เริงโลกด้วยจิตรื่น : ตัวของตัวเอง
บ่อยครั้งที่ได้รับฟังการประกาศของใครต่อใคร หรือได้ยินคำประกาศของใครต่อใครอยู่เสมอถึงการตัดสินใจ “เป็นตัวของตัวเอง” ในทำนองเลิกจะหยุดทำตัวตามที่คนอื่นต้องการให้เป็น ส่วนใหญ่จะเป็นคำประกาศหลังจากเกิดตกผลึกทางความคิดว่าการทำชีวิตให้เป็นไปอย่างที่คนอื่นต้องการ หรือเรียกร้องอยากเป็นนั้นถึงที่สุดแล้วไม่มีประโยชน์อะไรเลย เป็นการเสียเวลาของชีวิตไปเปล่าๆ
ที่สำคัญคือยิ่งนานวันยิ่งไม่ทำให้เกิดภาวะไม่รู้จักตัวเอง ล่องลอยไปตามความเคยชินที่เกิดจากพลังชักนำของคนอื่น
ทว่าทั้งที่ประกาศจะเปลี่ยนแปลง แต่ที่เปลี่ยนไปเหมือนประกาศดูจะมีจริงไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นแบบชั่วคราวหลังแรงฮึดที่เกิดขึ้นจากการประกาศไม่นาน ทุกสิ่งอย่างก็กลับมาเหมือนเดิม
ชีวิตคืนสู่การวิ่งตามแรงเรียกหาของผู้คนและสิ่งต่างๆ รอบตัวตามที่คุ้นเคย
ที่เป็นเช่นนี้ ด้วยแค่รู้ถึงความน่าจะดีกว่าของการมีวิถีชีวิตที่เป็นตัวของตัวเอง เพราะอย่างน้อยเป็นอิสระกว่าต้องทำให้เป็นตามที่คนอื่น หรือสังคมกำหนดให้ดำเนินไป แต่การทำให้เกิดขึ้นนั้นจะต้องอาศัยวิธีการจัดการที่ถูกต้องและเอาจริงเอาจัง
ชีวิตมนุษย์เรานั้นมีความธรรมดาอยู่ที่ “กฎแห่งกรรม” เมื่อทำหรือเอาเข้าจริงคือทั้งคิด พูด ทำ อะไรไว้จะส่งผลต่อเนื่องเป็น “ความเคยชิน” ที่ต่อยอดไปเรื่อยๆ ทำอย่างหนึ่งก็จะคุ้นเคยและทำซ้ำๆ ในสิ่งนั้นไปเรื่อยๆ ทำแล้วทำอีกเพราะทำในแบบที่เคยทำนั้นจะรู้สึกง่ายกว่าทำในแบบที่ไม่เคยทำ
การมีชีวิตมายาวนานด้วยความชื่นชอบที่จะได้รับการยอมรับจากกระแสสังคม ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่การคิด การพูด พฤติกรรมที่จะไม่ถูกกระแสสังคมกำหนด
เมื่อพลังของกระแสสังคม ผนึกกับความเคยชิน และความชื่นชอบของตัวเอง ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะฝืนต้าน เพราะดำเนินชีวิตให้เป็นอย่างอื่น
และเมื่อมีการปล่อยให้เป็นอย่างที่เคยเสียแล้ว ย่อมยากจะพลิกให้เป็นอย่างตั้งใจตามประกาศด้วยความอยากเป็นตัวของตัวเอง
ยิ่งหากคิดว่าจะต้อง “สู้” เพื่อให้เป็นไปตามความตั้งใจให้ได้
ความคิด “สู้” นั่นแหละที่เป็นอุปสรรคของความเปลี่ยนแปลงเสียเอง การสร้างความเคยชินใหม่คือ “ความเป็นตัวของตัวเอง” ขึ้นมา ด้วยการกดข่ม หรือหลีกหนีความเคยชินเก่า “การทำตามที่คนรอบข้างเรียกร้องนั้น” ในอีกด้านหนึ่งคือการปลุกพลังต้านของความเคยชินเก่าให้มีฤทธิ์ขึ้นมาจากการต่อสู้กันในใจนั้น
ยากที่จะประสบความสำเร็จ เพราะเอาความ “อยากแบบหนึ่ง” ไปปราบ “ความอยากอีกแบบหนึ่ง” ขณะที่ทั้ง 2 ความอยากโดยแท้จริงนั้นเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาทั้งนั้น
ธรรมชาติของ “ความอยาก” คือเข้าควบคุมความคิดและพฤติกรรมของเรา ซึ่งไม่ว่าจะถูกความอยากแบบไหนควบคุม ที่จะเกิดขึ้นก็คือ “การสูญเสียอิสรภาพ” หมายถึงไม่ว่า “ความเป็นตัวของตัวเอง” หรือ “เป็นไปตามกระแสสังคม” ล้วนแล้วแค่เป็นชีวิตที่สูญเสียอิสรภาพไปทั้งนั้น
หนทางที่ถูกต้องคือการทำให้ “ชีวิตมีอิสรภาพ” ก่อน ด้วยการหยุด และค่อยๆ ฝึกสละความอยากออกไป ไม่ว่าจะอยากทางไหนฝึกทิ้งให้ได้ เพื่อให้ช่องว่างจากแรงกระตุ้นของความอยากเป็นนั่นเป็นนี่ ไม่แม้กระทั่ง “อยากว่าง”
กระทั่งจิตสัมผัสถึง “อิสระอย่างแท้จริง” คือไม่มีแรงเสียดทานจากปรารถนาใดๆ จึงย้อนกลับมาพิจารณาสิ่งต่างๆ รอบตัว
เมื่อจะต้องจัดการอะไรสักอย่าง ก็แค่ตั้งสติหยิบฉวยสิ่งต่างๆ นั้นมาประกอบกัน เข้าใจความคิดอ่านในทางก่อประโยชน์ตามเป้าหมายมากที่สุด
ประกอบความเป็นสิ่งต่างๆ เพื่อใช้งานเป็นครั้งเป็นคราวไป หลังจากใช้เสร็จ ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ก็ปล่อยวางสิ่งที่ประกอบขึ้นนั้นไป
นำชีวิตสู่อิสรภาพไว้
แบบนี้ต่างหากที่เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง
การเป็นอะไรบางอย่างถาวรนั้น แม้จะไม่ใช่ตามที่สังคมกำหนดบงการ หาใช่เป็นตัวของตัวเองไม่
เป็นตัวของตัวเองที่แท้คือ “อิสรภาพ”

