เครื่องราง และเกจิ ไสยศาสตร์สมัย 2475
ไม่ว่าวิทยาการของโลกจะก้าวหน้าไปเพียงใด แต่ตราบเท่าที่จิตใจของผู้คนในยามวิกฤตที่ต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงทางอารมณ์รูปแบบต่างๆ สิ่งที่คนจำนวนไม่น้อยใช้เยียวยาจิตใจได้ก็คือ “เครื่องราง” รูปแบบต่างๆ จากบรรดาเกจิอาจารย์ที่นับถือ
นิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนกันยายน 2568 จึงนำเสนอบทความชื่อ “กฤติยาคมในเงารัฐ : จอมขมังเวทและเครื่องรางแห่งสมัย 2475” จากการค้นคว้าและเรียบเรียงของ นริศ จรัสจรรยาวงศ์
ที่ทำให้เราแจ้งชัดว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” มันจริงอย่างยิ่ง

‘ไสยศาสตร์’ ก่อน 2475
ต้นสมัยรัตนโกสินทร์ ความเชื่อเรื่องอำนาจเหนือธรรมชาติก็ยังฝังแน่นในจิตสำนึกผู้คน แม้ทางการพยายามออกกฎหมายและกำหนดบทโทษผู้ใช้เวทมนตร์คาถาต่างๆ เพื่อทำร้ายผู้อื่น และบางรัชกาลพยายามนำเสนอการตีความพระพุทธศาสนาอย่างมีเหตุผล แต่ความเชื่อในพลังสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ยังอยู่คู่คนไทยทุกยุคสมัย ตัวอย่างเช่น
สมัยรัชกาลที่ 4 ปรากฏในกรณี “พระไพรีพินาศ” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ และการสถาปนา “พระสยามเทวาธิราช” ระยะเดียวกันนั้น สมเด็จพระพุฒาจารย์
(โต พฺรหฺมรํสี) ได้จัดสร้าง “จักรพรรดิพระเครื่อง” พระเครื่องซึ่งต่อมากลายเป็นแบบแผนศรัทธาแห่งยุค
สมัยรัชกาลที่ 5 ความเชื่อแบบไสยศาสตร์เริ่มเผชิญการตีความใหม่ภายใต้แรงผลักจากวิทยาการตะวันตก แต่จุดเริ่มต้นของการสร้างเหรียญที่ระลึกทางศาสนาและรัฐ เริ่มจาก “พระชัยวัฒน์” ที่หล่อมอบแก่เจ้านายใน พ.ศ.2428, “เหรียญเสมา” ที่พระราชทานแก่ข้าราชการทั่วไป ขณะที่วงการสงฆ์เริ่มสถาปนาธรรมเนียมการสร้าง “พระกริ่ง” ขึ้นเป็นครั้งแรก
โดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์

สมัยรัชกาลที่ 6 แม้พระองค์ทรงรับการศึกษาจากอังกฤษ ทรงวิพากษ์การสะสมพระเครื่องและเครื่องรางว่าเป็นความงมงายของผู้มีจิตใจหยาบและขลาดเขลา แต่ขณะเดียวกันก็ทรงเล่าถึงนิมิตปาฏิหาริย์ที่องค์พระปฐมเจดีย์และทรงบูชาดวงวิญญาณ “ท้าวหิรัญพนาสูร” ในฐานะอสูรผู้จงรักภักดี ซึ่งทรงให้หล่อรูปและทำพิธีอัญเชิญเข้าสิงสถิตเพื่อคุ้มครองพระองค์หลังเหตุการณ์กบฏ ร.ศ.130
ในยุคเดียวกัน ก็ปรากฏการสร้างเหรียญพระพุทธวิริยากร (จิตร ฉันโน) หรือ “เหรียญเต่ารุ่นแรก” ใน พ.ศ.2458 อันถือเป็นเหรียญพระสงฆ์รุ่นแรกของไทย
สมัยรัชสมัยที่ 7 พระองค์ทรงเรี่ยไรจัดสร้างเหรียญพระแก้วมรกตเพื่อการบูรณะวัดพระศรีรัตนศาสดารามในวาระ 150 ปีกรุงรัตนโกสินทร์ ขณะที่ภาคเอกชน มีการตีพิมพ์ตำราไสยศาสตร์ เช่น “ตำราเพ็ชร์รัตน์มหายันต์” ของพระครูใบฎีกาเทพย์ สิงหรักษ์ ซึ่งเป็นคัมภีร์ยันต์ที่จัดพิมพ์ในรูปแบบ “สมุดฝรั่ง” เป็นครั้งแรกในสยาม บรรจุยันต์กว่า 400 แบบพร้อมคาถากำกับ
หลังปฏิวัติ 2475
คณะราษฎรพยายามรื้อถอนความหมายของ “ไสยศาสตร์” ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ รวมถึงความเชื่อในอำนาจศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ และรัฐธรรมนูญ เช่น พ.ศ.2479 คณะรัฐมนตรีมีมติให้ยุติพิธีแรกนาขวัญแบบโบราณในพระนครและธนบุรี
จอมพล ป. พิบูลสงคราม หนึ่งในสมาชิกคณะราษฎร กล่าวว่า “ไสยสาตรนั้นนอกจากจะเปนของหลอกลวงและเปนภัยแก่ชีวิตของประชาชน…ยังขัดกับพุทธสาสนาอันเปนสาสนาประจำชาติของไทย และขัดกับวัธนธัมของชาติไทยอีกด้วย…จึงขอชักชวนไห้ประชาชนชาวไทยเลิกนิยมความสักดิ์สิทธิ์ของไสยสาตรเสีย…”
แต่ในความเป็นจริงต้องบอกว่า “การเมืองเปลี่ยน” แต่ความเชื่อของผู้คนในเรื่องนี้ไม่เคยเปลี่ยน
เหตุการณ์กบฏบวรเดชในเดือนตุลาคม พ.ศ.2476 ที่เกิดขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองไม่นาน ฝ่ายกบฏจากโคราชนั้น มีประกอบพิธีเบิกฤกษ์ลั่นฆ้องชัย “ตัดไม้ข่มนาม”, การแจกพระเครื่อง และประพรมน้ำพระพุทธมนต์แก่ทหารในกองทัพ
ช่วงเวลาเดียวกันนั้น ก็มีชื่อเกจิชื่อดังหลายคน หนึ่งในนั้นคือ อาจารย์เฮง ไพรยวัล (บ้างสะกด “ไพรยวัลย์”) อาจารย์เฮงเป็นคนอยุธยาโดยกำเนิด เคยบวชที่วัดสุวรรณดารารามและวัดพระญาติการาม โดยมีหลวงพ่อกลั่น ธมฺมโชติ พระเกจิชื่อดังแห่งยุคเป็นพระอุปัชฌาย์ อาจารย์เฮงเลื่องชื่อเรื่องฝีมือสักยันต์ด้วยหมึกแดงจนเป็นเอกลักษณ์
เมื่อเกิดกบฏบวรเดชจึงมีทหารและข้าราชการจำนวนมากมาสักยันต์เพื่อคุ้มครองตนกับอาจารย์เฮง โดยอาจารย์เฮงตั้งราชวัติ ฉัตรธง แท่นบูชาพระอรหันต์ 108 รูป และนิมนต์หลวงปู่สี พินฺทสุวณฺโณ เป็นผู้นำประกอบพิธีสงฆ์
หาก “ข่าวดัง” ในวงการต้องยกให้ “พิธีพุทธาภิเษกที่วัดราชบพิธ” (16 ธันวาคม 2481)
วันดังกล่าวมีการนิมนต์พระสงฆ์ 21 รูป จากทั่วประเทศมาร่วมงาน ได้แก่ พระเทพสิทธินายก (เลียบ ปุญญสิริ) วัดเลา ธนบุรี, พระธรรมเจดีย์ (อยู่ ญาโณทโย ต่อมาคือสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 15 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) วัดสระเกศ พระนคร, พระธรรมธาดาจารย์ (แนบ จนฺทโชติ) วัดระฆัง ธนบุรี, พระครูวรเวทมุนี (อี๋ พุทฺธสโร) วัดสัตหีบ ชลบุรี ฯลฯ ซึ่งภายหลังล้วนเป็นตำนานในแวดวงพระเครื่องไทย

เครื่องรางในการศึก
ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ.2482-2485) คือเวทีพิสูจน์อานุภาพของเครื่องรางของขลัง ไม่ว่าจะเป็น ตะกรุด, ผ้าประเจียด, เสื้อยันต์ ฯลฯ ซึ่งสำนักที่มีชื่อเสียงอย่างมากขณะนั้นคือ “ชุด 4 เกจิ (จาด-จง-คง-อี๋)” ได้แก่ หลวงพ่อจาด คงฺคสโร วัดบางกระเบา, หลวงพ่อจง พุทฺธสโร วัดหน้าต่างนอก, หลวงพ่อคง ธมฺมโชโต วัดบางกะพ้อม และหลวงพ่ออี๋ พุทฺธสโร วัดสัตหีบ

เล่ากันว่า ทหารฝรั่งเศสและญวนเรียกทหารไทยว่า “ทหารผี” เพราะเมื่อถูกยิงล้มแล้วกลับลุกขึ้นมาได้อีก
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น สมเด็จพระสังฆราชแพแห่งวัดสุทัศน์ทรงเป็นประธานในพิธีจัดสร้าง “พระพุทธชินราช” เช่นกัน โดยพระเครื่องรุ่นดังกล่าวในตลาดพระปัจจุบันนี้มักนิยมเรียกกันว่า “พระพุทธชินราชอินโดจีน” ขณะที่สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น สุจิตฺโต) เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศ ก็ประกอบพิธีพุทธาภิเษกและภาณวารเพื่อทำเหรียญ “พระรัตนตรัย” และ “พระเมฆพัตร”
ขณะเดียวกันก็มีพวกทำเทียมเลียนแบบไล่ตามออกมาเป็นจำนวนมาก และเป็นสัญญาณว่า “พุทธพาณิชย์” กำลังจะเริ่มขึ้น
ที่กล่าวมานี้คงพอทำให้เห็นภาพโดยรวมของเครื่องราง และความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ของไทย ก่อนและหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ส่วนแนวคิดของสมาชิกคนสำคัญในคณะราษฎรอย่าง ปรีดี พนมยงค์, จอมพล ป. พิบูลสงคราม ฯลฯ และนโยบายของรัฐบาลเวลานั้นเป็นอย่างไร โปรดติดตามอ่านใน “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนกันยายน 2568 นี้
วิภา จิรภาไพศาล


