ในหลวงรัชกาลที่ 8
จากการเล่นในวัยเยาว์
สู่การวางรากฐานปัญญาของชาติ
หลังมหาสงครามโลกครั้งที่สอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 มักถูกจดจำในฐานะพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังและการกอบกู้ศักดิ์ศรีของชาติ ท่ามกลางความบอบช้ำและสถานะอันไม่แน่นอนบนเวทีโลก ด้วยพระปรีชาญาณของพระองค์จึงทำให้ไทยรอดพ้นจากสถานะผู้แพ้สงคราม และกลับคืนสู่ประชาคมโลกได้อย่างสมเกียรติ
เหตุการณ์ในปี พ.ศ.2489 นั้นคือจุดเปลี่ยนที่สำคัญยิ่ง เป็นการใช้พระราชอำนาจเชิงสัญลักษณ์เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและความชอบธรรมให้แก่ประเทศชาติ การที่พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ทรงเป็น “พระองค์ใหม่” ของสยาม เคียงข้างฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้ลบภาพความร่วมมือกับญี่ปุ่นในอดีต
แต่หากเรามองย้อนกลับไปให้ไกลกว่าพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่เหล่านั้น เราจะพบกับรากฐานอันมั่นคงที่หล่อหลอมพระองค์ขึ้นมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ รากฐานที่ว่านี้คือ “การเรียนรู้ผ่านการเล่น” ซึ่งสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ทรงวางแนวทางไว้อย่างน่าอัศจรรย์ แนวทางที่สอดคล้องอย่างยิ่งกับทฤษฎีการเรียนรู้สมัยใหม่อย่าง Brain-based Learning (BBL)
เล่นตามรอยพระยุคลบาท
ต้นกำเนิดอัจฉริยภาพในวังศิลา
หนังสือ “เล่นตามรอยพระยุคลบาท” ที่จัดทำและเผยแพร่โดย OKMD ได้เผยให้เห็นภาพอันกระจ่างชัดถึงพระปรีชาญาณของสมเด็จย่าในการทรงอภิบาลพระโอรสและพระธิดาทั้งสามพระองค์ ได้แก่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์, พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ณ วังสระปทุม และพระตำหนักวิลล่าวัฒนา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ซึ่งการทรงเลี้ยงดูนั้นมิได้เป็นไปตามแบบแผนที่เคร่งครัด แต่ทรงเปิดโอกาสให้ทั้งสามพระองค์ได้เรียนรู้โลกกว้างผ่าน “การเล่น” อย่างอิสระ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของหลักการพัฒนาสมอง (BBL) ที่เชื่อว่าสมองจะเรียนรู้และจดจำได้ดีที่สุดเมื่ออยู่ในสภาวะผ่อนคลาย สนุกสนาน และได้ลงมือปฏิบัติจริงผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า
⦁ การทรงงานไม้และสร้างสรรค์: ทั้งสามพระองค์ทรงมีเครื่องมืองานไม้ขนาดเล็กเป็นของตนเอง ทรงเลื่อยไม้ ตอกตะปู สร้างสรรค์ของเล่นต่างๆ เช่น เรือใบ เก้าอี้ หรือแม้แต่รถเลื่อนหิมะด้วยพระองค์เอง กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่ฝึกฝนกล้ามเนื้อมัดเล็กและการประสานสัมพันธ์ของร่างกาย แต่ยังกระตุ้นสมองส่วนที่ควบคุมการวางแผน การแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์
⦁ การสำรวจธรรมชาติ: สมเด็จย่าทรงสนับสนุนให้พระโอรสและพระธิดาได้ใกล้ชิดธรรมชาติ ทรงปีนป่ายต้นไม้ วิ่งเล่นในทุ่งกว้าง เก็บดอกไม้ใบไม้มาศึกษา ทรงเรียนรู้เรื่องพฤกษศาสตร์และชีววิทยาอย่างไม่รู้ตัว การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงเช่นนี้ทำให้ข้อมูลถูกบันทึกลงในความทรงจำระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
⦁ การเล่นสมมุติและกีฬา: การเล่นสกี ว่ายน้ำ หรือการเล่นสมมุติต่างๆ ล้วนเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการทางสังคม อารมณ์ และร่างกาย การเคลื่อนไหวร่างกายช่วยกระตุ้นให้สมองตื่นตัวและหลั่งสารแห่งความสุข (Endorphin) ทำให้กระบวนการเรียนรู้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ประสบการณ์ในวัยเยาว์เหล่านี้คือเครื่องยืนยันว่า การเล่นไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ เป็นการวางศิลาฤกษ์แห่งพระอัจฉริยภาพให้แก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และพระอนุชาของพระองค์ ซึ่งจะปรากฏชัดเจนในพระราชกรณียกิจเพื่อปวงชนชาวไทยในห้วงเวลาต่อๆ มา
ถึงแม้ว่า BBL จะเป็นแนวคิดที่พัฒนาขึ้นในยุคหลังรัชกาลที่ 8 แต่การศึกษาและพระราชจริยวัตรของพระองค์สามารถเชื่อมโยงกับหลักการ BBL ได้หลายด้าน เช่น การเรียนรู้จากประสบการณ์จริง การพัฒนาสมองหลายด้าน และการเรียนรู้อย่างมีความสุข พระองค์จึงเป็นแบบอย่างของ “การเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติและองค์รวม” ตามแนวทาง BBL
จากการกอบกู้ศักดิ์ศรีชาติ
สู่การหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จขึ้นครองราชย์และนิวัตประเทศไทย พระราชวิสัยทัศน์ที่ได้รับการบ่มเพาะมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ก็ได้ฉายชัดออกมา แม้จะทรงอยู่ในราชสมบัติเพียงช่วงเวลาไม่นานนัก แต่พระราชกรณียกิจด้านการศึกษานั้นมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ลึกซึ้งยิ่ง
การเสด็จพระราชดำเนิน ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (ปัจจุบันคือคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล) และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทรงหว่านเมล็ดพันธุ์ต้นราชพฤกษ์ ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คือภาพสะท้อนของการทรงให้ความสำคัญกับการวางรากฐานการศึกษาให้แก่เยาวชนของชาติ เปรียบเสมือนการทรง “หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา” ให้เติบใหญ่เป็นร่มเงาแก่แผ่นดิน
แม้จะเสด็จสวรรคตก่อนเวลาอันควร แต่พระราชปณิธานด้านการศึกษาก็มิได้สูญสิ้นไป พระราชอนุชาของพระองค์ได้ทรงสืบสานพระราชปณิธานนั้นให้เป็นรูปธรรม ด้วยการก่อตั้ง “มูลนิธิอานันทมหิดล” ขึ้นในปี พ.ศ.2502 เพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์ในสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช มูลนิธินี้ได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการสร้างบุคลากรระดับมันสมองของประเทศ อันเป็นผลผลิตโดยตรงจากพระราชวิสัยทัศน์ที่สืบเนื่องมาจากล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 8
การสืบสานพระราชปณิธาน ณ OKMD
พระราชกรณียกิจและพระเกียรติคุณของพระองค์ท่านยังคงสถิตสถาพรและเป็นที่ประจักษ์สืบมาจนถึงปัจจุบัน ในวาระอันเป็นมงคลนี้ ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และด้วยเกียรติที่สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD ได้อาศัยพื้นที่ของมหาวิทยาลัย “มหิดล” ซึ่งได้รับพระราชทานนามอันเป็นมงคลยิ่งจากสมเด็จพระบรมราชชนก เป็นที่ตั้งของสำนักงาน ผมจึงขอใช้โอกาสนี้ ในการร่วมแสดงความยินดียิ่งที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสครบ 100 ปี แห่งวันพระราชสมภพ โดยจะได้อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล มาประดิษฐาน ณ บริเวณด้านหน้าสำนักงาน เพื่อให้เจ้าหน้าที่และสาธารณชนได้ร่วมรำลึกถึงพระเกียรติคุณสืบไป รวมทั้งขอเชิญชวนร่วมงาน “ศตวรรษา อานันทมหิดล: 100 ปี ความยินดีของแผ่นดิน” เนื่องในวาระอันเป็นมงคลยิ่ง ครบรอบ 100 ปี แห่งวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ในวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2568 ซึ่งทางชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคีเครือข่าย ขอเชิญชวนนิสิต นักศึกษา และประชาชนผู้สนใจทุกท่าน ร่วมเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ผ่านกิจกรรมประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ได้แก่
⦁ นิทรรศการพิเศษ: บอกเล่าเรื่องราวพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และพระราชจริยวัตรอันงดงาม ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์จนถึงช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์ชาติไทย
⦁ เวทีเสวนา: โดยคณาจารย์และผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา ซึ่งเป็นผู้ได้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ที่จะมาถ่ายทอดความรู้และแรงบันดาลใจอันเกิดจากพระราชวิสัยทัศน์ของพระองค์
⦁ กิจกรรมสร้างสรรค์: การแข่งขันตอบปัญหาเชิงประวัติศาสตร์ และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย
⦁ กำหนดการจัดงาน: กลางเดือนกันยายน พ.ศ.2568
⦁ สถานที่: บริเวณชั้น 1 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์

