พาวเวอร์ไม่เกิด เซ็นเซอร์ต้องตาย
‘ทุนสื่อสร้างสรรค์’ บนคำวิพากษ์
อยากทำหนังไทย ให้คนไทยดู
“บางครั้งเพื่อที่จะนำพาเราสู่หายนะ เครื่องมือแห่งความมืดอาจบอกความจริงแก่เรา
หลอกให้เราตายใจ ด้วยรางวัลน้อยนิดที่ไร้พิษภัย
เพียงเพื่อจะหักหลังเราอย่างโหดเหี้ยมในที่สุด”
ท่อนหนึ่งของเทรลเลอร์ภาพยนตร์ทุนต่ำ ถูกปลุกขึ้นจากหลุมฝังกลบ
ล่าสุด ขึ้นแท่นกวาดรางวัล ‘ภาพยนตร์ไทยยอดเยี่ยม’ ไปหมาดๆ จากชมรมวิจารณ์บันเทิง (Bangkok Critics Assembly) ครั้งที่ 33
เชคสเปียร์ต้องตาย (Shakespeare Must Die) ศิลปะท้าทายเผด็จการในคราบของการละคร ดัดแปลงจากบทประพันธ์ โศกนาฏกรรมแม็คเบ็ธ ของ วิลเลี่ยม เชคสเปียร์ ผลงานกำกับของ สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ อำนวยการสร้างโดย มานิต ศรีวานิชภูมิ
หลังถูกแบนแล้วแบนอีก กระทั่งเห็นปรากฏการณ์ชนะคดีฟ้องร้องค่าเสียหาย 7 ล้าน ก่อนเข้าโรงฉายในช่วงกลางปีที่แล้ว
“เป็นเรื่องที่น่ายินดี โอกาสที่หนังนอกระบบจะเข้าไปติดโผในนั้น เป็นอะไรที่วิเศษมาก” อิ๋ง สมานรัชฎ์ ยิ้มรับให้กับปรากฏการณ์ดันเพดาน
สู้เพื่อให้อุตสาหกรรมสื่อสร้างสรรค์ของไทยยกระดับ หลุดพ้นกรอบเซ็นเซอร์ และต้นทุน ที่พันธนาการขีดความสามารถ
ท่ามกลางสัปดาห์แห่งการวิพากษ์ปม ‘ทุนทำหนัง’ การฟ้องร้อง และข้อคาใจถึงการใช้งบ ของทักก้า THACCA (Thailand Creative Content Agency)
บรรทัดนับจากนี้ คือบทสนทนาถึง ‘เนื้อหา’ ‘ทุนสร้าง’ และ ‘กับดัก’ วงการภาพยนตร์ไทยและนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ จะเดินไปทิศทางไหน หลังจากเปลี่ยนรัฐบาลใหม่
‘ประวัติศาสตร์’ ชาติ (ไม่) นิยม
ช้อยส์ในการ‘เลือก-ดู-ทำ’
ย้อนไปในช่วงที่ไทยได้นายกฯ คนที่ 32
ซีเนม่าโอเอซิส Cinema Oasis จัดวงสนทนาปาร์ตี้น้ำชา ย้อนฉาย ‘ฝนเลือด’ และ ‘มันดาลา’ สองภาพยนตร์นอกกระแส ที่ถูกชมรมวิจารณ์บันเทิง เลือกให้เข้าไปอยู่ใน 15 เรื่องชอร์ตลิสต์ ‘ภาพยนตร์ไทยแห่งปี’
เริ่มจาก มันดาลา Mandala: Rivulet of Universe
ผู้กำกับ พสธร วัชรพาณิชย์ ยินดียิ่ง ที่มีคนให้คุณค่า มองเห็นในผลงานคนทำหนังนอกกระแสตัวเล็กๆ
มันดาลาเล่า ตำนานเรื่อง ‘ท้าวปาจิตกับนางอรพิม’ ที่ดัดแปลงให้ร่วมสมัย ผ่านสายธารวัฒนธรรมที่ไหลผ่านพิมาย สายเดียวกันทั้งไทย เขมร ลาว
“พอมันทุนต่ำ สิ่งที่เรามีคือ ‘ความสัมพันธ์กับพื้นที่’ พอมันเป็นที่ที่เติบโตมา เขาก็จะไม่ได้มองว่าเราเป็นเอกชนที่ไปถ่ายหนังเพื่อหารายได้ มันเกิดการประนีประนอมกัน”
ในฐานะที่แคร์ประวัติศาสตร์ มองการ ‘ถูกตีกรอบ’ เป็นปัญหาของวงการหนังไทย
ส่วนตัวอยากดูอะไรที่หลากหลาย อย่างหนังฝรั่งเล่าแม้แต่เรื่องในอดีต ได้อย่าง โซแซ่บ! แล้วสนุกมาก อย่าง Game of Thrones
“ที่ผมสนใจเป็นหลักคือ ‘ประวัติศาสตร์ขอม’ ชาตินิยม ที่เป็นปัญหากับเพื่อนบ้าน มันมีส่วนที่เชื่อมโยงกันในจุดที่เปลี่ยนผ่าน มันเป็นประวัติศาสตร์ส่วนที่ ‘รัฐไทยกระอักกระอ่วน’ ตั้งแต่ตอนที่จะเข้าไปถ่ายแล้ว”
“จำได้เลย ต้องส่ง ‘บท’ ไปให้ทางกรมศิลป์ เขาสกรีน (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย) เขาดูก็บอกว่า เอ้อ ซีนนี้ ในเรื่องที่มีคนชาวกัมพูชาเข้ามา วนๆ อยู่ในเรื่อง มีซีนนึงที่พูดในปราสาท ‘ถ้าเสร็จแล้วเอาไปให้ดูหน่อยนะ เผื่อมันกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ’ แต่สุดท้ายเขาให้เราไปถ่าย แล้วดูในปราสาทด้วยซ้ำ”
แล้วฟีดแบ๊กเป็นไงบ้าง ?
พสธร ลั่น ก็คงชอบอยู่มั้ง (หัวเราะ) เพราะดูจบ เขาไม่ได้พูดอะไร คงจะอึ้งอยู่
ก่อนจะแง้มโปรเจ็กต์ใหม่แนวฟิกชั่น อยู่ระหว่างปั้นบท ยังคงสำรวจเศษซากของอารยธรรมขอม นักโบราณคดีนานาชาติ เสียชีวิตบริเวณหลุมขุดค้น ใจกลางหุบเขาแห่งหนึ่งในภาคอีสาน จนเกิดเรื่องราวในหมู่บ้านขึ้น
เพราะอยากเห็นพื้นที่ โอบรับวัฒนธรรมการชมอันหลากหลาย มีอิสระในการเลือกชมและทำ จึงผุดโปรเจ็กต์ส่วนตัว ‘พิมายลองดู’ ฉายหนังอย่างอิสระในชนบท สัปดาห์ละ 2-3 เรื่อง เพื่อให้คนดูมีช้อยส์

ใครทำหนังไทย ให้คนไทยดู
เลิกเถอะ ‘ระบบเรตติ้ง’
สำหรับ อชิตพนธิ์ เพียรสุขประเสริฐ ผู้กำกับ BloodRain (ฝนเลือด) เห็นการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง
มองดูแค่ชอร์ตลิสต์ปีนี้ น่าสนใจเพราะค่อนข้างเปิดกว้าง เห็นทั้งฟิกชั่น สารคดี รวมถึงแอนิเมชั่น อีกทั้งวินเนอร์มีถึง 5 เรื่อง ไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว
สำหรับ อชิตพนธิ์ ปัญหาอยู่ที่การไม่ยอมให้มีหนังประวัติศาสตร์อีกมุม จากกลไกใดๆ มันกำลังหมายถึง การเล่าเรื่องที่แตกต่างจากแกน Narrative ไม่ได้
“บางทีแกนเรื่องเล่าในประวัติศาสตร์เอง ก็มีความเป็น Myth บางอย่างถูกสร้างให้เข้าใจความหมายใหม่ ของเหตุการณ์เดิมก็ได้ ขึ้นอยู่กับ ใครจะมีพาวเวอร์ในการเล่าได้บ้าง ต่อให้เล่าผิดเล่าถูกก็ตาม”
“แน่นอนว่าถ้านักทำหนัง เล่าได้ยากได้เย็น นั่นหมายความว่าประชาชน ก็เล่าประวัติศาสตร์ฉบับต่างๆ ได้ยากได้เย็นเช่นกัน”
ชวนมองเทรนด์หลังปี 2010 ช่วงต้นทศวรรษ – เรื่อง LGBTQ+ กลางทศวรรษ – ผู้ลี้ภัย และปัจจุบัน-สงครามเย็น คุณคิดว่าเทรนด์พวกนี้ถูกสร้างขึ้นจากอะไร
ส่วนตัวมองว่าเทรนด์เหล่านี้ ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจาก ‘ระบบทุนเฟสติวัล’ ซึ่งหนังอาร์ตก็ไม่แตกต่าง หนังกระแสอาจเป็นเทรนด์ซุปเปอร์ฮีโร่ หนังอาร์ตก็เป็นเทรนด์สงคราม ผู้ลี้ภัย
“ในมุมศิลปิน พอยต์มันอยู่ตรงที่ ‘กลไกศิลปะเป็นเรื่องไกลตัว’ สามัญชนเกือบจะเอื้อมไม่ถึง เวลาพูดถึงทุนต่างประเทศ ก็จะกลับมาสู่ปัญหาที่ว่า ทุกคนทำหนังเพื่อไปพิตช์หมดเลย แล้วใครทำหนังให้คนไทยดู?”
ผู้กำกับท่านนี้ ชวนคิดถึงเรื่องอนาคตที่แว่วว่า อาจจะเปลี่ยนระบบเซ็นเซอร์ โดยลงทะเบียนกับสมาคม อยู่นอกเหนือจากหน่วยงานรัฐ แบบอเมริกา แต่ระบบประเทศที่กุมความถูกต้อง จะมีปัญหาในทางปฏิบัติอยู่ดีหรือไม่ ?
“สมมุติคุณบอกว่า หนังนี่อายุควรเท่านี้ มันวัดจากอะไรกันแน่ สอง-เราซีนสังคมได้อยู่ไหมในยุคโซเชียล เพราะสุดท้ายบางเรื่องในยูทูบ มันเป็นหนัง 15+ คุณจะทำยังไงให้เด็ก 7 ขวบไม่ไปดู”
สำหรับ อชิตพนธิ์ เสนอว่า ระบบเรตติ้งเลิกเถอะ ไม่ต้องค่อยๆ ไปเป็นขั้นบันได ก่อนปิดจบได้คมคาย
สิ่งสำคัญของศิลปินไม่ใช่เงินสนับสนุน แต่คือการรับประกันอิสรภาพ ทั้งคนชม และทำ
มรดกที่ไม่มีสิทธิแตะต้อง
เป็นไปได้ไหม ‘ทรอม่าของชาติ’ เล่าได้ไม่ถูกฟ้อง
หันมาทาง อิ๋ง สมานรัชฎ์ ที่สร้างหนังจากแรงดลใจประวัติศาสตร์นอกขนบ
แอบอึดอัด ที่เมืองไทยไม่อนุญาต ต้องอ้อมค้อมเล่า
เธอยกกรณี ‘อยุธยาล่ม’ เป็นทรอม่าใหญ่ที่สุด สิ้นชาติ การเผา โหดเหี้ยม แต่ไม่มีหนังไทยเรื่องไหนแสดงให้เห็นตรงนี้
“หลายคนอยากทำ จนฝรั่งเอาไปทำ Anna and the King สารพัดฉบับ ยี่ห้อ คนไทยอยากทำบ้าง ได้ไหม ?
ไม่ใช่แค่มี ม.112 แต่มันยังมีเรื่องการหมิ่นประมาทคนใหญ่คนโตด้วย อย่างพี่หง่าว ยุทธนา มุกดาสนิท ตอนแรกเตรียมแล้วจะทำเรื่อง ‘จอมพล ป. พิบูลสงคราม’ แต่ทำไม่ได้ สุดท้ายต้องมาทำ ‘คู่กรรม’ แทน ซึ่งกลายเป็นผิดไปเลย เสรีไทยกลายเป็นผู้ร้าย” สมานรัชฎ์อยากให้เก็ตความรู้สึก
ก่อนชวนมอง เสรีฝรั่งเศส เป็นพระเอกในหนังฝรั่งเศสเพียบ! เสรีไทย ปรากฏตัวอยู่ครั้งเดียวคือเรื่อง คู่กรรม เป็นผู้ร้ายที่วิทยุไปบอกพันธมิตร ให้ทิ้งระเบิดใส่ แล้วพระเอกที่เป็นทหารญี่ปุ่นตายในอ้อมแขนสะอึกสะอื้นของเมียไทย
หรืออย่าง อาจารย์บรรจง โกศัลวัฒน์ ก็อยากจะทำเรื่อง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สุดท้ายถูกครอบครัวฟ้องหมิ่นประมาท
“นอกจากต้องแก้เรื่อง ม.112 แล้ว ต้องแก้กฎหมายหมิ่นบุคคลสาธารณะฯ ด้วย มันจะเป็นไปได้ไหม ที่วันนึงเราจะทำหนังเกี่ยวกับ ‘ขุนหลวงขี้เรื้อน’ ได้”
อิ๋ง ตั้งคำถามถึงเรื่องมรดกทรัพยากร ที่เราไม่มีสิทธิแตะต้อง เมื่อหันไปเห็นฝรั่งไปสัมภาษณ์แล้วทำได้ แต่เรา ‘ไม่’
“ก็เลยคิดว่า เราควรจะอยากทำเรื่องอะไรก็ทำไปเถอะ แต่ว่าชะตากรรมคุณจะเป็นเหมือนแบบนี้ (มองตัวเอง) ถูกแบนสองรอบไปแล้ว ก็แอบคิดนะว่า เราต้องยอมรับกับสิ่งนี้เลยเหรอ”
คือกับดักของงานอาร์ต ที่ไม่มีอิสระ แม้แต่จะสะท้อนเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในชาติ
ศิลปะ = เสรีภาพ
ว่าด้วยเรื่องของ ‘ทุนสร้าง’ ถ้าเศรษฐกิจดี?
ไม่พูดถึงไม่ได้ สำหรับปมร้อนเรื่อง THACCA ที่มีหนึ่งในผู้ชมตั้งคำถามว่า จะเป็นหมัน สลายหายไปพร้อมรัฐบาลแพทองธารหรือไม่ ?
หรือถ้าไม่ ควรจะมีต่อไหม จะส่งเสริมคนทำหนังอินดี้โดยไม่วนเวียนแค่ ‘แม่นาก’ ‘ชัตเตอร์’ เกิดขึ้นจริง ?
สำหรับ ‘อชิตพนธิ์’ ออกตัวก่อนว่าความเห็นค่อนข้าง Un Popular Opinion
“ผมมองว่างบของ THACCA ที่มาลงกับซอฟต์พาวเวอร์เยอะเกินไป ไม่ควรเอาเงินจำนวนมากมาลงกับศิลปะ แต่ควรทำให้เศรษฐกิจดีพอ จนทำให้เกิดกลไกเศรษฐกิจทางศิลปะขึ้นมาเอง
Art Economic มันควรจะถูกบิลต์ขึ้นมาจากฐานเอง เมื่อทุกคนมีทุนทรัพย์ ความกล้าหาญและอิสรภาพในการแสดงออกจะเกิด ถ้าคุณต้องไปงอมือแบขอตลอด แล้วคุณก็ต้องอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐไปเรื่อยๆ”
ประเด็นที่สอง อชิตพนธิ์ เชียร์ให้มีนายทุนมากขึ้น คือทุกวันนี้แม้กระทั่งพื้นที่ ฟิล์มสตูดิโอเอง ยังน้อยลงมากๆ
“ผมมองเป็นเรื่องเดียวกันนะ ระหว่างการทำงานศิลปะ กับเสรีภาพประชาชน เสรีภาพควรมากกว่านี้ในประเทศนี้”
ส่วนตัวเชียร์ให้เกิดขึ้นอย่างออร์แกนิค โดยเริ่มจากปัจจัยพื้นฐาน ปากท้องของคนในชาติ
ด้าน ‘พสธร’ มองประเด็นนี้ว่า จริงๆ ทุนแบบ THACCA ก็มีการให้จากรัฐในลักษณะนี้มาเรื่อยๆ อยู่ที่รัฐบาลชุดใหม่จะใช้ชื่ออะไร
“เราเห็นการขึ้นๆ ลงๆ หรือแม้แต่ทุนแบบนี้ถูกออกแบบมาให้ใคร โปรเจ็กต์อุดมการณ์แบบไหน สุดท้ายพอมันมีเรื่องเหล่านี้ กลายเป็นความคิด ถูก Shaped ประมาณนึงมีรูปแบบ หรือกลยุทธ์ในการขอ
ต้องเก็งข้อสอบนิดนึง มี Gate keeper แม้แต่ทุนอิสระยังมีฟอร์มแบบนี้อยู่ ที่ต้องติ๊กเช็กลิสต์ ไม่ได้อิสระ 100%”
เมื่อ ‘เงิน’ จำกัดฟรีดอม
อยากดันหนังไทย แก้ไม่ยาก
สำหรับ อิ๋ง ในฐานะคนที่ถูกฝังทั้งเป็นมาทั้งชีวิต ต้องบอกว่า พาวเวอร์ของคนเหล่านี้ไม่ซอฟต์เลย
เงินคือเสรีภาพ แต่มันควรไม่ใช่แค่เรื่องเงิน
“ดิฉันเคยได้รับเชิญไปออกความเห็น ไมโครซีเนม่า อีก 15 นาทีจะบ่าย 4 ยังไม่มีโอกาสได้พูดอะไรเลย ไปศิลปะแขนงอื่นหมด จัดในโรงแรมแถวสุขุมวิท มันก็แพง ทั้งที่เป็นเงินภาษีทั้งสิ้น
ถ้าอยากให้หนังไทยดี ง่ายๆ เลย ไม่ใช้เงิน อยากส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ไทยจริง คุณยกเลิกกฎหมายหมิ่นประมาท คนใหญ่คนโตที่เป็น public figure ที่มีผลกระทบต่อประวัติศาสตร์และชีวิตของเรา ทำหนังประวัติศาสตร์ได้ เข้าถึงทรัพยากรมหาศาลที่คนทำหนังไทยไม่มีสิทธิแตะต้อง
คุณเลิกสองอย่างนี้ คุณยังไม่ต้องให้เงินอะไรเราเลย คุณให้เรารับ ดีใจมากถ้าคุณจะช่วย Funding แต่มันคงไม่มาถึงเราแล้ว”
อิ๋ง มองสิ่งสำคัญคือ กฎหมายที่ขวางกั้น ก่อนออกตัวว่า ไม่ได้มีใจต่อว่าใคร แต่สิ่งที่ห้ามแตะต้อง บางทีคนทำ ตั้งใจด้วยเจตนาที่ดี อยากให้หนังไทยได้ผุดได้เกิด
“ขอร้องสองสิ่งนี้ ก่อนดิฉันตาย อยากจะเห็นเหลือเกิน”
พาวเวอร์ไม่เกิด ‘เซ็นเซอร์ต้องตาย’
บรรยากาศความ ‘กลัว’ ที่ยังคงแบกไว้
สำหรับ อิ๋ง เห็นด้วยอย่างยิ่งเมื่อถามว่า ถ้ายกเลิกเซ็นเซอร์ จัดเรตสื่อซึ่งไม่ตรงเจตนารมณ์ของรัฐได้
วงการอาจเติบโตไปมากกว่านี้ เพราะในเรื่องการครีเอต คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก แม้เพิ่งเริ่มถูกมองเห็นจากภาครัฐจนเกิดการผลักดันจริงจัง เพียงไม่นานแต่ก็กวาดรางวัลในระดับนานาชาติมานับไม่ถ้วน
บางทีนายทุน หรือแม้แต่ค่าย เขาก็อาจจะอยากแตะต้องบางเรื่อง แต่ก็ไม่กล้าไปตรงนั้น ทั้งๆ ที่โอกาสโดนแบนน้อยมากๆ
“คุณลองสังเกตที่โดนแบนจริงๆ ‘นอกระบบหมด’ อย่างเราโดน 2 รอบ พูดตรงๆ ไม่ได้ เราไม่ได้ทำหนังเพื่อจะด่าคน ฉันอยากเล่าเรื่องที่น่าสนใจ”
สมานรัชฎ์ แชร์ด้วยว่า ส่วนตัวมีประสบการณ์แตะขอบเหวอยู่ครั้งหนึ่ง ไม่ใช่ภาพยนตร์ แต่เป็น ‘เลคเชอร์’
“ถ้าอย่างนั้นก็ฉายได้สิ ด้วยความที่เรามีโรงหนัง ไม่ทำตอนนี้จะทำเมื่อไหร่ ก็แต่งตัวแบบแดร็กคูล่า มีพร็อพเป็นกะโหลก มีรูกระสุน อธิบายหน้าตาเฉย ทุกอย่างละเอียดถี่ยิบ เป็นสิ่งที่ดีมากแล้วก็คิดว่า ต้องบันทึกไว้
เหตุที่ฉายได้เพราะตอนทำเรื่อง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ถูกแบนภายใต้ความมั่นคงและเกียรติภูมิของชาติ แล้วถูกฟ้อง ก็เลยเดินตามถ่ายสิ่งที่โปรดิวเซอร์ต้องประสบ จนได้หนังมาอีกเรื่อง ‘เซ็นเซอร์ต้องตาย’
กองเซ็นเซอร์บอกว่า เรื่องนี้สร้างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ตามมาตรานี้ๆ เกี่ยวกับฟุตเทจข่าว ไม่ต้องผ่านการพิจารณา เราก็เฮ! เลย โห นี่มันเป็นชัยชนะบนกระดาษที่วิเศษมาก แต่มันไม่เกิดในโลกแห่งความเป็นจริง เพราะไม่มีเรตติ้ง ฉายโรงไม่ได้ เขาไม่อนุญาตให้ถ่ายทำในออฟฟิศของกองเซ็นเซอร์ ทั้งที่มันเป็นภาพแถลงข่าว ที่ชัดๆ ว่าเขาคุยกับกล้อง ดิฉันไม่ได้แอบอะไร ถึงได้สร้างโรงหนังนี้ขึ้นมา เพื่อให้ชัยชนะบนกระดาษ ปรากฏบนโลกความเป็นจริง”
สมานรัชฎ์ เผชิญกับความพยายามหยุดยั้ง
เป็นชัยนะที่ต้องต่อสู้ไปเรื่อยๆ ถ่างเพดาน ให้คนทำหนังอื่นๆ หยิบบรรทัดฐานตรงนี้มาใช้
เพราะบางอย่างถูกกฎหมาย แต่มีกฎวัฒนธรรม ที่ระบบเซ็นเซอร์ ยังทำงานกับบรรยากาศความกลัว ที่ปกคลุมตั้งแต่ต้นขั้วการผลิต
“ความกลัวนี่มันคือสิ่งที่แย่ที่สุด ยิ่งกลัว ก็ยิ่งกลัว ดังนั้น ต้องมีสักคนที่บอกว่า ฉันจะกล้าแล้ว! ไม่อย่างนั้นมันจะไปตกอยู่กับไม่กี่คนที่จะต้องแบกความกลัวของทั้งสังคมไว้ ถ้าทุกคนช่วยกัน มันก็คงดี ไม่ใช่ว่า ยิงคนนี้แล้วก็จบ”
อิ๋ง ทิ้งคำตอบที่ชวนย้อนกลับไปคิด ว่าศิลปะจะส่งพาวเวอร์ได้อย่างไร ในเมื่อเสรีภาพการผลิตยังไม่เปิดเท่าที่ควร ?
“ถ้าจะเอาอย่างเกาหลีหรือ เขาสนับสนุนให้คุณทำเรื่องอะไรก็ได้ ดิฉันทำละครเรื่องขุนหลวงขี้เรื้อน ตอนเสียกรุงได้ไหม จะมีใครให้ทุนไหม (ยิ้ม) คงลำบาก”
บทกวีวรรคหนึ่งใน เชคสเปียร์ต้องตาย ผุดขึ้นมาในหัว
“อนิจจาบ้านเมืองน่าเวทนา แทบไม่กล้ารู้จักตัวเอง
อธิษฐาน จันทร์กลม

