หน้าแรก ประชาชื่น ประวัติศาสตร์...

ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำ พลิก ‘หมอลำ’ ด้วยการศึกษา สุชาติ อินทร์พรหม เปลี่ยน ‘หลังฮ้านอะคาเดมี’ รัฐได้ภาพ คลับได้ตังค์ ศิลปินดังอินเตอร์

7.09.25 | 12:14 น.

ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำ
พลิก ‘หมอลำ’ ด้วยการศึกษา
สุชาติ อินทร์พรหม เปลี่ยน ‘หลังฮ้านอะคาเดมี’
รัฐได้ภาพ คลับได้ตังค์ ศิลปินดังอินเตอร์

“อย่างฝรั่งเขาบอกว่าแจ๊ซ-คือเพลงของเขา บลูส์-เป็นเพลงคนดำ

มองกลับมาไทยมันยังไม่มีอะไรที่เห็นเด่นชัดจริงๆ”

สุ้มเสียงของ ‘เฮียหน่อย’ สุชาติ อินทร์พรหม หนึ่งในผู้ก่อตั้งหมอลำคณะ ‘อีสานนครศิลป์’ ที่มองเห็นเพชรเม็ดงามในความเป็นอีสาน

เป็นคนภาคกลาง เป็นพ่อผู้ให้กำเนิดคณะหมอลำน้องใหม่เชื้อสาย LGBTQ+ ได้เพียง 3 ฤดูกาล (3 ปี)

Advertisement

ทว่า ไต่ระดับจนสร้างด้อม FC ไปทั่วทั้งภูมิภาคเพียงพริบตา แม้แต่เพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว ยังแห่เช่ารถตู้นั่งข้ามฝั่งโขงเพื่อมาดู

หากแต่เบื้องหลังอิเหละเขละขละ เป็นโรงเรียนชีวิตที่ค่อนข้างทุลักทุเล เมื่อเป้าหมายของ ‘เฮียหน่อย’ อยู่เหนือไปกว่าโชว์อลังการ คนในวงปากท้องอิ่ม แต่ต้องรันต่อไปได้ด้วยทายาทศิลปินรุ่นใหม่ เติบโตได้ในเวทีสากล

‘หมอลำไม่ใช่ธุรกิจ’ ถ้อยคำที่ตอกย้ำความพยายาม ใช้กระแสโซเชียลกระทำความแมส จนหมอลำเป็นที่รู้จัก

โดยมีความพราวด์ทูพรีเซนส์ ‘มรดกทางภูมิปัญญา’ เป็นแรงขับ

ไม่นานมานี้ ‘Mor Lam Academy หลังฮ้าน อะคาเดมี’ โดย ขวัญแก้ว เกตุผล ถูกฉายในเทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติ “What the Doc!” เป็นโปรแกรมพิเศษที่ทาง Doc Talk ร่วมกับหอศิลป์กรุงเทพฯ (BACC) โดยได้รับการส่งเสริมจาก กองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม

พาไปท่องหลังสเตจ ‘อีสานนครศิลป์’ เบื้องหลังหน้าฮ้านที่โออ่า เปลื้องให้เห็นความเป็นจริงที่น่าเป็นห่วงของวงอีสานลูกผสม เมื่อหลายชีวิตหลุดจากระบบการศึกษา

แม้ภูมิใจที่ได้สืบสานศิลปะพื้นบ้าน แต่การขาดใบการันตีในวิชาชีพไม่ต่างกับมีอัตลักษณ์ที่ล้ำค่า แต่ไม่ได้จดแจ้งว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ของใคร

นอกจากแบก ‘ยี่ห้อของอีสาน’ ผ่านการเดินทางจากบ้านนั้นสู่บ้านนี้ เพื่อส่งต่อมรดกศิลป์สู่สายตาคนรุ่นหลัง ยังต้องแบกรับความเสี่ยงอีกสารพัด บางชุดเป็นล้าน ค่าแรงวันละ 500 บาท การบริหารต้นทุนไปพร้อมๆ กับคีพความเป็นศิลปินมืออาชีพ ให้เดอะโชว์มัสโกออน

กินในปั๊ม นอนในรถ หวยต้องซื้อ คือชีวิตประจำวันของหมอลำ บางคนต้องทำงานเสริมไปควบคู่

จากยุคธนบัตรแลกคูปอง ผันมาสู่ ‘สแกนจ่าย’ เราเห็นการปรับตัวในหลากหลายมิติ ทั้ง Live ขายบัตร อัพเดตผ่านโซเชียล ชวนคนมางานบุญ เสิร์ฟความม่วนซื่นเป็นของหวานปิดจบ หรือแม้แต่การเดินทางไปสร้างความยอมรับตัวตนในฐานะหมอลำ LGBTQ+ เมื่อแฟนคลับไม่น้อยเลิกซัพพอร์ตหลังจับไมค์ประกาศตนว่า ‘ไม่ใช่ผู้ชาย’

ยังไม่นับอุปสรรคที่ต้องเจอรายทางในพาร์ตหลัง หนังชวนให้เราเอาใจช่วยท่ามกลางปัญหาของการอยู่ร่วมกับคนหมู่มาก

ในขณะที่ระหว่างทาง ยังเต็มไปด้วยความม่วนจอย

บรรทัดนับจากนี้ คือเสียงของผู้อยู่เบื้องหลังวงน้องใหม่ ที่ตั้งใจจะพาหมอลำไทยไปไกลแบบ โคเชลล่า โดยมีการศึกษา เป็นเที่ยวบินนำพาให้เทกออฟถึงจุดหมาย

⦁ ไม่ได้อยู่แวดวงหมอลำ เป็นคนทำธุรกิจ ‘อีสานนครศิลป์’ ชื่อนี้มาได้อย่างไร?

ถ้าเล่าคงจะยาวมาก (หัวเราะ) จริงๆ ผมเป็นคนกรุงเทพฯ ทำการ์เมนต์อยู่ ช่วงโควิดเมื่อ 5 ปีที่แล้วไม่มีอะไรทำ เลยมีโอกาสได้ไปรู้จักวง ‘เสียงอีสาน’ เป็นครั้งแรก ตอนนั้นแค่อยากไปสนุกไม่อยากอยู่บ้าน พอไปเจอเข้าจริงๆ ในหนึ่งวงมี 200 ชีวิต การศึกษาเรียกได้ว่าจบแค่ ป.4 ป.6 ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ แล้วบางคนก็ไม่เรียนหนังสือเลย อันนี้เป็นเป้าหมายแรกที่ผมรู้สึกกังวลมาก

เพราะเวลาทำงาน ผมเอางานเป็นตัวตั้งแล้วคุยไม่รู้เรื่อง เข้าขวา ออกซ้าย (หัวเราะ) คือเขาไม่ฟังเรา เพราะเขาต้องการแค่เรื่องปากท้อง หมายความว่าหนึ่งครอบครัวถ้าลูกเยอะ เขาจะต้องเลือกว่าเอา ‘ปากท้อง’ หรือ ‘การศึกษา’ ปรากฏว่าเขาเลือกปากท้อง แล้วผมทุกข์ใจมากเลยว่า “จะทำยังไงหนอ?” เรารู้สึกว่าการศึกษามันสำคัญ มันเป็นเรื่องการยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาด้วย

⦁ พอได้เข้าไปสัมผัส เกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น?

ผมได้อินสไปเรชั่นมาจากเพลง ‘หอบฝันมาหลังฮ้าน’ ของอุ๋งอิ๋ง เพชรบ้านแพง คือน้องจบแค่ ป.6 โชคดีมากที่ทาง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) มีโครงการการศึกษาเฉพาะหมอลำขึ้นมา ปีนี้เป็นปีแรก ตอนรู้ข่าวผมดีใจมาก ต่อไปนี้ ทุกที่เป็นห้องเรียน แล้วผมเป็นประธานภาคีหมอลำด้วย ก็จะกระจายทุกวงให้น้องๆ ได้เรียน เขาเรียนแค่ 1 ฤดูกาล (รอบออกทัวร์ของวงหมอลำ) ก็คือ 1 ปี ในระหว่างนั้น เข้ามาเรียนออนไลน์ตามช่วงเวลาที่เรียนได้ เสร็จแล้วก็มาเข้าค่าย ก่อนปิดฤดูกาล 5 วัน เพื่อทำหมอลำวิทยานิพนธ์
แต่เรียนจบแค่นั้นไม่พอ ยังมีทุนให้อีกคนละ 10,000 บาท ให้ไปทำอะไรก็ได้ที่ตัวเองอยากเติบโต ที่สำคัญคือเรียนฟรีอีก! ผมเลยตื่นเต้นดีใจมาก

พอเป็นหัวหน้าวงหมอลำ เขาจะเรียกเรา ‘พ่อ’ ทันที มันเป็นธรรมเนียมของคนอีสาน ทุกคนรู้สึกว่า ‘หมอลำมันเป็นธุรกิจครอบครัว’ จริงๆ มันเหนื่อยจริงๆ นะ ไปทัวร์ทุกวัน แต่ในมุมธุรกิจ Margin (กำไร) มันน้อยมาก ในฐานะที่ผมเป็นนักธุรกิจ ‘หมอลำไม่ใช่ธุรกิจ’ เพราะว่าค่าจ้าง 250,000-300,000 บาท แต่ต้นทุนปาไปกว่า 200,000 แล้ว ถ้าวิ่งมาจากขอนแก่น 150,000 เฉพาะค่าน้ำมัน เพราะ 20 คันรถบรรทุกไป-กลับ มันไม่เหลือ

แต่ว่าในจิตวิญญาณของคนที่เป็นเจ้าของวง ถือว่าเป็น ‘ครอบครัว’ ถ้าเกิดว่าหยุดแล้วอีก 200 ชีวิตจะอยู่ยังไง เราเลยรู้สึกว่า ถ้าอย่างนั้นต้องให้การศึกษาเป็นตัวตั้ง แล้วผมเองพื้นฐานอยู่กับเรื่องการศึกษา กับรัฐบาล เพื่อที่จะผลักดันสิ่งที่เรียกว่า ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ ให้ได้

การจะบอกว่าเอาอีสานสู่สากล เอาดนตรีไทยไปต่างประเทศ มันเป็นไอเดียที่น่าสนใจมาก แต่พื้นฐานเราไม่คุยกันเลย ดูอย่างน้อง ‘ใหม่ พัชรี’ ดังที่สุดในอีสาน แต่เข้าเกาหลีไม่ได้ ทั้งในเรื่องการศึกษา การขอวีซ่า หรือใดๆ เราเลยพยายามผลักดันให้ กศน.เป็นตัวตั้งก่อน แต่มันยากเกินไป เพราะต้องไปสอบแล้วเรียนด้วย โชคดีที่ กสศ.มีโครงการนี้ขึ้นมา ตอนที่ไปบอกนึกว่าจะดีใจกับผม แต่เปล่าเลยเขาเฉยกันมาก พอวันที่ได้เรียนจนจบ เขาร้องไห้ดีใจมาก “ตอนฟังพ่อพูดผมไม่ค่อยเข้าใจ แต่พอมาเรียนแล้วผมเข้าใจแล้ว”

เหมือนเราสร้าง ‘ประวัติศาสตร์ของการศึกษาในคณะหมอลำ’ จากที่ในระบบมันแทบไม่มีทาง ทำได้ยาก ถ้าไม่ Success จะไปต่อไม่ได้ แต่วันนี้ไม่ใช่แค่ตัวเองได้ ดังนั้นจะให้มันดีต่อไป “หนูต้องบอกต่อ” เพราะไม่มีใครบอกต่อได้ดีกว่า คนที่เรียนจริง ผมเชื่อเหลือเกินว่า พอมันเกิดขึ้นแล้วจะต่อยอดได้อีก

⦁ ระบบที่ว่านี้หน้าตาเป็นแบบไหน?

มันคืออย่างนี้ เหมือน ม.1-3 คือ 1 ปี พอจบปุ๊บต่อ 4-6 อีก 1 ปี เสร็จแล้วต่อมหาวิทยาลัยได้เลย เพราะเป็นระบบที่ได้รับการรองรับจากกระทรวงศึกษาธิการโดยตรง แต่ทีนี้ยังมีช่องโหว่ บางคนไม่เรียนหนังสือเลย แต่ตอนนี้อายุ 40-50 กว่าแล้ว เขาเข้าโครงการไม่ได้

แล้วผมเป็นคนที่สุดจริงๆ เลยไปตามสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เพื่อที่เขาจะสามารถเทียบจากสกิลเราได้เลย สมมุติคนนี้เป็น ‘ช่างไฟ’ ก็เทียบเลยว่าอยู่ระดับ ปวช. ปวส. แล้วออกใบให้เลย ใบนี้ได้รับการยอมรับกว่า 80 ประเทศทั่วโลก ถ้าเทียบให้เห็นภาพ ก็เหมือนอย่างอุปรากรจีน หรือ ‘งิ้ว’ ซึ่งของเขาทำเป็นเลเวลมาเลยว่าคนนี้อยู่ในระดับ 1 2 3 เป็นระดับอาจารย์นะ แล้วมีคนมาเรียน เราต้องนำแนวทางแบบนี้มาสู่ศิลปะวิชาชีพของไทยเรา ไม่ว่าจะ ‘ลิเก โขน หมอลำ’ เพราะมันมีความสำคัญมากในการผลักดันซอฟต์พาวเวอร์

โชคดีมาก ผมได้เจอพี่คนนึงที่ดูแลเรื่องคุณวุฒิวิชาชีพ ก็ถามเลยว่า เรื่องหมอลำทำได้ไหม? เขาบอกไม่แน่ใจ แต่ผมยังไม่ยอมแพ้ ถามจนรู้ว่าสถาบันอยู่แถวอารีย์ “เดี๋ยวผมไปหา” ก็เอาตัวเองเข้าไป เพราะผมเชื่อเหลือเกินว่าถ้าให้หมอลำมาพูดเขาคงไม่เข้าใจ เรียกว่ามันเป็นช่องว่างระหว่างคนภาคกลางและอีสานที่จะคุยกันยากนิดนึง อย่างกรณีสินค้าแต่ละตัวจะเข้ามาเป็นสปอนเซอร์หมอลำ ยากมาก มันคุยแล้วไม่จบ เพราะขาดคนเชื่อม ผมก็พยายามพูดจนเขาเก็ต แล้วโอเค ทำร่วมกัน

ณ ตอนนี้ได้มาในหลายระดับแล้ว เช่น แดนเซอร์ ช่างตัดเย็บ ช่างแต่งหน้า ช่างไฟ แสง สี เสียง เทียบสกิลได้หมดเลย (ยิ้ม) แล้วก็กำลังผลักดัน ศิลปิน (คนร้องหมอลำ) ที่ไปยากนิดนึง เราเลยเอา ‘โขน’ เป็นมาตรฐาน มาเทียบดูว่าไปได้รูปไหนบ้าง ณ วันนี้เหลือแค่ศิลปินเท่านั้น ที่รออนุมัติจากกระทรวง ว่าจะเทียบสกิลได้มากน้อยแค่ไหน ที่เหลือตอนนี้เทียบได้หมดแล้ว

⦁ เทียบได้แล้วจะเกิดอะไรขึ้น มันจะเป็นประโยชน์กับน้องๆ ในวงหมอลำยังไง?

อย่างผมทำการ์เมนต์ เวลากู้แบงก์ไปยื่นว่า นายชาติ อินทร์พรหม ทำงานอาชีพนี้ ในขณะที่ถ้าเป็น น้องฉัตร ช่างไฟของวงหมอลำ เขาไม่รู้จัก ทุกวันนี้ถ้าน้องๆ อยากออกรถ ผมต้องเป็นคนค้ำเท่านั้น
มันเป็นช่องทางที่ดีที่สุด ที่จะสามารถทำให้เขามีอนาคตที่ดีได้ ถามว่าทำไมต้องสู้แบบนี้? พอได้เข้าไปอยู่ในวงการหมอลำ พระเอก นางเอกหมอลำ ได้เงินเยอะ สุดท้ายมาลัยล้นคอก็จริง พอหมดวัยของการอยู่บนเวที เป็นแค่คนแก่คนนึงในหมู่บ้าน ในมุมผมมันคือภาระของสังคม ของครอบครัว

ผมอยากให้ทุกคนเติบโตและยืนได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่ยืนได้ด้วยมาลัย ช่วงเวลาที่ได้มาลัยเขาสดใส มีคนอยากให้เพราะรักในความหล่อ ความสวย ความเป็นศิลปิน แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เขาหมดเวลาตรงนี้ เขายังมีคุณวุฒิวิชาชีพตรงนี้ไปต่อยอด ผมมั่นใจเหลือเกินว่าเมื่อไหร่ที่ไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับเรื่องปากท้อง เมื่อนั้นคุณภาพชีวิตเขาจะดีขึ้น

แล้วเมื่อไหร่ที่คุณภาพชีวิตดีขึ้น ผมเชื่อเหลือเกินว่า การซื้อสิทธิขายเสียงจะดีขึ้น มันจะหายไป เป็นสเต็ปขั้นบันได แต่ทุกวันนี้เราพูดแต่สเต็ปภาพใหญ่ ‘ซอฟต์พาวเวอร์คืออะไร’ ทำยังไง มันควรจะลงไปที่คนตัวเล็กๆ แล้วค่อยๆ สร้างบันไดให้แข็งแรงขึ้นไป

ทุกวันนี้ที่หมอลำบูมขึ้น ก็เพราะคนกลุ่มเล็กๆ ที่พยายามทำไลฟ์สด จริงๆ หมอลำ ดีอยู่แล้ว ดีด้วยตัวของเขาเองโดยชัดเจนเลย เพียงแต่เราอาจจะไม่เคยดู วงที่ดังๆ ที่สุดในประเทศต้องจองอย่างน้อย 2 ปีในช่วงเทศกาล นั่นเท่ากับว่าคนต่างชาติไม่มีทางได้ดู จะได้ดูก็ตอนที่มีจัดงานมหรสพสงกรานต์อย่างที่เราเห็น

เรารู้สึกว่ามันป๋องแป๋ง มันคืองานวัดเสียงดัง คนตีกัน แต่หมอลำที่คุณภาพดีๆ อย่าง ระเบียบวาทศิลป์ ประถมบันเทิงศิลป์ หมอลำใจเกินร้อย มันจะอยู่ชายแดนทั้งหมด

ทีนี้คนอีสานเขารู้สึกว่าฉันดูตั้งแต่เด็ก ดูฟรีมาตลอด ร้อยนึงก็แพงแล้ว แต่กลับกันคนต่างชาติ 500 บาทครึ่งชั่วโมงหมด มันคือสิ่งที่ผมพยายามจะทำ ให้เกิดขึ้น ให้หมอลำมีรายได้ที่ดีขึ้นเพื่อปากท้อง มันต่อยอดไปตรงนี้ แล้วต้องปูตั้งแต่ ‘ระบบการศึกษา’ ถ้าการศึกษาไม่ถึงปุ๊บ ทำเงินยังไม่ได้

อย่างน้องๆ เขาทำงานตามอารมณ์ เวลาลง (ออกจากวง) เขาไม่ลงคนเดียว จะไปทั้งกลุ่มเพื่อนเลย วงจะเดินต่อยาก แต่ถ้าเราคุยเรื่องการศึกษา มันจะดีขึ้น คุณภาพของซอฟต์พาวเวอร์ก็จะดีขึ้นตาม

อีกเรื่องหนึ่งถ้ามองไม่เห็นภาพ ในวง 70% เป็น LGBTQ+ ทั้งหมดที่อยู่บนเวที แล้วเขาทำงานตามความรู้สึก เขาไม่ถนัดห้องเรียน แต่เขาถนัดบนเวทีชีวิต ดังนั้น เราต้องหาการศึกษาที่มันไปด้วยกันกับเขาได้ อย่างอันนี้คือเรียนไปทำงานไป มันเป็นการเรียนที่เหมาะกับเขาที่สุด

⦁ ถ้าเกิดไม่ได้เรียนล่ะ?

เชื่อไหม ผมไม่ได้เหยียดเพศนะ แต่ด้วยความที่เป็น LGBTQ+ ไม่เหมือนชาย-หญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้วจะต้องกลัวท้อง ดังนั้นโรคติดต่อมันเยอะมาก ถ้าหากเขามีการพัฒนาขึ้นในรื่องของการศึกษา แล้วมีงานทำจริงๆ ‘คนรวยกลัวตาย’ หลักมันง่ายมาก ถ้าเมื่อไหร่เรารวย จะรักษาชีวิตกลัวตายมากๆ แต่อันนี้คุณเชื่อไหม รถชนตู้ม! เพื่อนตาย โอเคจัดงาน เผา ผมช็อกมากเลยนะ ถ้าเป็นน้องเรา เอ๊ย! คนที่ชนเป็นใคร เป็นนัก…. นี่ไงพอมันเป็นเรื่องแค่ปากท้อง เขาก็มองว่ามันเป็นอุบัติเหตุ แล้วจบ ผมถึงอยากให้หมอลำมีการศึกษา และรายได้ที่แข็งแรงกว่านี้ มันจะทำให้เขาอิ่มปากอิ่มท้องและคุณภาพชีวิตดีกว่านี้ มันคือสิ่งที่ผมไฟต์มาตลอด

⦁ อุปสรรคในระหว่างถ่ายทำ จัดการกับมันอย่างไร?

อยางที่บอกว่า น้องๆ ทำงานด้วยฟีล แม้แต่เจ้าของวงเองยังสั่งได้ยาก (ยิ้ม) ดังนั้น ถ้าเกิดเขาไม่อยากเต้น เขาก็ไม่เต้น ดังนั้น ผู้กำกับสื่อสารค่อนข้างลำบาก ทำยังไงถึงจะได้ซีนที่ตัวเองอยากได้ อันนี้เจอบ่อย

แต่ว่าข้อดีคือ หมอลำมันจะเหมือนกันทุกๆ วัน โชว์แรกสตาร์ตที่ 3 ทุ่ม จนถึง 6 โมงเช้า มันเหมือนจิ๊กซอว์ ถ้าเกิดคนนี้ทำในสเตจนั้นเขาไม่อยู่ปุ๊บ จะต้องแจ้ง เพื่อหาตัวแทนให้มันรันไปได้ แต่ถ้า 1 คนหรือ 1 กลุ่มขาดไป มันจะรันต่อไม่ได้ คือเหตุผลที่คนสอนอารมณ์เสีย ดังนั้น มันจึงต้องมีทั้งดุบ้าง ปลอบโยนบ้าง เป็นเรื่องปกติ

⦁ ความฝันในภาพใหญ่อยากเห็นอะไร?

เป้าหมายสุดท้ายของเราคือ ‘อีสานสู่สากล’ คือการพาหมอลำไปต่างประเทศให้ได้ เพราะผมยังทำรายการ ‘หมอลำไอดอล’ ด้วย แล้วมันทำผู้ใหญ่ทางภาครัฐ เขาเอางานของเราตรงนี้ไปเผยแพร่ ล่าสุดไปเม็กซิโกมา และกำลังจะไปอเมริกา เราอยากให้คนต่างชาติได้เห็น ได้รู้จักดนตรีอีสานจริงๆ

เราอยากมีดนตรีที่ภาคภูมิใจ อย่างฝรั่งเขาบอกว่า แจ๊ซ-คือเพลงของเขา บลูส์-เป็นเพลงคนดำ แล้วคนไทยมองกลับมา มันยังไม่มีอะไรที่เห็นเด่นชัดจริงๆ ผมเป็นคนภาคกลาง ไม่ได้เอียงซ้าย-เอียงขวา แต่ผมมั่นใจว่าดนตรีอีสาน นี่มันชัดมันเด่นมาก เพราะเขาไม่เคยลืมรากเหง้าตัวเอง

มันอาจจะเป็นข้อดีก็ได้นะ เวลาไปอยู่ที่ไหนในมุมโลก เขาเอาดนตรีไปด้วย ‘ทำอาหารไปคุ้นลิ้น เอาดนตรีไปคุ้นหูอีก’ ดังนั้นถ้าเกิดทุกคนช่วยกัน ผมว่ามันจะง่าย และเกิดขึ้นได้

⦁ อยากฟังอินไซต์ ‘การบริหารวง’ น่าสนใจที่ค่อนข้างเป็น ‘ครอบครัว’ มันมีชาเลนจ์อื่นอีกไหม ถ้าจะไปสู่โกลบอลได้จริง อย่างการยกไปทั้งวง คงมีค่าใช้จ่ายมหาศาล?

ถ้าในมุมของผม ไม่ใช่ธุรกิจ เรียนตามตรงว่า ‘อีสานนครศิลป์’ เราเป็นครอบครัวจริงๆ อย่างวงอื่น ขาดทุนบ้าง กำไรบ้าง แต่ก็ยังอยู่ได้ แต่ไม่ถึงขั้น Potential ขนาดนั้น

หนึ่งฤดูกาลของวง จะต้องมีอย่างน้อย 5 ล้านบาท ที่จะเปลี่ยนฉาก อย่างฉากที่เห็น 7 แสนแล้ว โชว์วัฒนธรรมอย่างน้อยต้องมี 2 แสน เพลงนึงถูกหน่อยก็ 3 หมื่น แล้วมีเกือบ 30 เพลง ส่วนค่าแรงตีไปเลย 2 เดือน กินอยู่อย่างเดียว 2 ล้าน ดังนั้น ‘โมเดลหมอลำ’ ผมสร้างขึ้นมาเพื่อให้เขาเลี้ยงปากท้องได้ โดยตั้งเป็นแผนก แต่ละแผนกจะมีหัวหน้า ให้เป็นก้อนไปเลยแล้วให้เขาบริหารจัดการโดยตัวเขา

เขาอิ่มก่อนเป็นสารตั้งต้น มายด์เซตของเราที่เป็นนักธุรกิจคือ ‘เขาต้องอยู่ได้’ เราออกแรงไปก่อนในปีแรก ซึ่งถือว่าสำเร็จ มันเกิดขึ้นจริง เรามายืนอยู่ได้ในวันนี้ด้วยมันสมองและหยาดเหงื่อที่สั่งสมกันมา ปีแรกอาจจะขาดทุนเล็กน้อย ปีสองอยู่ตัว ปีสามสลัดตัว ให้เขารันด้วยตัวเอง

แต่เราจะผลักดัน ‘หมอลำ’ ไปสู่โลก จากที่ฟังมาในหลายประเทศแล้ววิเคราะห์ คือเราต้องทำให้เขาชินกับดนตรีไปก่อน แล้วใช้ ‘โมเดลรังผึ้ง’ เราเป็นตัวผึ้ง ออกไปกระจายตามผับ ตามบาร์ ให้เพลงอีสานที่มีเอกลักษณ์ กลายเป็นวัฒนธรรมร่วม แล้วถัดไปจัดคอนเสิร์ตใหญ่ๆ

ถ้าทุกท่านนึกไม่ออก ลองนึกถึงงาน ‘Wonderfruit’ ที่เขาจะเล่นเพลง EDM แต่ถ้าเกิดเราใช้หมอลำสัก 70% เป็นตัวตั้ง เพราะดนตรีอีสานมันชัด จะทำให้เข้าถึงทุกชาติได้ง่าย โปรโมตปีต่อปี ผมว่าโอกาสสูง

นึกภาพท่อน “โอ ฮะโอ่ ฮะโอ ฮะโอ้” ผมไปเม็กซิโกล่าสุดไม่มีคนไทยเลย แต่พอเสียงท่อนนี้เขาชูมือขึ้นพร้อมกัน มันเลยทำให้รู้ว่า ดนตรีอีสานทำได้!

ไม่ใช่รอผู้ใหญ่มากำหนด เราทำให้เขาเห็นภาพ ผมใช้โมเดลหนัง ‘สัปเหร่อ’ ทำเท่าที่เราทำได้ แล้วเดี๋ยววันนึงมันโดดขึ้นมา เขาเห็นเอง เราทำจนทุกคนเริ่มเห็น พอเป็นไลฟ์สด คนที่ไม่เคยเห็นก็ได้ดูภาพของจริง

อย่างล่าสุด ที่จตุจักร ผมเสียดายมากเลย ยอมรับว่าเสียงดังจริง แต่มันทำให้เรามีกรณีศึกษาได้เยอะมาก วงพ่อดาบ ประถมบันเทิงศิลป์ มาเล่น วัยรุ่นมากันกับกลุ่มเพื่อน มันแยกอย่างชัดเจน บางคนอาจะมองหมอลำเป็นดนตรีของพวกไทบ้าน ขี้เหล้า แต่จริงๆ พอเด็กรุ่นใหม่เขา ‘เสพแบบมีอารยะ’ มันน่ารักมากเลยนะ

เขาเข้ามาฟ้อนรวมกัน มาเสพวัฒนธรรมแล้วมีความสุข ขาโซเชียล ออกไปเลยนะ “โหวว! ประสบการณ์ครั้งแรกที่ดูหมอลำ ตื่นเต้น มันดีขนาดนี้เลยหรอ” ผมว่าอะไรอย่างนี้มันสำคัญมากเลยนะ เราทำผลงานของเราเต็มที่แล้ว เพียงแค่จับเขาไปอยู่ถูกที่แค่นั้นเอง

จตุจักร มันเป็นจุดที่คนรุ่นใหม่มาได้ง่าย เราต้องทำให้ ‘หมอลำ’ เป็น Mini Hub เป็นสิ่งบันเทิงที่เข้าถึงง่าย คนอีสานต้องมีรถประจำตัวนั่งมาดู ถึงจะเข้าถึงได้ พอเข้าถึงยากมันก็ไม่เกิด พอไม่เกิด ‘ก็ นี่ไงจัดแล้วมันไม่เห็นมันเกิด’ ลองทำความเข้าใจกับเสน่ห์ของมันก่อน ว่าสิ่งนี้มันตรงกับตรงไหน ไม่ใช่จัดที่ฮอลล์ เด็กรุ่นใหม่มายาก
มีเรื่องเดียวที่หมอลำมีปัญหาคือ ‘เสียง’ ผมเองคนนึงที่มีปัญหากับเรื่องนี้มาก คือเสียงดังแล้วนอนยาก แต่มันง่ายมากเลยนะ ถ้าเราจัดโซน เช่น สีแดง-ได้ถึงแค่เที่ยงคืน สีเขียว-ซอดแจ้งได้เลย

แล้วหมอลำเป็นอะไรที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีมาก เมื่อไหร่ที่มีหมอลำ เกิดการจับจ่ายใช้สอย หมอลำในไทย เล่น 2,600 ครั้งต่อปี ในหนึ่งครั้งอย่างน้อย 2,000-3,000 คน ออนกราวด์ ยังไม่รวมออนไลน์อีกเป็นหมื่นคนที่ดู ถ้าจับตรงนี้มาเป็นคีย์เวิร์ด ทำยังไงให้มันต่อยอดไปได้กับสินค้า ธุรกิจทุกวันนี้ไม่ต้องการอินฟลูเอนเซอร์หรือดารา ต้องการ ‘มือไลฟ์สด’ แล้วหมอลำนี่ตัวดีเลยนะ ชอบไลฟ์ แล้วขายของเก่งมาก

ถ้ามีการจับมาบวกกัน อย่างสมมุติ ต้องการโปรโมตวัฒนธรรมอันนี้ให้คนต่างชาติได้รู้ แค่ภาครัฐอนุมัติให้หมอลำสักกลุ่มไปแสดงได้ แล้วโปรโมตงานนี้ ไม่เสียตังค์เลย ต่างประเทศเขาอยากจ้างอยู่แล้ว แต่จ้างไม่ได้ ส่วนศิลปินเองไม่ต้องมีกำไรเลย ขอแค่ฉันได้ไปเที่ยวต่างประเทศ

เนี่ย! เห็นไหม วิน-วินทั้งคู่เลย ‘รัฐก็ได้ภาพ คลับก็ได้เงิน ศิลปินก็ได้เที่ยว’ แล้วก็ได้โปรโมตวัฒนธรรมไปด้วย

เคยดูประเพณีแห่มาลัยข้าวตอกไหม มันดีมาก สวยมากกก ผมเลยบอกว่าถ้าเราเอาอารยธรรมเป็นตัวนำ แล้วส่งต่อด้วยความ ‘ม่วน’ มันจะผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในประเทศได้