หน้าแรก ประชาชื่น อยากให้ลืมเรา...

อยากให้ลืมเราจะ ‘จำ’ 49 ปีผ่าน ขุนเขาไม่อาจขวาง สายทางเที่ยงธรรม? ในยุคแห่งการสู้คดี

20.09.25 | 12:00 น.
อยากให้ลืมเราจะ ‘จำ’ 49 ปีผ่าน ขุนเขาไม่อาจขวาง สายทางเที่ยงธรรม? ในยุคแห่งการสู้คดี

อยากให้ลืมเราจะ ‘จำ’
49 ปีผ่าน ขุนเขาไม่อาจขวาง
สายทางเที่ยงธรรม? ในยุคแห่งการสู้คดี

ก่อนที่พวกเขาจะเข้าไปสอบ ในช่วงบ่ายของวันที่ 16 กันยายน

‘ใบปอ’ ณัฐนิช ดวงมุสิทธิ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง พร้อมกลุ่มเพื่อนๆ ในนามเครือข่ายนักศึกษาจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ 2519

เปิดห้องประชุม จารุพงษ์ ทองสินธุ์ นั่งโต๊ะแถลงร่วมกับคนในประวัติศาสตร์บาดแผลที่ยังมีชีวิต จากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เตรียมจัดงาน ครบรอบ 49 ปี

ทำไมคนหนุ่มสาว ต้องสละเวลาทองของช่วงวัยที่สดใส ไปกับการต่อสู้เพื่อเสรีภาพในการแสดงออก?

Advertisement

เพราะเพื่อนของพวกเขายังไม่ได้รับสิทธิการประกันตัวไปเรียนต่อ ยังมีลูกที่รอพ่อกลับบ้าน มีแม่ที่ยังไม่พ้นจากข้อหาอาญามาตรา 112 ข้อหาหนักที่ได้มาเพราะพูด เขียน แชร์

แล้วทำไม ‘คนเห็นต่าง’ ถึงกับต้องตาย?

เมื่อความไม่เมกเซนส์ ถูกตั้งคำถาม จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมโยงความทรงจำของคนทั้งสองรุ่น

สืบพยาน ยื่นฟ้อง ถอนประกัน กลายเป็นวัฏจักรทางการเมืองที่ชวนให้สงสัยถึงความเป็นประเทศภายใต้ระบอบประชาธิปไตย อย่างไม่รู้จบ

แม้ได้รับอภัยโทษ 6 ราย ทว่า สถานการณ์ผู้ต้องขังทางการเมืองในเดือนกันยายนนี้ กลับพุ่งสวนทางถึง 11 รายในเดือนเดียว (ข้อมูลจากศูนย์ทนายฯ TLHR 8 ส.ค.-15 ก.ย.68)

และอีกอย่างน้อย 54 ชีวิต คือยอดนักโทษทางความคิดที่ยังติดอยู่เรือนจำ ซึ่งแบ่งเป็นคดีมาตรา 112 ถึง 29 คน และคดีมาตรา 110 อีก 5

ในขณะที่คนภายนอกดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด คนข้างในอีกหลายสิบ ความทรงจำแห่งอดีตที่ถูกทำให้ปิดตาย กำลังจะค่อยๆ ถูกลืมเลือนไปเรื่อยๆ หรือไม่?

อยากให้ลืมเราจะ ‘จำ’!
ปลุกสังคมไม่สิ้นหวัง หยุดขังเสรีภาพ

“ผมได้ข่าวเรื่องเศร้าๆ แค่เขาคิดไม่เหมือนกับชนชั้นนำ ทั้งชีวิตของเขาผูกติดกับเงินเกษียณอายุ หลังออกจากห้องขัง เขาหมดเนื้อหมดตัว บางคนถึงขั้นไม่มีค่าเดินทางเพื่อไปสู้คดี เราจะอยู่กันอย่างนี้หรือ”

สุเทพ สุริยะมงคล อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2517 และประธานชมรมโดมรวมใจ ตั้งคำถามถึงสิ่งที่สังคมไทยเผชิญอยู่

เรามาจัดงานวันนี้ เพื่อระลึกถึงคนที่เสียชีวิตไปในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ระลึกถึงความรุนแรงที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นในสังคม ซึ่งคนรุ่นหลังแทบไม่เชื่อว่าความรุนแรงยังคงมีอยู่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

“ต้องหาทางที่จะทำให้สังคมไทยเดินไปในแนวทางที่ควรจะเป็น” คือปณิธานของประธานชมรมโดมรวมใจ

ด้าน ฉันทพิชญา เหมนิธิ ประธานเครือข่ายนักศึกษาจัดงานรำลึกฯ เล่าถึงคอนเซ็ปต์ปีนี้ ที่มาในหัวข้อ ‘ขุนเขาไม่อาจขวาง สายทางเที่ยงธรรมได้’ ตั้งใจที่จะสร้างความหวังให้กับสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน

ในห้วงเวลานี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความท้อแท้ต่อสถานการณ์บ้านเมืองย่อมเกิดขึ้นในจิตใจของผู้คน ทว่า แม้สถานการณ์จะสิ้นหวังอย่างไร เราก็ยังยืนยันที่จะจุดประกายความหวังและศรัทธา เพื่อส่องนำทางไปสู่เสรีภาพ ที่เราถวิลหาด้วยกัน

งานรำลึกในปีนี้ มีความตั้งใจที่จะฉายภาพความเป็นอื่น ที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เชื่อมโยงมาถึงความเป็นอื่น ที่เกิดขึ้นในสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน จากวาทกรรม การที่กล่าวหาว่านักศึกษา 6 ตุลาฯ เป็นพวกญวน พวกแกว หรือการสร้างวาทกรรม ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป 

สู่ปัจจุบันที่ก็ยังพบความพยายามในการทำให้ ผู้เห็นต่างทางการเมือง กลายเป็นอื่นอยู่ดี

โดยการตีตราด้วยกฎหมาย การแปะป้ายว่าเป็นพวกชังชาติ จนนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นแบบไม่รู้จบ โดยแรงบันดาลใจในการออกแบบแก่นเนื้อหาในปีนี้นั้น มาจากเทปเพลงยุคหลัง 6 ตุลาฯ ในอัลบั้ม ‘เพลงกวี เพลงชีวิต’ ของ วิสา คัญทัพ ซึ่งได้ฉายภาพความหวังท่ามกลางสถานการณ์อันสิ้นหวัง ในห้วงเวลานั้นขึ้นมา

โดยได้นำท่อนหนึ่งจากเพลงกำลังใจ ของวิสา คัญทัพ ที่ร้องว่า ‘ขุนเขาไม่อาจขวาง สายทางเที่ยงธรรมได้’ มาเป็นตัวแทนของกำลังใจในเส้นทางการต่อสู้ ให้แก่เพื่อนร่วมอุดมการณ์ของเรา”

นอกจากจะฉายภาพของความเป็นอื่นที่เกิดขึ้นแล้ว ยังเป็นการต่อสู้เพื่อสังคมแห่งเสรีภาพและความเท่าเทียมที่ยังไม่สิ้นสุด

ฉันทพิชญาแถลงต่อไปว่า เราคงไม่อาจไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้หากผู้คนยังคงรู้สึกสิ้นหวังเช่นนี้ โดยตราสัญลักษณ์ 49 ปี 6 ตุลาฯ ได้ดัดแปลงแบบตัวอักษรมาจาก ‘ประติมานุสรณ์ 6 ตุลาฯ’ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

นกสีเหลืองด้านล่างมาจากเพลง นกสีเหลือง ของ วินัย อุกฤษณ์ โทนสีที่ใช้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากปกเทป ‘เพลงกวี เพลงชีวิต’ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความโหดร้าย แต่ก็ยังต้องเดินหน้าต่อไปด้วยความหวัง’

“สุดท้ายนี้ เราจะจดจำความโหดร้าย ความรุนแรงของเหตุการณ์สังหารหมู่ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ไปพร้อมๆ กับการต่อสู้อย่างมีความหวัง เพราะเรายังเชื่อมั่นว่า ความยุติธรรมจะเกิดขึ้น และสามารถสร้างสังคมที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ได้

เราเพียงแต่หวังว่าจะได้อยู่ในสังคมที่ทุกคนได้รับการคุ้มครองในสิทธิเสรีภาพ ไม่มีใครต้องถูกจับกุมคุมขัง เพียงเพราะออกมาใช้สิทธิ เรียกร้องหาสิ่งที่พวกเขาควรจะได้รับอยู่แล้ว

เขาอยากให้เราลืม เราจะจดจำ เขาอยากให้เราหมดหวัง เราจะมีหวัง” ประธานเครือข่ายนักศึกษาจัดงานรำลึกฯลั่นวาจา

เชิญ ‘นายกฯใหม่’ ไม่รู้จะมาไหม?
คน 6 ตุลาฯ ยังอยู่ เชื่อมการต่อสู้สองเจน

เพื่อแสดงตัวตนว่า ‘คน 6 ตุลาฯ เรายังอยู่’ และเป็นการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างคนรุ่นใหม่

ในปีนี้จึงดึงเอาวงดนตรี อันเป็นหนึ่งในสื่อของการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น มาร่วมบรรเลงรำลึกและขับกล่อม

ภายในงาน อย่าง ‘วงริมทาง’ ที่ยังคงใช้เสียงเพลงต่อสู้อยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีให้หลัง

รวมถึงยังนำวงดนตรีแนวหน้าอันดับหนึ่งของแนวสหาย ที่ยังมีสมาชิกและเครื่องดนตรีครบถ้วนอย่าง ‘วงฟ้าใหม่’ (สหายของวัฒน์ วรรลยางกูร) จาก จ.สุราษฎร์ธานี มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวการต่อสู้ และเป้าหมายสำคัญคือการที่สนับสนุนประชาชนผู้ไม่สยบยอมเผด็จการ

แม้เวลาจะล่วงเลยผ่าน 49 ปีมาแล้วก็ตาม

“วงริมทาง จะมากับมิตรสหายของพวกเขา แม้ว่าหลายคนจะถูกจับกุมคุมขังในเรือนจำ ไม่ว่าจะเป็น‘ต๊ะ คทาธร’ แต่คนที่เหลือจะมาร่วมกัน

เราคาดหวังว่าการที่เรายังจัดงานเพลงลักษณะนี้ก็เพื่อเป็นการส่งกำลังใจให้พวกเขา ที่ยังสู้อยู่ เรามาช่วยกันส่งกำลังใจ ด้วยบทเพลง” ผู้จัดฯเผย

ทิ้งท้ายด้วยสปีชของ สุเทพ ประธานชมรมโดมรวมใจ

ในนามผู้จัดงานต้องขอขอบคุณผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน รวมทั้งหน่วยรักษาความปลอดภัย

“ขอบคุณที่ให้ความสนับสนุน ช่วยเหลือให้คนคิดต่างได้มีที่ยืน ได้แสดงความคิดเห็น

ให้สังคมข้างนอกได้รับรู้ ว่าเขาคิดยังไง แค่อยากให้เขาได้ฟังเท่านั้นว่าที่เราคิดเห็นต่าง เราไม่ได้เป็นศัตรู”

แอบถามว่าปีนี้ ได้เชิญรัฐบาลใหม่มาร่วมงานรำลึก 49 ปี 6 ตุลาฯ ด้วยไหม?

ประธานเครือข่ายนักศึกษาจัดงานรำลึกฯ ตอบทันที ทางเรามีการเชิญนายกรัฐมนตรีมาร่วมด้วย

“แต่ไม่มั่นใจว่าเขาจะตอบรับ เข้าร่วมด้วยไหม”

ชวนให้ลุ้นต่อไป ว่านายกรัฐมนตรีไทย คนที่ 32 จะให้ความสำคัญกับเรื่องของสิทธิเสรีภาพการแสดงออกหรือไม่

‘จารุพงษ์ อยู่ที่ไหน?’
ขุดคุ้ยความจริง ที่ไม่อาจลบจากสังคม

สำหรับ กำหนดการจัดงานรำลึก 49 ปี 6 ตุลาฯ ‘ขุนเขาไม่อาจขวาง สายทางเที่ยงธรรมได้’ จะมีขึ้นในวันที่ 6 ตุลาคมนี้ ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

โดยมาพร้อมกิจกรรมอัดแน่นตลอดทั้งวัน ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 3 จุดหลัก ดังนี้

ที่บริเวณสวนประติมากรรมประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

เวลา 07.30-08.00 น. พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 19 รูป ต่อด้วยการวางพวงมาลารำลึก

เวลา 09.30-10.00 น. ปาฐกถาพิเศษ รำลึกครบรอบ 49 ปี 6 ตุลาคม 2519

เวลา 10.00-11.00 น. พิธีมอบรางวัล จารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย ประจำปี 2568 โดยสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และพิธีมอบรางวัลสิทธิมนุษยชนคนธรรมดา โดย มูลนิธิศักยภาพชุมชน

จากนั้น ที่บริเวณหอประชุมศรีบูรพา

เวลา 11.30-12.30 น. การกล่าวรำลึกเหตุการณ์6 ตุลาคม 2519 และแสดงความอาลัยต่อวีรชน

เวลา 12.40-13.40 น. การแสดงละคร Ultramarine : THREAT โดยลานยิ้มการละคร

เวลา 13.50-15.20 เสวนาวิชาการในหัวข้อ “จาก6 ตุลาฯ ถึงปัจจุบัน รัฐไทยเบียดขับใครให้กลายเป็นอื่นบ้าง”

เวลา 15.30-16.30 น. การแสดงละครเวที ‘6 ตุลา x ราโชมอน’ โดย Politcle Theatre

ต่อมา บริเวณสวนประติมากรรมประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

เวลา 16.00-16.30 น. เปิดลงทะเบียน Walking tour ย้อนวันวานไปเมื่อ 6 ตุลาฯ 2519

เวลา 16.30-18.30 น. เริ่มกิจกรรม Walking tour ตะลอนทัวร์ทั่วทั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมการบรรยายโดยผู้ที่ผ่านเหตุการณ์จริง

เวลา 18.40-19.00 น. การแสดงงิ้วล้อการเมือง โดย อุปรากรจีนล้อการเมือง

เวลา 19.00-20.00 น. ปราศรัยประกาศข้อเรียกร้องทางการเมือง ตามด้วยจุดเทียนรำลึก และบรรเลงเพลง โดย วงสามัญชน

นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของบูธกิจกรรมจากเครือข่ายต่างๆ บริเวณข้างหอประชุมศรีบูรพา ยาวไปจนถึงช่วงหัวค่ำ

ณัฐนิช หรือใบปอ แง้มในโซนของนิทรรศการ ที่จะมาในชื่อธีมเดียวกัน แต่จะแอบเพิ่มกิมมิก โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน

นิทรรศการแรกภายใต้ชื่อ ‘ความทรงจำสีเลือด ปกปิด บิดเบือน เลือนลืม จดจำ’

ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 4 ส่วนคือ ปกปิด-มาจากความทรงจำร่วม บิดเบือน-การทำให้เป็นอื่น เลือนลืม-คือเรื่องการแสดงออก และจดจำ-มาในเรื่องของวัฒนธรรมมวลชน

นิทรรศการส่วนที่ 2 มีชื่อว่า ‘6 ตุลาฯ จารุพงษ์อยู่ที่ไหน’ ซึ่งจะจัดแสดงคู่ขนานกับกิจกรรม Walking tour ให้ผู้ชมได้เดินผ่านสถานการณ์จริงของเหตุการณ์ และพบชิ้นงาน รวมถึงตั้งคำถามเกี่ยวกับความทรงจำ 6 ตุลาฯ

“ไม่ใช่เพียงเดินชม หรือเดินตามหา แต่เราจะได้ร่วมขุดคุ้ยความทรงจำ บุคคล หรือเรื่องราวที่ได้ถูกทำให้หายไปร่วมกัน โดยการใช้ชื่อ ‘จารุพงษ์ อยู่ที่ไหน?’ ยังทำหน้าที่เป็นทั้งคำถามและคำประกาศไปพร้อมๆ กัน ซึ่งจะเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้ย้อนถามตนเองว่า

ใครกันที่หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ และเราจะทำให้เขากลับมาอยู่ในความทรงจำได้อย่างไร” เยาวชนผู้ต้องหาคดีอาญาเล่าถึงไฮไลต์ที่อยากชวนให้มาร่วมกันค้นหาความจริง

ทีมข่าวเฉพาะกิจ