หลงเสน่ห์‘มาลาก้า’ สบตา‘ปิกัสโซ่’ ณ เมืองท่าประวัติศาสตร์ จิตวิญญาณแห่งเมดิเตอร์เรเนียน

23.09.25 | 12:30 น.

 

หากจะนึกถึงเมืองท่องเที่ยวสำคัญของประเทศสเปน หลายคนคงนึกถึงเมืองใหญ่ๆ อย่าง มาดริด หรือ บาร์เซโลน่า ซึ่งเป็นมหานครที่ผู้คนทั่วโลกคุ้นเคยและต้องการเดินทางไปท่องเที่ยวชมความสวยงาม แต่อีกหนึ่งเมืองที่ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งมนต์เสน่ห์แดนกระทิงดุก็คือ มาลาก้า เมืองท่าจังหวัดหนึ่งในแคว้นอันดาลูเซีย ทางภาคใต้ของประเทศสเปน

มาลาก้า ตั้งอยู่ริมชายฝั่งโกสตาเดลโซล ซึ่งเป็นชายฝั่งหนึ่งของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โอบล้อมไปด้วยภูเขาที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเนินเขาอาฆาร์กิอา และแม่น้ำ 2 สายที่ไหลลงสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน คือ แม่น้ำกัวดัลเมดินา และแม่น้ำกัวดาลอร์เซ ทำให้เมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติที่สวยงามท่ามกลางความสงบ

มาลาก้าเป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับ 6 ของประเทศสเปน จากจำนวนประชากรในเขตเมืองกว่า 560,000 คน ซึ่งคนส่วนใหญ่ของมาลาก้ามีอาชีพและรายได้หลักมาจากภาคเกษตรกรรมและภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการที่เป็นเมืองชายฝั่งทะเล ทำให้มีสภาพท้องฟ้าเปิดที่สวยงาม และมีผืนอ่าวกว้างใหญ่ จนมีส่วนสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยียนเมืองแห่งนี้

ป้อมปราการอัลคาซาบา

เยี่ยมบ้าน‘ปิกัสโซ่’เยือนมิวเซียม ชมงานอาร์ตซึมซับจิตวิญญาณศิลปินก้องโลก

Advertisement

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของมาลาก้าเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่น่าสนใจ นอกจากนั้นการเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยศิลปะ ก็เป็นจุดขายของเมืองนี้ เนื่องจากเป็นสถานที่เกิดของ ปาโบล รุยซ์ ปิกัสโซ่ จิตรกรชื่อก้องโลกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ จนถูกยกย่องให้เป็นศิลปินผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในศตวรรษที่ 20 ของนิตยสารไทม์

จากการที่เป็นเมืองเกิดของปิกัสโซ่ ทำให้ภายในเมืองมาลาก้ามี พิพิธภัณฑ์ปิกัสโซ่ (Museo Picasso Malaga) ซึ่งถือเป็นไฮไลต์สำคัญตั้งอยู่ใจกลางเมืองมาลาก้าอันเก่าแก่ โดยผู้มาท่องเที่ยวจะต้องเดินทางไปยังพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เพื่อชื่นชมกับผลงานด้านศิลปะที่มีความหลากหลายสไตล์ของปิกัสโซ่ และซึมซับถึงจิตวิญญาณความเป็นศิลปินของผู้คนชาวเมืองมาลาก้า

โปสการ์ดผลงานปิกัสโซ่

จากผลงานกว่า 50,000 ชิ้น ตลอดชีวิตของปิกัสโซ่ ถูกนำผลงานบางส่วนมาจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์ปิกัสโซ่ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2003 อยู่ในพระราชวังบูเอนาวิสตาอันเก่าแก่ โดยอาคารของพิพิธภัณฑ์ได้ผสมผสานรูปแบบของสถาปัตยกรรมศตวรรษที่ 16 ผนวกกับความงดงามจากผลงานของปิกัสโซ่ได้อย่างลงตัว จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ชวนหลงใหล

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เต็มไปด้วยมรดกทางผลงานของจิตรกรระดับโลก ที่ถือเป็นการเปิดโอกาสสุดพิเศษให้คนรุ่นหลังได้สัมผัสกับศิลปะอันน่าหลงใหลของปิกัสโซ่ โดยมีค่าเข้าชมภายในพิพิธภัณฑ์อยู่ที่ 8-10 ยูโร ซึ่งถือว่าไม่มากเกินไปนักกับการได้ชื่นชมผลงานศิลปะระดับโลกเลยทีเดียว

สุภาพสตรีแขนเดียว ‘มหาวิหารมาลาก้า’ เส้นนำสายตาสู่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์

เมื่อเดินผ่านพิพิธภัณฑ์ปิกัสโซ่ตรงไปตามทางเราก็จะได้เจอกับ มหาวิหารมาลาก้า (Malaga Cathedral) หรือที่เรียกกันว่า อาสนวิหารมาลาก้า ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าตามเส้นนำสายตาให้บรรดาเหล่านักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสสถาปัตยกรรมอันงดงามของมหาวิหารแห่งนี้ ซึ่งถือว่าเป็นโบสถ์ที่มีสถาปัตยกรรมอันโดดเด่น และใหญ่โตอลังการ

มหาวิหารมาลาก้า

มหาวิหารมาลาก้า มีจุดเด่นที่เป็นลักษณะพิเศษคือ หอคอยสร้างเสร็จเพียงด้านเดียว ทำให้คนท้องถิ่นเรียกว่า “สุภาพสตรีแขนเดียว” (La Dama de la Manquita) ซึ่งมีค่าเข้าชมอยู่ที่ 10-15 ยูโร เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมภายในมหาวิหาร และยังมีโอกาสได้ขึ้นไปด้านบนของหอคอย เพื่อชมวิวมุมสูงของเมืองมาลาก้าอีกด้วย

ความพิเศษของมหาวิหารแห่งนี้ เรียกได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมสุดอลังการอันสวยงามทุกซอกทุกมุม ไล่ตั้งแต่บริเวณทางเข้าประตูไป รวมทั้งภายในที่มีโบสถ์ย่อย โถงกลาง และแท่นบูชาหลักซึ่งตกแต่งด้วยงานแกะสลักสุดตระการตา พร้อมมุมแสงลอดหน้าต่างกระจกสี ไปจนถึงบันไดวนที่มีจำนวนมากถึง 200 ขั้นไปยังชั้นดาดฟ้าของหอคอยที่จะได้ชมวิวเมืองแบบ 360 องศา

‘ป้อมปราการอัลคาซาบา’ อาหรับสไตล์ในมนต์ขลัง

ถัดจากมหาวิหารมาลาก้า มุ่งหน้าไปทางซ้ายตามทางไม่ไกลมากนักเราจะได้เจอกับ ป้อมปราการอัลคาซาบา (Alcazaba) ซึ่งเป็นป้อมปราการในยุคมุสลิมที่มีความสวยงาม ด้วยความเก่าแก่เต็มไปด้วยมนต์ขลัง และตั้งอยู่บนเนินเขายิบรอลฟาโร และก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เราจะได้ชมวิวทิวทัศน์เมืองมาลาก้าและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ป้อมปราการอัลคาซาบา ก่อตั้งขึ้นเมื่อช่วงต้นศตวรรษที่ 11 โดยราชวงศ์ฮัมมูดิดในยุคอัลอันดาลูเซีย เพื่อใช้เป็นป้อมปราการและที่อยู่อาศัยของอดีตผู้ปกครองเมืองชาวมุสลิม ตั้งอยู่บนเชิงเขายิบรอลฟาโร และเชื่อมต่อกับกำแพงล้อมรอบ และปราสาทยิบรอลฟาโร (Castillo Gibralfaro) ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระราชวังและสถานที่ปลอดภัยในสมัยนั้นปัจจุบันป้อมปราการแห่งนี้ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญให้ได้ตามร่องรอยทางวัฒนธรรม ด้วยสถาปัตยกรรมภายในของป้อมปราการที่สะท้อนให้ได้เห็นถึงอิทธิพลของอาหรับ จากการตกแต่งด้วยตัวอักษรอาหรับ การออกแบบด้วยส่วนโค้ง การมีสวนดอกไม้สไตล์อาหรับ และสระน้ำ
ถือว่าอัลคาซาบาได้ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้มาเยี่ยมเยียนสักครั้งหนึ่ง เพื่อชมทั้งสถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ และวิวทิวทัศน์

180 องศา ทัศนียภาพพาโนรามา ณ ปราสาทยิบรอลฟาโร

ในส่วนของ ปราสาทยิบรอลฟาโร ที่ตั้งอยู่บนเนินเขามองเห็นทิวทัศน์ของเมืองและชายฝั่งทะเล ก่อตั้งขึ้นเมื่อช่วงศตวรรษที่ 14 เพื่อเป็นสถานที่ตั้งฐานกองกำลังทางทหารในการปกป้องเมืองที่มีสมรภูมิอันได้เปรียบด้วยการมองเห็นทัศนียภาพได้แบบพาโนรามา ซึ่งในปัจจุบันก็ได้กลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มีผู้มาเที่ยวชมเป็นจำนวนมาก

จากมุมมองด้านบนของปราสาทยิบรอลฟาโร ไปยังเบื้องล่าง เราจะได้เห็นมุมมองทัศนียภาพที่กว้างไกล ทั้งอาคารตึกรามบ้านเรือน และได้เห็นวิวของท้องทะเลอันไกลโพ้น ทำให้เราได้เห็นชีวิตชีวาของเมืองมาลาก้าที่มีความสวยงามที่มีความสมดุลทั้งทางสถาปัตยกรรม ศิลปวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ทั้งทะเล ภูเขา และท้องฟ้าสีสดใส

‘โรงละครโรมันมาลาก้า’ ความรุ่งโรจน์แห่งประวัติศาสตร์กลางซากปรักหักพัง

หันกลับมามุมมองอีกฝั่งหนึ่งของปราสาทยิบรอลฟาโรคือ โรงละครโรมันมาลาก้า (Malaga Roman Theatre) เป็นซากปรักหักพังของโรงละครโรมันโบราณ ซึ่งตั้งอยู่บนเชิงป้อมปราการอัลคาซาบา และถือเป็นศูนย์กลางประวัติศาสตร์ของเมืองมาลาก้าที่เต็มไปด้วยร่องรอยทางวัฒนธรรมอีกแห่งหนึ่ง

โรงละครโรมันมาลากา

โรงละครโรมันมาลาก้าแห่งนี้เป็นอีกหนึ่งหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ในช่วงยุคโรมัน โดยถูกสร้างขึ้นในช่วงสมัยจักรวรรดิออกัสตัส ในศตวรรษที่ 1 และได้มีการใช้งานมาจนถึงศตวรรษที่ 3 ก่อนที่ชาวอาหรับได้นำก้อนหินบางส่วนในบริเวณนี้ไปใช้ในการก่อสร้างป้อมปราการอัลคาซาบา

สำหรับส่วนประกอบของโรงละครโรมันมาลาก้านั้นจะประกอบด้วยอัฒจันทร์ แท่นวงออร์เคสตรา และเวที ซึ่งภายหลังจากที่สถานที่แห่งนี้
โดนกลบฝังอยู่ใต้ดินมายาวนานหลายศตวรรษ ก็ได้ถูกค้นพบโดยบังเอิญเมื่อปี 1951 ขณะกำลังมีการก่อสร้างบริเวณนั้น

จนถึงปัจจุบันเราจะได้เห็นเพียงซากปรักหักพังของโรงละครโรมัน ที่ได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว และเป็นแหล่งโบราณคดีที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี ซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมฟรี โดยนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับร่องรอยประวัติศาสตร์และชมวิวสวยงามจากบนอัฒจันทร์ในมุมสูง

ฟินเต็มอิ่ม ชิมรสท้องถิ่น ‘ตลาดกลางอาตาราซานาส’

ห่างออกไปประมาณ 2 กิโลเมตร จากบริเวณแหล่งท่องเที่ยวทางสถาปัตยกรรม และวัฒนธรรมทางประวัติศาสตร์ เราจะได้เจอกับ ตลาดกลางอาตาราซานาส (Mercado Central de Atarazanas) ซึ่งเป็นตลาดสดที่มีอาหารสด ผักผลไม้ อาหารท้องถิ่นครบครันจบในที่เดียวให้ทุกคนได้เลือกซื้อเลือกรับประทานกันได้แบบเต็มอิ่ม

ตลาดกลางอาตาราซานาส

ที่ตลาดกลางอาตาราซานาสแห่งนี้จะมีวัตถุดิบอาหารต่างๆ ให้ได้เลือกสรรมากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความสดใหม่ และเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่อาจจะไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว แต่ก็ยังมีผู้คนทั่วไป รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเยี่ยมเยียนมากมาย เพื่อได้สัมผัสรสชาติของอาหารท้องถิ่นเมืองมาลาก้าและประเทศสเปนที่มีให้เลือกเพียบ

‘ลา มาลาเกต้า’ หาดทรายสีทองแห่งท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ด้วยความที่มาลาก้าเป็นเมืองชายฝั่งทะเล ดังนั้น สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ ชายหาด โดยชายหาดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดใจกลางเมืองก็คือ ชายหาดลา มาลาเกต้า (Playa de La Malagueta) ถือเป็นชายหาดที่โด่งดังที่สุดของเมืองนี้ ตั้งอยู่ใกล้กับท่าเรือมาลาก้า ซึ่งเป็นศูนย์กลางกิจกรรมริมทะเลเต็มไปด้วยบรรยากาศสุดคึกคัก

ชายหาดลา มาลาเกต้า

ความสวยงามของชายหาดทรายสีทองนุ่มละเอียดที่ทอดยาว ฉากหลังมีน้ำทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่ใสและมีสีฟ้าสวยงาม ทำให้ชายหาดลามาลาเกต้า มีนักท่องเที่ยว รวมทั้งผู้คนท้องถิ่นที่นิยมเดินทางมาเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ เล่นน้ำทะเล และอาบแดด กันเป็นจำนวนมากเลยทีเดียว

รวมไปถึงบริเวณโดยรอบยังมีร้านอาหารแบบดั้งเดิมริมหาดที่เรียกว่า ชิริงกิโต (Chiringuito) ให้ได้ลิ้มรสอาหารทะเลสดๆ พร้อมชมความสวยงามของชายหาดสีทอง และทะเลสีฟ้าได้ ซึ่งนอกจากชายหาดลา มาลาเกต้า แล้วก็ยังมีชายหาดปาโล (Playa del Palo) ชายหาดเล็กๆที่เงียบสงบ และชายหาดเปเดกาเลโฆ (Pedregalejo) ชายหาดที่อยู่ใกล้กับร้านอาหารทะเลอีกด้วย

เยือนรังเหย้าสโมสรมาลาก้า ‘ลาโรซาเลดา’ ลงเสาเข็ม 1936 รีโนเวต 3 รอบ จุเฉียด 3 หมื่น

เรียกได้ว่า เมืองมาลาก้า มีสถานที่ท่องเที่ยวทางสถาปัตยกรรม วัฒนธรรมทางประวัติศาสตร์ และธรรมชาติทางทะเลที่งดงามแล้ว ก็ยังมีสถานที่ที่เกี่ยวกับวงการกีฬา ทั้ง ศูนย์กีฬาโปลิเดปอร์ติโบ ซิวดัด ฆาร์ดิน สำหรับใช้ในการจัดการแข่งขันกีฬารายการสำคัญต่างๆ รวมทั้ง สนามกีฬาลาโรซาเลดา ซึ่งเป็นรังเหย้าของสโมสรฟุตบอล มาลาก้า อีกด้วย

สนามกีฬาลาโรซาเลดา ก่อสร้างเริ่มลงเสาเข็มเมื่อปี 1936 โดย 2 สถาปนิก เอนริเก้ อาเตนเซีย และ เฟร์นานโด เกร์เรโร สตราชัน เปิดใช้งานครั้งแรกเมื่อช่วงปี 1941 ก่อนมีการปรับปรุงมาอย่างต่อเนื่องถึง 3 ครั้ง ในปี 1982, 2000 และ 2010 ปัจจุบันมีความจุ 29,500 ที่นั่ง และเป็นแหล่งรวมของแฟนบอลชาวมาลาก้าแม้ล่าสุดจะตกชั้นไปเล่นในเซกุนดาดิบิซิออน หรือลีกระดับดิวิชั่น 2 แล้วก็ตาม

ทั้งหมดนี้ ถือเป็นมนต์เสน่ห์แห่งมาลาก้าที่ดึงดูดเหล่านักท่องเที่ยวให้เดินทางไปเที่ยวชม ดื่มด่ำความงดงาม สัมผัสความเงียบสงบ พบประสบการณ์ใหม่อันติดตาตรึงใจไปตลอดกาล

ภูวดล เอี่ยมประไพ