No Other Land
ใครจองแผ่นดินนี้?
สารคดีแห่งการ ‘ดิ้นรน’ ของผู้คนปาเลสไตน์
นับเป็นเวลาหลายต่อหลายปีที่ความรุนแรงเกิดขึ้นกับชาวปาเลสไตน์ โดยยังหาจุดยุติไม่ได้ ส่งผลให้ปัจจุบันมีชาวปาเลสไตน์นับหมื่นคนต้องจบชีวิต หลายคนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง ขณะเดียวกัน การรับรู้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อผู้คน การกดขี่ และการปฏิบัติที่ไร้ซึ่งมนุษยธรรม ยังคงเป็นที่รับรู้ในวงจำกัด
สารคดีเรื่อง No Other Land ใครจองแผ่นดินนี้ จึงเกิดขึ้นเพื่อให้โลกได้มองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับชาวปาเลสไตน์ ปะติดปะต่อเหตุการณ์ในพื้นที่เวสต์แบงก์ โดยผู้ที่เกิดและเติบโตในพื้นที่อย่าง บาเซล อัดรา และผู้ที่เข้าไปฝังตัว อย่าง ยูวาล อับราฮัม เพื่อนำเสนอความรุนแรง ที่ชาวปาเลสไตน์เป็นผู้ถูกกระทำ
สารคดีดังกล่าว ได้รับรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม ประจำปี 2568
ล่าสุด แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดงาน “ดูหนัง-ฟังเรื่องสิทธิมนุษยชน Movies that Matter” ฉายภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ ณ โรงภาพยนตร์พารากอน ซีนีเพล็กซ์ สยามพารากอน กรุงเทพฯ พร้อมเชิญผู้เชี่ยวชาญมานั่งวิเคราะห์พูดคุย สะท้อนสิ่งที่ภาพยนตร์ฉายให้เห็นการรับรู้ และความเป็นไปได้ที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงด้านบวกกับชาวปาเลสไตน์
หายนะฉนวนกาซา คือการฆ่า ‘ล้างเผ่าพันธุ์’
ดับแล้วเฉียด 7 หมื่น 5 แสนหิวโหยสาหัส
บัญชา ลีลาเกื้อกูล ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวเปิดงานโดยย้ำว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในฉนวนกาซาไม่ใช่ภัยธรรมชาติ แต่เป็นหายนะที่มนุษย์สร้างขึ้นโดยเจตนาและเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขปาเลสไตน์ ณ วันที่ 26 สิงหาคม 2025 ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 62,819 ราย รวมเด็ก 18,430 ราย และผู้บาดเจ็บสะสมกว่า 158,629 ราย นอกจากนี้ ยังมีประชาชนกว่า 500,000 คน กำลังเผชิญความหิวโหยขั้นหายนะ (Catastrophic) หลังจากองค์กร Integrated Food Security Phase Classification (IPC) ประกาศภาวะ ‘อดอยาก’ อย่างเป็นทางการในกาซาซิตี้และพื้นที่โดยรอบ
การขัดขวางความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การโจมตีพลเรือน และการทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ถือเป็นหลักฐานสะท้อนเจตนาทำลายล้างอย่างเป็นระบบ โดยตลอดเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา อิสราเอลได้สังหารนักข่าวและบุคลากรสื่อในฉนวนกาซาไปแล้วกว่า 270 ราย ขณะที่สหประชาชาติประเมินว่ามีประชาชนราว 1.9 ล้านคน หรือ 90% ของประชากรทั้งหมด ต้องพลัดถิ่นจากบ้านเกิดท่ามกลางสถานการณ์นี้


แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล มีข้อเรียกร้องต่อรัฐต่างๆ และประชาคมโลก ดังนี้
ได้แก่ ‘หยุดยิงทันที’ ยุติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการปิดล้อมโดยอิสราเอล เปิดทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าถึงได้อย่างปลอดภัย, ยุติการยึดครองที่มิชอบด้วยกฎหมายและระบบแบ่งแยกเชื้อชาติ ตามคำวินิจฉัยของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ), ร่วมฟื้นฟูฉนวนกาซาและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยต้องไม่บังคับอพยพ และเปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมปาเลสไตน์มีส่วนร่วม, จัดตั้งกลไกเยียวยาและค่าชดเชยที่เป็นธรรม ครอบคลุมการคืนสภาพ การชดเชย และการรับประกันว่าจะไม่เกิดซ้ำ, สนับสนุนความรับผิดทางกฎหมาย ผ่านศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) และกลไกสากลอื่นๆ เพื่อนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม, เพิ่มแรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจ ให้รัฐบาลอิสราเอลปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ และหยุดการสนับสนุนการละเมิดทุกรูปแบบ
อย่าก้าวข้าม ‘ความเป็นมนุษย์’
เปิดแผนที่ ปาเลสไตน์-อิสราเอล 1918-2017
ด้าน ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ว่า ในสารคดีดังกล่าว คำที่พบมากที่สุดคือ ‘Village’ ซึ่งสะท้อนถึงความรู้สึกผูกพันกับบ้านเกิดของตัวละคร โดยในที่นี้หมายถึงหมู่บ้านของชาวปาเลสไตน์ที่ตั้งอยู่ในเขตเวสต์แบงก์และกำลังถูกอิสราเอลไล่รื้อถอนบ้านเรือน และมีคำว่า ‘thing’ ที่ฟูอาดี้ระบุว่า สื่อถึงความไม่แน่นอน ขณะเดียวกันยังปรากฏคำว่า ‘Hope’ ที่สะท้อนถึงความหวัง และการยืนหยัดต่อสู้ของบาเซลและยูวาล เพื่อตอบสนองต่อการกระทำที่รุนแรงของอิสราเอล โดยใช้กล้องวิดีโอบันทึกความรุนแรงที่เกิดขึ้นก่อนนำไปเผยแพร่สู่สาธารณะ
ฟูอาดี้ย้ำว่า ในที่สุดพวกเราทุกคนเป็นมนุษย์เหมือนกัน พื้นฐานของเราคือมนุษย์ แล้วจึงค่อยๆ มีหมวกอื่นที่สวมทับกันไปเรื่อยๆ แต่ต้องอย่าทำให้หมวกพวกนั้นก้าวข้ามความเป็นมนุษย์ อย่าให้อัตลักษณ์อื่นๆ มาทำลายความเป็นมนุษย์ลงไปการนำเจ้าหน้าที่พร้อมเครื่องมือเข้ารื้อถอนบ้านเรือน สนามเด็กเล่น และโรงเรียนของชาวปาเลสไตน์ในพื้นที่เวสต์แบงก์โดยเจ้าหน้าที่ของอิสราเอล ก่อนจะนำเอาชาวยิวเข้ามาตั้งนิคมในพื้นที่ที่รื้อถอนแล้ว พฤติกรรมเช่นนี้ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้น
ฟูอาดี้ยังนำแผนที่แสดงพื้นที่ของชาวปาเลสไตน์และชาวอิสราเอล นับตั้งแต่ปี 1918-2017 โดยพื้นที่สีเขียวแทนชาวปาเลสไตน์ และพื้นที่สีดำแทนชาวอิสราเอล เพื่อแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ของชาวปาเลสไตน์หดตัวลงเรื่อยๆ สวนทางกับพื้นที่ของชาวอิสราเอลที่กำลังขยายตัว
“การเอาคนเข้ามาอยู่ในพื้นที่เขาจะเรียกว่า Settler colonialism เป็นการเอาคนจากพื้นที่หนึ่ง ชาติพันธุ์หนึ่ง ศาสนาหนึ่ง เข้ามาอยู่ในพื้นที่หนึ่งเพื่อลดความเป็นปึกแผ่น อัตลักษณ์ของอีกเผ่าพันธุ์ หรือศาสนาหนึ่ง มันทำให้คนที่อยู่ในพื้นที่ตรงนั้นลดความเป็นตัวตน และถูกกดทับมากขึ้นเลยปะทุเป็นสงคราม” ฟูอาดี้อธิบาย พร้อมเสริมข้อมูลด้วยว่า ชาวยิวยังคงมีอำนาจในระดับการเมืองภายใน เป็นแหล่งสนับสนุนในการเลือกตั้งที่ต้องใช้ทุนสูง ทำให้อำนาจการต่อรองกับสหรัฐของอิสราเอลจึงสูงกว่าประเทศอื่นๆ ในหลายประเทศ ขณะเดียวกัน ประเทศในแถบอาหรับที่แม้จะนับถือศาสนาเดียวกันกับชาวปาเลสไตน์ ยังคงไม่กล้าดำเนินการใดต่อปัญหาความขัดแย้งระหว่างปาเลสไตน์-อิสราเอล เนื่องจากไม่ต้องการเป็นปฏิปักษ์กับสหรัฐ ดังนั้น การที่อิสราเอลได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐ จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับชาวปาเลสไตน์ยังคงดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน
แม้การดิ้นรนของปัจเจกบุคคลอย่าง บาเซล และ ยูวาล รวมถึงชาวปาเลสไตน์ที่ปรากฏในสารคดี จะสะท้อนความพยายามสร้าง “ความยุติธรรม” ให้กับผู้ที่ถูกกดขี่โดยอิสราเอล และได้รับการตอบรับเชิงบวกในระดับสาธารณะ แต่เมื่อมองในภาพกว้าง บทบาทขององค์กรระหว่างประเทศ กลไกด้านสิทธิมนุษยชน ไปจนถึงประเทศมหาอำนาจที่ควรเข้ามาช่วยยุติความรุนแรง กลับไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงได้ ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่าง ฟูอาดี้ ถึงกับใช้คำว่า “ล้มเหลว”
“เป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วว่าล้มเหลว ไม่อย่างนั้นคนเสียชีวิตจะไม่มากขนาดนี้ แต่ก็ไม่ได้หมดหวัง ยังมีคนในอิสราเอลที่ไม่ได้เห็นด้วยกับผู้นำ และยังมีคนแบบบาเซลและยูวาลอยู่ทุกแห่ง มีคนออกมาต่อต้านบอกว่าสิ่งนี้ไม่ถูกต้อง”
อีกด้านหนึ่งที่ทั้งโหดร้ายและน่าเศร้า คือจำนวนผู้เสียชีวิตชาวปาเลสไตน์จากการโจมตีของอิสราเอลซึ่งขณะนี้แตะราว 60,000 คนแล้ว ตัวเลขนี้ไม่เพียงสะท้อนความสูญเสียที่มหาศาล หากยังอาจกลายเป็น “จุดเปลี่ยน” ของโลก เพราะหากเพิ่มสูงขึ้นไปกว่านี้ มันอาจเขย่าบรรทัดฐานที่สังคมโลกใช้ประเมินความรุนแรง และบังคับให้ปัญหาปาเลสไตน์ถูกให้ความสำคัญมากกว่าที่เป็นอยู่
รายงานข่าว ‘ไม่ง่าย’ ละเอียดอ่อน ซับซ้อน ต้องรอบด้าน
ย้อนเหตุ 2023 คนไทยถูกจับเป็นตัวประกัน
จากนั้น มาฟังมุมมองของ วีณารัตน์ เลาหภคกุล ผู้ประกาศข่าวต่างประเทศ ที่ระบุว่า อิสราเอลยังคงได้เปรียบตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน กระนั้น ในระดับมุมมองของผู้คนมีทิศทางที่คนรุ่นใหม่จะเห็นใจชาวปาเลสไตน์มากยิ่งขึ้น แตกต่างจากเมื่อก่อนที่จะเอนเอียงไปทางด้านอิสราเอล ทว่า ในฐานะของผู้สื่อข่าว การรายงานข่าวในประเด็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในต่างประเทศนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องรายงานข่าวด้วยความรอบด้าน เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อน
“ข่าวต่างประเทศอาจจะไม่ได้ถูกให้ความสำคัญมากนัก แต่ว่าจะสนใจขึ้นมาต่อเมื่อส่งผลกระทบต่อคนไทยหรือว่าประเทศไทย เช่น ตอนที่เกิดเหตุว่าคนไทยก็เสียชีวิตด้วยหรือว่าถูกจับไปเป็นตัวประกันด้วยตอนปี ค.ศ.2023 อย่างนี้เป็นต้น เพราะว่ามันใกล้ชิด มันเกี่ยวข้องกับคนไทยเลย คนไทยจะอพยพกลับมาอย่างไร จะทำอย่างไรต่ออย่างนี้ ก็จะให้น้ำหนักให้ความสนใจ
ประเด็นความขัดแย้งระหว่างปาเลสไตน์กับอิสราเอล เป็นประเด็นที่คนไทยต่างรับรู้เนื่องจากความขัดแย้งยังคงดำเนินมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ขณะเดียวกันอาจมีความเคลื่อนไหวอื่นๆ ที่เกิดขึ้นและได้รับความสนใจจากกองบรรณาธิการ
จากที่ติดตามสำนักข่าวในต่างประเทศยังคงมีการรายงานอยู่เรื่อยๆ เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น แค่จะรายงานสั้นหรือยาว เจาะลึกแค่ไหน แต่จริงๆ มันเป็นประเด็นตลอดเวลาอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเพราะว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นตลอดเวลา จะเหตุการณ์ใหญ่หรือเหตุการณ์เล็ก หรือว่าบางทีก็จะมีประเทศมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ทุกคนทั่วโลกมีความเป็นมนุษย์เหมือนกันทั้งหมด พวกเขายังมีความเห็นอกเห็นใจเมื่อมีผู้เสียชีวิตในฉนวนกาซามากมาย แต่เหตุการณ์จะจบอย่างไร บางทีอาจจะไม่ใช่แค่ความเห็นใจจากคนทั่วโลก แต่อยู่ที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจที่จะหยุดหรือไม่หยุดก็ได้ หลักๆ คืออเมริกาที่จะต้องมีส่วนร่วมในเรื่องนี้” วีณารัตน์ทิ้งท้าย
‘ความจริง’ ที่มากกว่า ‘ข่าว’
เรื่องเล่าจาก ‘บันทึกระดับบุคคล’
ด้าน ภาณุ อารี ผู้กำกับภาพยนตร์ กล่าวว่า No Other Land ไม่ได้นำเสนอเรื่องราวของชาวปาเลสไตน์ที่เลือกใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา เขายกตัวอย่างฉากที่ชาวปาเลสไตน์สร้างบ้านขึ้นใหม่ภายหลังเจ้าหน้าที่อิสราเอลทำการรื้อถอน กล้องวิดีโอที่นำเสนอทุกความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นกับบาเซล ยูวาล และชาวปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์ได้รับการอธิบายจากผู้กำกับภาพยนตร์ท่านนี้ ว่าเป็นการสะท้อน ‘ความจริง’ และเป็นมากกว่าเรื่องเล่าที่พบเห็นได้จากการรายงานข่าว
“สิ่งสำคัญคือเป็นการบันทึกในระดับบุคคล ผมลองนึกว่า หากกล้องมือถือถูกพัฒนาตั้งแต่ยุคการสังหารโหดที่ชาวรวันดา เราอาจจะเห็นบันทึกประวัติศาสตร์อีกมุมหนึ่งที่มันอาจจะโหดร้ายกว่า และมีดีเทลกว่าและในขณะเดียวกันมันสะท้อนความจริงที่มันมากกว่าแค่เรื่องเล่าจากรายงานของสื่อมวลชนที่สามารถเข้าไปได้
กรณีของปาเลสไตน์อย่างกรณีที่เกิดขึ้นในสารคดี หรือตั้งแต่ ค.ศ.2010 เป็นต้นมา เราจะเห็นว่าบทบาทของคนในพื้นที่มีผลมาก ยิ่งตอนนี้ที่อุปกรณ์การบันทึกมีขนาดเล็กลง มีความคล่องตัวและคนทั่วไปเข้าถึงได้ ทุกคนก็สามารถเป็นผู้เล่าได้ทั้งหมด
ก่อนหน้านี้ก็มีการพูดถึงปาเลสไตน์ในระดับของงานประเภทเขียน ก่อนจะพัฒนามาเป็นการถ่ายทอดผ่านฟุตเทจวิดีโออย่างสารคดี No Other Land ในปัจจุบัน
“มันคงเป็นการดิ้นรนเท่าที่ทำได้ เมื่อก่อนต้องใช้ปากกาเขียนสู้ สำหรับตัวละครอย่าง บาเซล ผมคิดว่าในภาวะที่เขาถูกบีบจนแทบไม่มีทางเลือก จริงๆ เขามีอีกตัวเลือกหนึ่งที่เขาทำได้คือ อาจจะไปร่วมกับฮามาสหรือไปร่วมกับขบวนการที่ใช้ความรุนแรงก็ได้ แต่ผมเชื่อว่า บาเซลเองก็พาตัวเองไปไกลกว่าจุดนั้น นี่คือพลังของหนังที่พยายามที่จะบอกว่า ต่อให้เราหมดสิ้นหนทางแต่ถ้าเรายังมีความหวัง แล้วเราก็ทำมันอย่างดีที่สุด
การที่หนังได้รางวัลออสการ์ปี 2025 การที่ผู้กำกับ 2 คนได้กล่าวสปีชและทำให้คนทั้งโลกได้รู้ มันสะท้อนให้เห็นว่า สิ่งที่เขาทำมันกำลังจะได้ผล” ภาณุเผยมุมมอง
No Other Land ไม่ได้แค่การพาผู้ชมเข้าไปอยู่ท่ามกลางเรื่องราวการดิ้นรนของชาวปาเลสไตน์ หากยังสะท้อนความจริงอันโหดร้ายที่ยังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน ภาพยนตร์จึงกลายเป็นพื้นที่ที่ทำให้ผู้คนได้มองเห็นมนุษย์ซึ่งกำลังถูกพรากสิทธิและศักดิ์ศรีไปทีละขั้น
สิ่งที่เกิดขึ้นในกาซาและเวสต์แบงก์คือ หายนะที่มนุษย์สร้างขึ้น และไม่อาจปล่อยให้กลายเป็นเรื่องปกติที่โลกเพิกเฉยได้ แอมเนสตี้จึงประกาศข้อเรียกร้องให้ประชาคมโลกหยุดยิงทันที ยุติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ยกเลิกการปิดล้อมที่มิชอบด้วยกฎหมาย และผลักดันให้เกิดกลไกความยุติธรรมระดับสากล เพื่อเยียวยาและป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

