไม่น่าเบื่อ ทุกฐานตรงกับหลักสูตรโรงเรียนและตรงกับหน่วยการเรียนรู้ แต่กระบวนการสอนทำให้เด็กกระตือรือร้น มุ่งจะเอาชนะกิจกรรม เกมต่างๆ
“ส่วนเราก็มีการปรับตัว เพื่อให้สู้มิวเซียมสยามได้ เช่น อยากให้เด็กพูดชื่อกรุงเทพฯ แบบเต็ม ตอนแรกเด็กไม่สามารถจำได้ แต่เมื่อเห็นมิวเซียมสยาม เราก็เกิดไอเดียว่า ท่องไม่ได้ เขียนไม่ได้ ก็ร้องเพลง จนตอนนี้กระทั่งเข้าห้องน้ำเด็กก็ร้องเพลง”
ว่าที่ร้อยตรี อรุพงษ์ มองมิวเซียมสยาม ช่วยจุดประกายทำให้เด็กๆ ตื่นเต้นเร้าใจ ในขณะที่ครูเองก็มีไอเดียมากขึ้น
ทางด้าน พิชชากร สิงหนิยม คุณครูจากโรงเรียนศึกษานารี มีมุมมองที่เปลี่ยนไปหลังเข้าร่วมโครงการ
“เมื่อก่อนเด็กโรงเรียนศึกษานารีจะเดินข้ามสะพาน 2 เวลา คือ ถ่ายรูป และซื้อดอกไม้ที่ปากคลองตลาดเพื่อทำพาน พอได้ร่วมกิจกรรมก็จะมองในมุมสะพานพุทธฯ เปลี่ยนไปมากกว่าเส้นทางการคมนาคม ระหว่างเส้นทางฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรี
เด็กก็จะมองว่าเมื่อเกิดสะพานขึ้นมา ทำให้เกิดการเคลื่อนตัวของประชากร เกิดการตั้งถิ่นฐานที่ขยายจากชุมชนฝั่งธนบุรี เป็นเมืองที่ใหญ่ขึ้น เรื่องของเศรษฐกิจที่ขยายตัว”
การออกแบบการเรียนรู้ในฐานะครูสังคม เลยคิดหาวิธีบูรณาการเรื่องประวัติศาสตร์ ให้เข้ากับสาระต่างๆ ของสังคม เช่น กฎหมาย (เพราะอะไรกฎหมายจึงเปลี่ยนไป) เศรษฐกิจ (ความหนาแน่นของประชากรที่เปลี่ยนไป ส่งผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจบ้าง) โดยที่ตั้งโจทย์ให้ใกล้กับเด็กมากที่สุด แต่เชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ เพื่อให้เด็กคิดอย่างเป็นระบบ ประเมินคุณค่า และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ
“อีกสิ่งที่ประทับใจ คือเด็กบอกว่าครู หนูอยากเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยการเขียนไดอารี่ในทุกๆ วัน ว่าในแต่ละวันเรามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง อย่างน้อยๆ เมื่อเด็กเติบโตไปเขาจะได้เรียนรู้จากอดีต เพื่อต่อยอดในอนาคต” พิชชากรกล่าว
ในยุคที่ความรู้ไม่ได้ตีกรอบอยู่แค่ในชั้นเรียนอีกต่อไป แต่ศึกษา ค้นคว้า เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน จึงจะนำไปสู่การเรียนรู้จาก ‘ประสบการณ์จริงของผู้เรียน’ อันควรจะเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ปลายทางของการพัฒนาการศึกษาไทย

