หน้าแรก ประชาชื่น แท็งก์ความคิด...

แท็งก์ความคิด : สู่ยุคศิวิไลซ์

21.09.25 | 11:07 น.

แท็งก์ความคิด : สู่ยุคศิวิไลซ์

ที่ร้านหับเผย @ริมน้ำนนท์ เมื่อสัปดาห์ก่อน กรมราชทัณฑ์ ร่วมกับ สำนักพิมพ์มติชน จัดเสวนา “110 ปี กรมราชทัณฑ์ จากยุคจารีตสู่ยุคศิวิไลซ์” ในโอกาสเปิดตัวหนังสือ “ชำระประวัติศาสตร์ราชทัณฑ์” และ “กรมราชทัณฑ์ใต้ร่มพระบารมี”

ภายในงานมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน

มี นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ที่ปรึกษานายกฯ อดีตรองปลัดกระทรวงยุติธรรม และศาสตราภิชานประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ.ดร.ศรัญญู เทพสงเคราะห์ เจ้าของผลงาน “รัฐราชทัณฑ์”

และมี นายกษิดิศ อนันทนาธร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นผู้ดำเนินรายการ

Advertisement

หลังจากฟังสัมมนาเสร็จสิ้น อาจารย์ศรัญญูได้ร่วมกับ ดร.นัทธี จิตสว่าง ที่ปรึกษาพิเศษของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) นำชมพิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์

ภาพรวมของเนื้อหาที่ได้รับฟังทั้งจากงานสัมมนาและเดินชมพิพิธภัณฑ์ คือ สิทธิมนุษยชน

ทั้งรัฐมนตรี รวมไปถึงวิทยากรทั้งในภาคเวทีสัมมนา และการนำทัวร์พิพิธภัณฑ์ ต่างมองเห็นผู้ต้องขังเป็น “คน”

วิทยากรแต่ละคนย่อมไม่ชอบบุคคลที่มีพฤติกรรมที่ไม่ดีงาม และไม่ขัดข้องกับการนำคนที่เป็นอันตรายต่อสังคมไปกักตัวอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งเพื่อพัฒนาพฤติกรรม

แนวคิดทำนองนี้อาจจะไม่สะใจเหมือนแนวคิดตาต่อตาฟันต่อฟันกับผู้กระทำผิด

อาทิ ไปเดินชมพิพิธภัณฑ์ ที่แสดงถึงการลงโทษทรมาน และการประหารชีวิตด้วยการตัดคอ ที่สร้างความหวาดกลัวให้แก่ผู้อื่นที่ได้เห็นจะได้ไม่ทำเป็นเยี่ยงอย่าง

โทษทรมานนั่นแค่เห็นก็สยอง มีทั้งใช้น้ำมันร้อน ใช้ตะกร้อหนาม ใช้ช้างเตะ ตอกเล็บ ใส่หีบแล้วไปวางกลางแดด เป็นต้น

แต่ภายหลังเมื่อสยามประเทศตอบรับแนวคิดศิวิไลซ์ การปรับเปลี่ยนรูปแบบการลงโทษและการคุมขังก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป

ในวงสัมมนาในวันนั้นได้ฟังพัฒนาการของราชทัณฑ์ไทยที่บรรยายโดยอาจารย์ศรัญญู

ขณะเดียวกันก็ได้เนื้อหาการเติมเต็มที่กระบวนการยุติธรรมไทยควรจะทำให้ครบ

นั่นคือ การตั้งหน่วยงานที่ดูแลผู้ที่พ้นโทษออกไปแล้ว

ทั้งนี้นักโทษของไทยเมื่อพ้นจากโทษ หลุดออกมาจากคุกแล้ว ไม่มีหน่วยงานที่สานต่อมิให้ต้องตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการกระทำความผิดอีก

นักโทษหลายคนเมื่อพ้นโทษ จึงเกิดอาการเคว้งและมีแนวโน้มกระทำผิดซ้ำ กระทั่งกลับไปถูกคุมขังต่อในคุก

เช่นเดียวกับแนวคิดเรื่องการคุมขังนอกคุก โดยติดเครื่องอีเอ็มเพื่อจำกัดบริเวณ

กลุ่มผู้คลุกคลีกับงานราชทัณฑ์มองเห็นว่าเป็นประโยชน์มากกว่านำทุกคนเข้าคุกไปอยู่รวมกัน

เพราะโทษหลายประเภท ไม่จำเป็นต้องอยู่ในเรือนจำ แค่ชดใช้ความผิดด้วยอิสรภาพนอกคุกก็น่าจะทำให้เขาไม่ต้องการทำผิดซ้ำ

ดังนั้น จึงมีการผลักดันมาตรา 33 กำหนดอาณาเขตในสถานที่อื่นที่มิใช่เรือนจำ ให้เป็นสถานที่คุมขังเพื่อดำเนินกิจการตามภารกิจของกรมราชทัณฑ์ ให้สามารถทำได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

ประเด็นนี้ยังมีข้อถกเถียงว่า นักโทษที่จะมีสิทธิไปควบคุมนอกเรือนจำต้องมีคุณสมบัติอย่างไร

บ้างก็ว่าต้องเจ็บป่วย บ้างก็ว่าต้องติดเตียงหรือเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของชีวิต แต่ก็มีบ้างที่บอกว่า คุณสมบัติอีกหลายอย่าง เช่น อายุ ก็มีโอกาสจะได้รับอนุญาต

แนวคิดที่แตกต่างดังกล่าวมีพื้นฐานมาจากแนวคิดในการมองนักโทษ

สำหรับหนังสือ “ชำระประวัติศาสตร์ราชทัณฑ์” และ “กรมราชทัณฑ์ใต้ร่มพระบารมี” ที่เปิดตัวในวันนั้น จุดเด่นของหนังสือทั้ง 2 เล่ม คือข้อมูลที่ผ่านการค้นคว้า

มีการตรวจสอบความถูกต้อง มีเชิงอรรถที่อ้างอิงแหล่งที่มาแจ่มชัด

เหมาะสำหรับอ่านศึกษาความเปลี่ยนแปลงของการราชทัณฑ์ไทย

ถือเป็นผลงานก่อนเกษียณของอธิบดีสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ ที่มอบให้กรมราชทัณฑ์

หน่วยงานสำคัญที่มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาผู้ก้าวพลาดให้หวนคืนกลับสู่สังคม

นฤตย์ เสกธีระ