รู้ว่าเสี่ยง แต่ขอลอง เชื่อ2ปีมีโอกาส‘GrandCompromise’ ‘รัฐธรรมนูญใหม่’เหลือแค่ประตูเดียว

24.09.25 | 13:00 น.

ฟังจบแล้วถึงกับร้อง อ๋อ… ถึงเหตุผลการตัดสินใจของ พรรคประชาชน ในการโหวตเลือก อนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นแท่นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

ท่ามกลางข้อครหาพลิกลิ้นไปจับมือ เพื่อแลกกับนิรโทษกรรม ส.ส.ในพรรค ให้พ้นชนักคดีมาตรา 112

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ผู้ถูกพิพากษาทางการเมืองสิบปีเต็ม ตอบนักศึกษาธรรมศาสตร์ ชัดๆ หลังยิงคำถามตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม

ถ้า 4 เดือนไม่ยุบจริง จะเกิดอะไร?

ถ้าประชามติไม่ผ่าน จะไปยังไงต่อ?

Advertisement

หรือถ้าสมมุติรอเลือกตั้งใหม่ เกิดพรรคประชาชนชนะ ฟอร์มรัฐบาลพรรคเดียวได้สำเร็จ

พรรคสีส้มสัญลักษณ์สามเหลี่ยมหัวกลับ จะได้รับการรับรองให้ขึ้นสู่อำนาจบริหารจริงหรือ?

หรือแม้แต่ เป้าหมายระยะใกล้หนึ่งข้อสำคัญใน MOA ที่เซ็นไว้เป็นใบประกัน ว่าภูมิใจไทยจะทำตามสัญญาซึ่งให้ไว้ แลกกับเสียงโหวต

คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดย ส.ส.ร. ที่ต้องมาจากการเลือกตั้ง 100% เท่านั้น

แต่เงื่อนไขภายใต้กรอบเวลา 4 เดือน ที่ต้องพึ่งเสียง ส.ว.ร่วมด้วย จะเกิดขึ้นจริง? กลเกมหักหลัง จะค่อยๆ ผุดขึ้นให้เห็น เป็นไปตามคำทำนาย ‘เบี้ยวดีล’ หรือไม่ คงต้องจ้องกันต่อไปอย่างไม่กะพริบตา

อยู่ต่อไม่คุ้มเสีย

ถ้าพูดแล้วทำ ‘หนูทองคำ’ กลายเป็นพรรคใหญ่

ทั้งลุงป้า ผู้ผ่านช่วงรัฐประหาร 19 ก.ย.2549

ทั้งเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่คุ้นหน้าในม็อบราษฎร หวนมาพบกันอีกครั้ง

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ห้องริมน้ำ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ รายล้อมไปด้วยบุคคลที่ต่างผ่านการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้เมืองไทยเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ในงาน ‘19/9 Remember Me สนามราษฎร์ในความทรงจำ’ ซึ่งจัดโดย แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ร่วมกับ DRG

หลากเจเนอเรชั่นพร้อมใจมามุงดูละครเวที The Ordinary ที่ต้องบอกว่า ชาร์จพลังคนธรรมดาได้อย่างเต็มร้อย

ย้อนบรรยากาศการชุมนุมทวงอำนาจคืนราษฎร กลางท้องสนามหลวง เมื่อ 5 ปีก่อน ที่ซึ่งมวลชนเดินเท้าเข้ามาปูเสื่อนั่งฟังปราศรัย ทวงสิทธิของตนในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ไล่รัฐบาลที่มาจากผลพวงของการรัฐประหาร

อีกทั้งยังตรงกับวาระ ‘ครบรอบ 19 ปีการรัฐประหาร’ โดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน

อันนำมาสู่ทางตันของประชาธิปไตยไทย

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ขึ้นเวที Special Talk ‘4 เดือนนี้ ชี้ชะตาการเมืองไทย’ ร่วมกับ ณัฐชนน ไพโรจน์ อดีตแกนนำแนวร่วม มธ., ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw เล่าเท้าความถึงเหตุการณ์ปี 2549

ตอนนั้นกำลังไปปิดดีลธุรกิจที่ต่างประเทศ พอเกิดเหตุรัฐประหาร คู่ค้าก็ตกใจ

“เรากำลังดีลธุรกิจเป็นล้านดอลลาร์ ในขณะที่ประเทศไทยเกิดรัฐประหาร อายมาก กลับมาเลยรวมตัวกับเพื่อน

ส่วน 19 กันยายน ปี’63 ถ้าหันหน้าเข้าเวที ผมอยู่ซ้ายมือ”

ถามตรงๆ มองอนาคต 4 เดือนข้างหน้า การทำ MOA เพื่อยุบสภา คิดว่ารัฐบาลชุดนี้จะยุบจริงไหม?

ส่วนตัวแล้วไม่เชื่อว่า จะมีวันที่ 121

ธนาธรตั้งคำถามกลับว่า ถ้าอยู่ต่อ 1 เดือน หรือ 6 เดือน ทั้งเราและเขา (ภูมิใจไทย) ได้อะไร หรือเสียอะไร

“บวก ลบ คูณ หาร สำหรับเขาแล้วอยู่ 120 วัน ไม่มีวันที่ 121 ‘จากหนูท่อ เป็นหนูทองคำเลย’ ตามสโลแกนของเขา ‘พูดแล้วทำ’ วิธีการนี้จะทำให้ ภูมิใจไทยกลายเป็นพรรคใหญ่ คือการทำตามสัญญา เหมือน
ประชาธิปัตย์ หรือไทยรักไทย สมัยก่อน” ธนาธรเปิดเหตุผล

ประตูสู่ ‘การแก้รัฐธรรมนูญ’
เหลือกุญแจแค่ดอกเดียว

แล้วถ้าเกิดมีวันที่ 121 ขึ้นมา?

ธนาธรมองในทางเทคนิค จริงๆ อุบัติเหตุทางการเมืองก็เกิดได้เช่นกัน ที่ว่าอาจดีเลย์ไปเล็กน้อย 1-2 เดือน ซึ่งต้องดูหน้างาน

“แต่ผมคิดว่า กระบวนการ 4 เดือนนี้ อย่างไรแล้วการตื่นตัวของภาคประชาชนที่ออกมากดดันเรื่องนี้ เป็นสิ่งจำเป็นไม่แพ้กัน เพื่อให้ทำตามสัญญา คงความศักดิ์สิทธิ์ไว้ได้”

ธนาธรเชื่อว่า การหล่อเลี้ยงเสียงของมวลชนไว้ ยังคงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ ‘การแก้ไขรัฐธรรมนูญ’ เกิดขึ้นจริง

เวิร์สเคส ถ้าเลย 120 วัน ก็อาจเป็นไปได้หากเกิดอุบัติเหตุการเมืองสักอย่าง เช่น ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เกิดตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง แต่ประชาชาชนตั้งอยู่บนความเสี่ยง เนื่องจากประตูไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

มีประตูนี้ประตูเดียว

“จะเสี่ยงหรือไม่เสี่ยง เพราะถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญ คุณต้องมี ส.ว.เลือกนายกฯ ทั้งนี้ ไม่ใช่เลือกว่านายกฯ เพราะคนไหน เป็นบุคคลที่มีความรู้ มีความสามารถมากกว่ากัน หรือในอดีตทำอะไรไว้บ้าง แต่มันเลือกจากเหตุผลว่า ใครนำไปสู่ การเปิดประตูแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้มากกว่ากัน เรายืนบนฐานนี้มั่นๆ

เราต้องยืนอยู่จุดนี้ เพราะเขาเป็นคนถือกุญแจ” ธนาธรแถลงชัด ในข้อที่หลายคนต่างถกเถียง

ในเมื่อเราไม่ได้ถือกุญแจ ‘คุณมีสิ่งที่ต้องการ เราก็มีเช่นกัน’
ถ้าอย่างนั้น Take risk ความเสี่ยงมีแน่ แต่ถ้าเกิดเป็นไปได้ขึ้นมาก็คุ้มที่จะลอง

“ถ้าเขาอยู่ต่อยาวๆ ไปเป็นปี ผมคิดว่าคะแนนของภูมิใจไทยจะไม่ได้เพิ่มขึ้นในการเลือกตั้งครั้งหน้า ถ้าทำตามสัญญาฉบับนั้น จะเป็นคุณกับทุกฝ่าย เป็นการหยิบกุญแจ ไขกลอนที่ไม่รู้จะแก้มันยังไง”

รอบนี้แพ้ไม่ได้
‘ประชามติ’ ต้องพร้อมเลือกตั้งใหญ่

ตามมาด้วยข้อคาใจ ที่เห็นมาแล้วในอดีต

เมื่อรัฐธรรมนูญซึ่งภาคประชาสังคมใฝ่ฝัน ถูกบิดพลิ้ว จนต้องถูกจับกุม เพราะออกมารณรงค์ไม่รับร่าง

สำหรับ เอก ธนาธร การรณรงค์เรื่องการทำประชามติครั้งนี้ ‘แพ้ไม่ได้’ ห้ามประมาท

เราเคยเจอบทเรียนมาแล้ว เมื่อปี 2559 บทเรียนวันนั้น โหวต No ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560

ซึ่งถ้ารอบนี้แพ้ ไม่รู้จะกลับมาแก้ยังไงอีกเลย…

“นี่คือเหตุผลที่เราพยายามบังคับให้ ‘การทำประชามติ ต้องมาพร้อมการใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วไป’ เพราะถ้าทำประชามติโดดๆ คงไม่มีใครเสียค่ารถกลับบ้านต่างจังหวัด เพื่อไปทำประชามติแน่ๆ

ถ้าผ่านไปถึงจุดนั้นจริงๆ ขอแรงทุกคน รณรงค์ให้เต็มที่ ถ้าแพ้ ข้อแรก ก็ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกกี่ปีถึงจะกลับมาทำเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้อีกครั้ง” ประธานคณะก้าวหน้าอธิบายถึงที่มาที่ไป และความจำเป็น

วิเคราะห์แล้ว ‘หน้าตักสูงมาก’ ต้องรณรงค์อย่างแข็งขันจริงๆ ต้องทำงานอย่างกว้างขวาง ให้ประชาชนได้รับข่าวสารให้รอบด้านที่สุด เพื่อให้คนมองเห็น และนำไปสู่การโหวตรับรัฐธรรมนูญชุดใหม่ ซึ่งวางใจไม่ได้

ยังไม่สิ้นข้อสงสัย คนรุ่นใหม่ถามต่อไม่วางไมค์ ‘ถ้าประชามติแพ้ทำไง?’

“ถ้าประชามติแพ้ ผมคงย้ายประเทศ ไม่อยู่แล้ว” ธนาธรตอบกลับขำๆ

ก่อนจะนับเลขในใจ สนามหน้า สนามต่อไปคงเป็น ‘ปี 2572’

“ถ้าประชามติรอบนี้แพ้ สมรภูมิแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นไปได้จริง คือปี 2572 ซึ่งเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

ถ้ารูปแบบการเลือก ส.ว.ยังเป็นแบบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมคิดไม่ออกเลยว่าจะเอาคนที่ใจรักประชาธิปไตย ฝักใฝ่แก้ไขรัฐธรรมนูญ เข้าไปอยู่ใน ส.ว.ได้อย่างไร” ธนาธรพูดตามตรง

แค่เพียงคลิ๊กเดียว
จังหวะปิดสวิตช์ ส.ว.-รู้ว่าเสี่ยงแต่ขอลอง

เมื่อสิทธิทางการเมืองที่ถูกตัด ยังไม่ครบวาระ ให้กลับสู่สนามพรรคประชาชน

ในขณะที่การเคลื่อนไหวแผ่วลงบนท้องถนน อีก 55 ชีวิตยังคงถูกคุมขัง

เยาวชนถามพี่เอก มองตัวเองอีก 4 เดือนหลังจากนี้จะทำอะไร?

สำหรับ ธนาธรแล้ว ระหว่างคงทำสองเรื่องไปพร้อมกันคือ 1.เป็นผู้ช่วยหาเสียงให้กับพรรคประชาชน และ 2.รณรงค์เรื่องการทำประชามติ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็คงใช้เวลา 4 เดือนที่เหลือนี้ไปด้วยกัน

อีกมุมหนึ่ง มีผู้ถามถึงความเป็นไปได้อื่นๆ ถ้าไม่เลือกจับมือกับพรรคนั้น? ธนาธรมองว่า ตอนนี้การตัดสินใจหลักๆ ของพรรคประชาชน คือถ้าเราไม่เสี่ยง คงต้องอยู่อย่างนี้ต่อไป

ตลอด 8 ปีที่อยู่ในการเมืองมา มันไม่มีวินาทีไหนที่เรามีอำนาจต่อรองทางการเมืองถึงขนาดนี้ได้เลย

“กุญแจมันแค่คลิ๊กเดียว คือถ้าผ่านกระบวนการนี้ จะไม่ต้องผ่านการยกมือของ ส.ว.อีก ถ้ารอบนี้ไขเพียงคลิ๊กเดียวได้

ถ้าใครมีทางอื่น ผมก็อยากทำเหมือนกัน เพราะผมมองไม่เห็น การใช้เสียง 1 ใน 3 ของ ส.ว. มันแค่รอบนี้รอบเดียว พอเข้าสู่กระบวนการทั้งหมด มันจะไม่ต้องกลับมาอีก ในจังหวะเข้าด้ายเข้าเข็มแบบนี้ เราจำเป็นต้องลองเสี่ยง”

ธนาธรรู้ดีว่าเสี่ยง แต่คงต้องขอลอง

ซึ่งถ้าหากประเมินข้อเสียที่อาจเกิดขึ้น อย่าง ‘คดีเขากระโดง’ ซึ่งจริงๆ แล้วอยู่ที่ของการรถไฟ จึงไม่มีการฟ้อง เพราะจะมีชาวบ้านโดนฟ้องด้วยเต็มไปหมด ส่วนเรื่องฮั้ว ส.ว.นั้น ต้องไปดูกลไกของ กกต.

“ถ้าเราเชื่อว่ากลไกเหล่านี้เป็นของเขาอยู่แล้ว ใครเป็นรัฐบาลก็มีค่าเท่ากัน บวก ลบ คูณ หารแล้ว ต่อให้เกิดการเบี้ยว มันก็เน่ามา 19 ปีแล้ว ต่อให้ดาวน์ไซด์อีก อย่างน้อย 2 ปีเลือกตั้งใหม่

ถ้าใครมีทางอื่นที่พรรคประชาชนไม่ได้เลือก ผมก็อยากฟังเหมือนกัน” ธนาธรพร้อมเปิดรับทางออกอื่นๆ

เชื่อใน Grand Compromise
มองบวก เห็นโอกาสเปลี่ยนผ่าน

แล้วเราจะทำอย่างไรให้เกิด ‘ความหวัง’ ขึ้นกับประชาชนอีกครั้ง?

เจ้าตัวหยิบยกกรณี สภาเพิ่งผ่าน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับใหม่ ‘กฎหมายลาคลอด 120 วัน’
เนื้อหาคือ เพิ่มวันลาคลอดจาก 90 วัน เพิ่มขึ้นอีก 30 วัน ซึ่งเลือกใช้ได้ทั้งคุณพ่อและแม่ นับว่าเป็นกฎหมายก้าวหน้าที่ผ่านมาได้ เหมือนอย่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม

“ผมว่าไม่ถึงขนาดหมดหวัง เราเห็นถึงความยากลำบากของผู้คน อนาคตที่มืดมน แต่ก็มีชัยชนะเล็กๆ แบบนี้ที่หล่อเลี้ยงการเดินทางของพวกเรา ว่าไม่ได้สูญเปล่า

สิ่งที่ทุกคนทำ รวมถึงคนที่อยู่ในคุก มันคือการทำให้การพูดถึง ‘การปฏิรูป’ เป็นเรื่องสามัญได้ มันมีต้นทุน แต่อย่างน้อยมีความก้าวหน้าในการผลักเพดาน” ธนาธรเชื่อในชัยชนะก้าวเล็กๆ ที่มองเห็นระหว่างทาง

ตัดภาพไปในช่วงท้าย นักศึกษาธรรมศาสตร์แชร์ความเห็นว่า ส่วนตัวเชื่อว่าเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคประชาชนน่าจะได้ถึง 270 ที่นั่ง ถ้าสมมุติเป็นอย่างนั้น มองว่าจะมีการยอมให้เข้าสู่อำนาจหรือไม่?

ธนาธรหยุดคิด ก่อนจะให้คำตอบที่น่าสนใจ

โดยมองสถานการณ์ตอนนี้ ต่างจากตอนยุคคุณทักษิณที่ผ่านมา ที่มีเสียงข้างมากเพียงพรรคเดียว

ตอนนี้เราต่างเหนื่อยล้ากันทุกฝ่าย ถูกยุบพรรค ตัดสิทธิ นักเคลื่อนไหวก็ต่างเหนื่อยล้า แม้แต่ฝั่งอนุรักษนิยม เขาก็เหนื่อยล้าและกังวลกันมาก ในภาวะนี้จึงเป็น ‘โอกาสเปลี่ยนผ่านที่ดีที่สุด’

“วันนี้หนังสือยังอยู่ในบทนี้อยู่ ยังไม่จบบทดี แต่เดินมาถึงตอนปลายของบทแล้ว มันมีโอกาสเกิดสิ่งที่เรียกว่า Grand Compromise ‘การประนีประนอมครั้งใหญ่’ ของทุกฝ่าย ถ้าภูมิใจไทยรักษาสัญญา

อย่างน้อยเพื่อให้ปิด Chapter นี้ ทำการเมืองให้เป็นปกติ เอาเพื่อนออกจากคุกใน 4 เดือนนี้” ธนาธรทำนาย ซึ่งอาจจะไม่ใช่ 4 เดือน แต่อย่างน้อยในช่วง 2 ปีนี้มีโอกาสเกิด Grand Compromise

เพื่อให้สังคมไทย เดินไปสู่แชปเตอร์ต่อไป

“แต่ถ้าไม่เกิด มันจะเกิดการทำลายพรรคประชาชน เหมือนที่ทำกับ ‘ไทยรักไทย’ มาแล้ว

หลังจากนั้นก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแล้ว แต่ผมมองโลกในแง่ดี ว่าเราจะหาทางออกโดยไม่ต้องมีการสูญเสียกันอีก”

อธิษฐาน จันทร์กลม