110 ปี‘(ชำระ)ประวัติศาสตร์ราชทัณฑ์’
มองอดีต ถกปัจจุบัน สู่ฉากทัศน์แห่งความท้าทาย
เปิดตัวไปแล้วอย่างยิ่งใหญ่ในบรรยากาศอบอุ่นและอบอวลด้วยกลิ่นอายแห่งอดีตกาล ผสานความรุ่งโรจน์ศิวิไลซ์ สำหรับผลงานหนังสือเล่มสำคัญ อย่าง ‘ชำระประวัติศาสตร์ราชทัณฑ์’ และ ‘กรมราชทัณฑ์ใต้ร่มพระบารมี’ ซึ่งจัดทำขึ้นเนื่องในวาระ 110 ปีการสถาปนากรมราชทัณฑ์ นับแต่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้ตราพระราชบัญญัติจัดตั้งกรมราชทัณฑ์ขึ้น เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2458 โดยรวมกองมหันตโทษ ลหุโทษ และเรือนจำทั้งหลาย ขึ้นเป็นกรม มีอธิบดีผู้หนึ่งบังคับการ
บัดนั้น เส้นทางประวัติศาสตร์ของหน่วยงานในชื่อ ‘กรมราชทัณฑ์’ จึงเริ่มต้นขึ้น
12 กันยายนที่ผ่านมา ณ ร้านหับเผย@ริมน้ำนนท์ กรมราชทัณฑ์ กระชับมือ สำนักพิมพ์มติชน จัดเสวนา ‘110 ปี กรมราชทัณฑ์ จากยุคจารีตสู่ยุคศิวิไลซ์’ ในโอกาสเปิดตัว หนังสือ 2 เล่มดังกล่าว

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวเปิดงาน ย้ำการอำนวยความยุติธรรมบนความเท่าเทียมเป็นเข็มทิศนำทาง
นักวิชาการหลากแวดวง คอประวัติศาสตร์ ไปจนถึงแฟนคลับกรมราชทัณฑ์ ร่วมแต่งไทยไม่หลุดธีม ตบเท้าเข้าจองเก้าอี้อย่างเนืองแน่น
กษิดิศ อนันทนาธร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จับไมค์ดำเนินรายการ ยิงหลากคำถามสำคัญบนพัฒนาการประวัติศาสตร์ จากอดีตสู่ยุคร่วมสมัย



‘ราชทัณฑ์’ สัมพันธ์การเมืองแนบแน่น รัชกาลที่ 5 ปฏิรูปคุก สู่ 3 ยุคแห่งพัฒนาการ
เปิดเวทีด้วยมุมมองของ ผศ.ดร.ศรัญญู เทพสงเคราะห์ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เจ้าของผลงานขายดีอย่าง รัฐราชทัณฑ์ ซึ่งอธิบายว่า คุก ตะราง สัมพันธ์กับระบอบการเมืองการปกครองของไทยอย่างแนบแน่น ด้านหนึ่งคือ เป็นการลงทัณฑ์ผู้กระทำผิด และยังสัมพันธ์กับ ‘อำนาจผู้ปกครอง’ เป็นกระจกสะท้อนภาพรัฐที่ปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง ว่ารัฐไทย มองผู้ต้องขังหรือผู้กระทำความผิดอย่างไร ในแต่ละช่วงเวลา
ราชทัณฑ์ ชื่อแปลตรงๆ คือ ‘การลงทัณฑ์ของพระราชา’ เราได้รับแนวคิดนี้มาจากอินเดีย ซึ่งส่งผ่านมาทางระบบกฎหมายและหลักศีลธรรม
ในระบบจารีตนั้น การลงโทษ มีหลายมาตรฐานซึ่งเชื่อมกับลำดับชั้นสถานะทางสังคมว่ามีชนชั้นอะไร จะมีการลงทัณฑ์อีกแบบสำหรับเจ้าขุนมูลนาย แตกต่างจากไพร่
ระบบลงทัณฑ์แบบจารีต เน้นสร้างความทรมานทางกาย โทษจำคุก เปลี่ยนไปในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งกำหนดให้ ‘การจำคุก’ มีมาตรฐานการลงโทษเหมือนอย่างตะวันตก เราพยายามเชื่อมกับโลกศิวิไลซ์ ปรับให้เข้ากับหลักสากลมากขึ้น
โดยเริ่มต้นจากการดึงอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง จากเดิมกระจัดกระจายตามเจ้าขุนมูลนาย ที่มีกรม กองต่างๆ มากมาย ด้วย ‘ระบบจตุสดมภ์’ (เวียง-วัง-คลัง-นา) มีสถานที่คุมขังเป็นของตัวเอง เมื่อเข้าสู่สมัย ร.5 ก็เริ่มมีการเปลี่ยนรูปแบบการควบคุมให้มีประสิทธิภาพ
จากที่กระจัดกระจาย รวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ลดการทารุณกรรมโหดร้าย ก็ปรับให้มีมาตรฐานตามอารยะ
“เรือนจำของประเทศไทยเอง ได้รับอิทธิพลจากการศึกษาดูงานในบริเวณอาณานิคม พื้นที่ใกล้บ้านเรา ทั้งอินเดีย สิงคโปร์ และชวา รวมถึงการสร้างสถานที่ใหม่ ใช้คุกเป็นมาตรฐาน เริ่มจากสร้างคุกกองมหันตโทษ และตะรางกองลหุโทษ แล้วหลังจากนั้นมีการปฏิรูปและมีการรวมอำนาจต่างๆ
เริ่มมีการสร้างมาตรฐานชัดเจน ร.5 จนถึงสมัย ร.6 มีการรวมหน่วยงานที่กระจัดกระจาย ระหว่างส่วนกลาง กับส่วนหัวเมือง ให้มีเอกภาพ ด้วยการตั้งเป็นกรมราชทัณฑ์” ผศ.ดร.ศรัญญูกล่าว
เมื่อถามถึง พัฒนาการประวัติศาสตร์ในห้วงเวลาต่างๆ และเอกสารสำคัญที่พลาดไม่ได้ หากได้อ่านหนังสือทั้ง 2 เล่ม
ผศ.ดร.ศรัญญูตอบว่า หนังสือเล่มนี้ มีการไล่เรียงพัฒนาการของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งแม้ชื่อภาษาไทยใช้คำเดิมมาตลอด แต่ชื่อภาษาอังกฤษ ปรับเปลี่ยนไปตามแนวคิด รวม 3 ชื่อ เริ่มด้วย Department of Prison ที่เน้นเก็บ จัดการผู้ต้องขัง ยังไม่ได้เน้นปรับปรุงพฤติกรรม
“อย่างไรก็ตาม เมื่อเรารับแนวคิดใหม่ๆ เข้ามา หลังปี พ.ศ.2475 โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิด อาชญวิทยา และทัณฑวิทยา มีการเปลี่ยนชื่อภาษาอังกฤษเป็น Department of Penitentiary หรือดัดสันดาน ถ้าไปดูรากฐานมาจาก การสารภาพบาปและเปลี่ยนแปลงในเชิงจิตใจ ให้ผู้กระทำผิด เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ซึ่งสะท้อนคอนเซ็ปต์แบบใหม่ ที่ปรับใช้กับสังคมไทย
ขณะเดียวกัน เมื่อเรารับแนวคิดใหม่ๆ หลังสงครามโลก โดยเฉพาะสังคมอาชญาวิทยาแบบอเมริกันเข้ามา รวมถึงอีกแนวคิดสำคัญคือ การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังขั้นต่ำ ตามสหประชาชาติ (ข้อกำหนดแมนเดลา) ด้านหนึ่งนำไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เกิดการแยกประเภทผู้ต้องขัง เช่น เยาวชน แยกขังจากผู้ใหญ่ นำไปสู่การเปลี่ยนอีกระลอก และเปลี่ยนชื่อภาษาอังกฤษเป็น Department of Corrections สะท้อนถึงแนวคิดใหม่ๆ ที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างราชทัณฑ์ไทยกับสากล ทำให้เห็นภาพบางอย่างที่เชื่อมต่อระหว่าง อดีต ปัจจุบัน และอาจเห็นแนวโน้มในอนาคตด้วย” ผศ. ศรัญญูกล่าว
จากนั้น ‘ป้ายยา’ ชวนอ่าน ว่า จุดเด่นหนึ่งของหนังสือขำระประวัติศาสตร์ราชทัณฑ์ คือ ข้อมูล ข้อเท็จจริงและหลักฐานชั้นต้นหลายชิ้น ที่ถูกนำเสนอ รวมถึงรูปภาพที่โดดเด่นมาก หลายๆ ภาพ ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน
“สำหรับเล่ม กรมราชทัณฑ์ใต้ร่มพระบารมี ส่วนที่ผมชอบมาก คือเอกสารการพระราชทานอภัยโทษสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งเราจะได้เห็นพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทยในอดีต ที่ไม่ได้มีต่อบรรดานักโทษไทยเพียงอย่างเดียว แต่ยังแผ่พระมหากรุณาธิคุณ ไปถึงยังบรรดานักโทษต่างชาติด้วย ซึ่งในส่วนนี้เราอาจจะไม่ค่อยเห็นในประวัติศาสตร์ชาติกระแสหลัก” ผศ.ดร.ศรัญญูทิ้งท้าย



ย้ำ โทษอาญา ไม่ต้องเข้าคุกเสมอไป ‘เห็นใจราชทัณฑ์’ ยอด 3 แสนแน่นเรือนจำ
จากนั้น ส่งไมค์ต่อสู่อาจารย์กฎหมาย อย่าง ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ อดีตรองปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่บอกเล่าถึงความผูกพันระดับ ‘นับญาติ’ กับเรือนจำกลางบางขวาง (เดิม ชื่อ เรือนจำบางขวาง)
“ผมนับญาติกับเรือนจำบางขวาง เพราะผู้อำนวยการการก่อสร้างเรือนจำบางขวางในสมัยรัชกาลที่ 7 คือ เจ้าพระยามุขมนตรี (อวบ เปาโรหิตย์) ท่านมีพี่สาวหนึ่งซึ่งเป็นทวดของผม ดังนั้น จึงนับว่าตนเป็นญาติกับเรือนจำบางขวางกลายๆ อยู่เหมือนกัน” ศ.พิเศษ ธงทองกล่าว
จากนั้น ศ.พิเศษ ธงทอง ขีดเส้นใต้สถานการณ์ร่วมสมัย ว่าในวันนี้ กรมราชทัณฑ์ ในชื่อ Department of Corrections เป็นหน่วยงานที่ตนรู้สึกเห็นใจ
“ฝากประเด็นที่ว่า เห็นใจกรมราชทัณฑ์อยู่เหมือนกันว่า คน (ผู้ต้องขัง) 3 แสนคน เจ้าหน้าที่ก็มีแค่นี้ เครื่องไม้เครื่องก็มีแค่นี้ จะพัฒนาพฤตินิสัยได้เท่าไหร่กัน”
ศ.พิเศษ ธงทองกล่าวต่อไปว่า ขอฝากประเด็นสัก 2-3 ประเด็น คือ 1.การลดจำนวนผู้ต้องโทษ กล่าวคือ บ้านเรายังใช้หลักพระเจ้าฮัมมูราบี หรือ ตาต่อตาฟันต่อฟัน ไม่มีวิธีการเบี่ยงเบนคนที่ออกจากกระแสหลัก ทั้งที่ความผิดหรือโทษทางอาญานั้น ไม่จำเป็นต้องมาติดคุกเสมอไป
“ผู้ต้องกักขังทั้งหลายโดยธรรมชาติแล้ว เขาเป็นคนที่อยู่ในราชทัณฑ์เสียด้วยซ้ำไป เขาถึงใช้โทษกักขัง แล้วเราจะหาทางสับหลีกเขาไปทางไหนได้อีกบ้าง สิ่งนี้คือประเด็นแรก คือ ทำอย่างไร เราต้องมากรองกันอีกทีว่า การใช้มาตรการอาญาสำหรับคนที่ติดคุกจำนวนมากนั้น ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น สุดท้ายก็เวียนเข้าเวียนออกอยู่
ประการที่สอง คือ การปรับพฤตินิสัยนั้น ลำพังเพียงราชทัณฑ์จะทำได้ไม่สำเร็จโดยลำพัง เขาก็ทำเต็มที่ของเขาแล้ว แต่ความร่วมมือและการช่วยเหลือจากหน่วยงานข้างนอก หรือการให้โอกาสทางการศึกษา การให้โอกาสในชีวิตทั้งหลาย สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่คุณจะต้องคิดอย่างรอบคอบต่อไป
ในสมัยที่ผมรับราชการได้ที่เรือนจำแม่ฮ่องสอน มีหน่วยงานทางด้านคริสตศาสนาเข้ามาสอนวิชาที่เรือนจำของเราไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือ คือ สอนคอมพิวเตอร์ ซึ่งในเรือนจำเราทำได้แค่สานตะกร้อ ทอเสื่อกัน มันจึงเป็นของแปลกของใหม่ แล้วคนที่มาสอนเขาก็รู้จักว่า คนเรียนมีนิสัยใจคอเป็นอย่างไร อาชีพการงานเป็นอย่างไร พอพ้นโทษแล้ว เขาหางานให้ทำด้วยในเครือข่ายของเขา สิ่งเหล่านี้คือตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า กระบวนการพัฒนาพฤตินิสัย ไม่ใช่แค่เรื่องของราชทัณฑ์โดยลำพังเท่านั้น เจ้าหน้าที่เขามีแค่นี้ สตางค์มีแค่นี้ ทำอะไรได้แค่ไหน” ศ.พิเศษ ธงทองอธิบาย ก่อนไปต่อยังประเด็นที่ 3
“เราหวังว่าราชทัณฑ์จะเก่งแบบเทวดา คืนคนดีสู่สังคม ผู้ต้องขังอยู่ตรงนี้มาช้านาน แต่พอพ้นประตูคุกปุ๊บดีขึ้นมาเลย มันจะเป็นไปได้อย่างไร เพราะเขากลับคืนสู่สภาพแวดล้อมเดิม หรือข้อจำกัดเดิม
เรียนการฝึกทักษะอาชีพไปแต่ไม่รู้จะไปประกอบอาชีพอะไร มันไม่มีทุน ไม่มีโอกาส ทะเบียนประวัติอาชญากรที่พอไปสมัครงานทีไร บริษัทไปเช็กแล้วก็ทำให้เด้งออกทุกที ผมว่ามันต้องมีระบบการดูแลหลังพ้นโทษ บ้านเราไม่มีเลยนะ ไม่มีกรมใดเลย หรือ กระทรวงใดที่ดูแล ซึ่งกระทรวง พม.ก็ไม่เกี่ยว หรือกระทรวงยุติธรรมก็ไม่เกี่ยว พ้นโทษไปแล้วก็จบกัน แล้วก็มาตำหนิกรมราชทัณฑ์ว่า ทำไมคนกลับมา ก็ถ้าเก่งจริง ก็มาทำกรมราชทัณฑ์ก็แล้วกัน” ศ.พิเศษ ธงทองทิ้งท้ายอย่างตรงไปตรงมา

ประวัติศาสตร์ชี้ สังคมหนีคุกไม่ได้ รอมา 110 ปี หวังมีหน่วยงานโอบรับ ‘ผู้พ้นโทษ’
ปิดท้ายที่คีย์แมนคนสำคัญ อย่าง สหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เจ้าของวิสัยทัศน์ สั่งการจัดทำหนังสือ ‘ชำระประวัติศาสตร์ราชทัณฑ์’ และ ‘กรมราชทัณฑ์ใต้ร่มพระบารมี’ ว่า หากเราได้รู้รากเหง้าของตัวเอง จะเป็นการต่อยอด กิ่ง ก้าน ใบให้ นำไปสู่การพัฒนาที่ไม่หยุดยั้ง
“จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ชี้ว่า คุกไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมในสังคม เราไม่สามารถหนีจากคุกได้ เพราะมันอยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน
ปัจจุบันมีผู้พ้นโทษออกไปกว่า 2 แสนคน หากก่อปัญหาอีกก็เป็นความเดือดร้อนมหาศาล หากออกไปแล้วมีคุณภาพก็สามารถเปลี่ยนแปลงสู่สังคมได้ ดังนั้น หากเป็นไปได้ ผมหวังว่าอยากให้มีหน่วยงานเข้ามาดูแล เมื่อคนที่พ้นโทษไปแล้ว ต้องมีกระทรวงที่เข้ามาดู ซึ่งเราหวังมา 110 ปีแล้ว” สหการณ์กล่าว
ก่อนทิ้งท้ายด้วยคำขอบคุณ เครือมติชน และนักประวัติศาสตร์ที่มีส่วนร่วมในการชำระ เรียบเรียง หนังสือทรงคุณค่าทั้ง 2 เล่ม
“ขอขอบคุณผู้บริหารมติชน คุณขรรค์ชัย บุนปาน ประธานบริษัท และคุณปานบัว บุนปาน ประธานกรรมการ ที่ได้ส่งทีมงานที่เชี่ยวชาญในด้านประวัติศาสตร์ มาเคียงบ่าเคียงไหล่ กับกรมราชทัณฑ์ในการเขียนหนังสือ 2 เล่ม เป็นระยะเวลากว่า 2 ปี” สหการณ์ทิ้งท้าย
นับเป็นวงเสวนาเข้มข้น ถอดบทเรียนราชทัณฑ์แต่ครั้งอดีตกาล ทำความเข้าใจปัจจุบัน พร้อมยืนหยัดอย่างสง่างามสู่วันพรุ่งนี้ในปีที่ 110 และสืบไป
ทีมข่าวเฉพาะกิจ

