หน้าแรก ประชาชื่น ‘พิธา ลิ้มเจร...

‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ กับการเมืองแห่งความเป็นไปได้ ร่ายจดหมายจากฮาร์วาร์ด ถึง…‘อนาคตประเทศไทย’

28.09.25 | 11:37 น.

‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’
กับการเมืองแห่งความเป็นไปได้
ร่ายจดหมายจากฮาร์วาร์ด
ถึง…‘อนาคตประเทศไทย’

‘อนาคตประเทศไทย

สาหัสสำหรับคนจำนวนมาก สบายสำหรับคนจำนวนน้อย’

หลังเส้นทางชีวิตพลิกผัน พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้ก้าวขาออกไปเห็นโลกกว้าง จากบทบาททางการเมือง สู่การเป็นนักวิชาการด้านประชาธิปไตย (Visiting Democracy Fellow) ที่ Harvard Kennedy School

ขยับจาก ‘ไทยแลนด์แมน’ มาเป็น ‘เอเชียแมน’ ที่มองไกลยิ่งกว่าเก่า

Advertisement

หลังได้พบปะเจอคนหลายเชื้อชาติ ทั้งได้แลกเปลี่ยนและถูกตั้งคำถามที่เทไปในทางเดียวกันว่า ‘เกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย?’

พิธาทดโจทย์นี้ไว้ในใจ จนนำมาสู่ความพยายามไขสมการเพื่อหาทางให้รอดพ้นทุกวิกฤต

ทั้งเศรษฐกิจ ประชาธิปไตย ประชาชนจะใช้ชีวิตอย่างไรท่ามกลางกระแสความผันผวนในยุคสมัยที่แวดล้อมไปด้วยข่าวคราวน่าใจหาย

สงคราม ภาษี ฝุ่นพิษข้ามชาติ ปัญญาประดิษฐ์ที่ล้ำจนมนุษย์หวั่นใจ

ไทยอยู่จุดไหนของอาเซียน ไปจนถึงบทบาท ‘ทหาร’ ที่พร่าเลือนระหว่างมีไว้ ปกป้อง หรือปกครอง? และเริ่มเด่นชัด

เมื่อสถานการณ์ต่างๆ ไม่เพียงเกิดในเมืองไทย แต่เกิดขึ้นในอีกหลายมุมโลก

ตกผลึกกลายเป็นสิ่งที่อยากเห็นอีก 10 ปีข้างหน้า

ตกตะกอนออกมาเป็นโปรเจ็กต์ล่าสุด กับหนังสือที่มีชื่อว่า The Future of Thailand อนาคตประเทศไทย ตลอด 432 หน้า พาเราเข้าไปสัมผัสวิสัยทัศน์ เปิดให้เห็นแนวคิด อีกทั้งข้อเสนอที่ฉีกออกไปจากเก่า

ผ่านเรื่องเล่าและประสบการณ์ตรงของชายพ่อลูกหนึ่ง ผู้ที่เคยถูกเลือกจากประชาชนคนไทยมากกว่า 14 ล้านเสียง

“โปรโมชั่นการเมืองไทยมีใครให้มากกว่านี้ ต่างชาติยัง งงงวย?

เลือก 1 ได้ถึง 3 แต่คนที่ถูกเลือกมากที่สุด ทำไมมาอยู่เคมบริดจ์”

เป็นฟีดแบ๊กซึ่งพิธาสัมผัสได้ถึงความไม่ปกติที่สื่อผ่านคณิตศาสตร์ทางการเมืองอันบิดเบี้ยว จนเกิดเป็นเควสชั่นมาร์กตัวโตๆ

หลังเดินสายเข้าร่วมเวทีต่างๆ ทั่วโลกตลอด 1 ปีกว่า

“อีกนิดเดียว… ประเทศนี้จะมีนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา” เขาร่ายจดหมายจากฮาร์วาร์ด หลังเส้นทางการเมืองถูกบังคับให้จบลง

บรรทัดนับจากนี้คือข้อชวนคิดที่ขอเทกโน้ตไว้ ฝันของพิธา (และคนไทย) จะเป็นฝันที่เกิดขึ้นจริงในไม่ช้าหรือไม่

⦁ จากหัวหน้าพรรคก้าวไกล ผันไปทำอีกบทบาท เป็น Visiting Fellow ได้อย่างไร?

ต้องขอบคุณ ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ (อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) เพราะได้ไปเขียนหนังสือเล่มหนึ่งตอนที่ไปสิงคโปร์ มันเป็น Visiting Fellow แปลเป็นภาษาไทยว่า ‘นักการศึกษาอาคันตุกะ’

ผมได้ไปใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่บอสตัน เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ซึ่งก็เป็นที่ที่เราเคยเรียนหนังสือ เรียนการเมือง การปกครอง เมื่อปี ค.ศ.2008-2011 ปีนี้ 2025 ผ่านไป 14 ปีพอดี จากบางกอกสู่บอสตัน เหมือนเป็นบ้านหลังที่สองมานาน จะทำอะไรมันก็คุ้นเคย ไม่ต้องปรับตัวสักเท่าไหร่

⦁ ชีวิตที่ Harvard Kennedy School สนุกไหม หลังได้ลองเปลี่ยนบทบาทจากหัวหน้าพรรค ไปสู่ชีวิตที่มีคนมาถาม แล้วเราให้ความรู้เขา?

แน่นอน อย่างแรกคือเปลี่ยนจากคนที่พูดเยอะ เป็นคนที่ฟังเยอะ เพราะว่าถ้าเราเป็นหัวหน้าพรรค เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง แน่นอนว่าทุกข้อประชุมเราต้องเสนอ ต้องปราศรัย อภิปรายในสภา พอไปอยู่ที่นั่น เราได้เจอคนรุ่นใหม่ นักการศึกษา สื่อมวลชน บางคนทำนิตยสารเทคโนโลยีที่ชื่อ WIRED อันนี้ผมชอบอ่านตอนเด็กๆ ก็มาเป็น Senior Fellow เหมือนผม เรียกได้ว่าเจอคนจากต่างประเทศค่อนข้างหลากหลาย

ขณะเดียวกัน นอกแคมปัสก็เดินทางเยอะ และกำลังจะไปเกาหลีใต้ สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เพราะฉะนั้นการที่เราอยู่ในห้องที่เราไม่ได้เป็นคนที่รู้เยอะที่สุดซะทีเดียว อยู่ในห้องที่คุณอาจจะ Contribute (ช่วย) ได้นิดหน่อย แต่ว่าเป็นคนฟังเสียส่วนใหญ่ ชั่วโมงกว่าที่ได้ความรู้ใหม่ๆ ที่ตอนอยู่สภาเราหาคำตอบไม่ได้ ก็เยอะพอสมควร

อย่างเรื่องการบริหารจัดการไฟป่า โดยใช้เทคโนโลยี IOT ใช้ดาวเทียมเข้ามาช่วย หรือเสื้อชั้นใน ที่รู้ได้ว่าจะเป็นมะเร็งไหม ก็จะคุยเกี่ยวกับเรื่องอนาคตเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้หมายถึงอนาคตที่สดใสเพียงอย่างเดียว แต่เป็นอนาคตที่ท้าทาย

เรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การถดถอยของประชาธิปไตยที่เราเห็นที่เนปาล การประท้วงใหญ่ที่ลอนดอนและออสเตรเลีย ฯลฯ พวกนี้ถ้าเมื่อก่อนที่ผมเป็น ส.ส.อยู่ในสภาก็ต้องตามข่าวในประเทศเป็นหลัก เพราะต้องเจอสื่อมวลชน พอไปอยู่ที่บอสตันเราต้องเข้าใจหลายๆ พื้นที่ทั่วโลกมากขึ้น ทำให้ผมกลายเป็น ‘เอเชียแมน’ มากกว่า ‘ไทยแลนด์แมน’

เราก็จะเริ่มไม่สนใจแค่เรื่องในประเทศไทย เขาอยากให้ผมมองในระดับเอเชียมากขึ้น และคำถามจะเริ่มลึกและกว้าง ทำให้ได้มุมมองใหม่ๆ มากกว่าการนั่งรออภิปรายในสภาอย่างเดียว ก็มองว่าเป็นช่วง 1 ปีที่มีความสุขดี ช้าลง มีโอกาสนั่งฟังมากขึ้น ในขณะที่สมัยก่อนแปดหมายต่อวัน (หัวเราะ) ในเชิงการเมืองยังมีเรื่องที่น่ากังวลใจอยู่เยอะทีเดียว ทุกคนที่เป็นชาวมติชนก็คงทราบดี

ที่ผมเพิ่งเขียนลงมติชนสุดสัปดาห์ไป เขาก็ถามว่าประเทศไทยมีใครให้มากกว่านี้ไหม? เลือก 1 ได้ถึง 3 แต่คนที่ได้เลือกมากที่สุด ทำไมมาอยู่เคมบริดจ์ และที่จริงผมเขียน OP-ED (opposite the editorial page) คือหน้าตรงข้ามบรรณาธิการ ผมเขียนลงนิวยอร์กไทม์เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เขาก็เถียงกลับว่า จริงๆ แล้วไม่ใช่ 3 คนนะ 5 คน คุณลืมนับคุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรักษาการนายกฯ และคุณภูมิธรรม เวชยชัย (หัวเราะ)

เรื่อง 14 ล้านเสียง กับ 40% ของบัญชีรายชื่อก้าวไกล เขาก็เลยถามผมกลับว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ได้ Popular Vote เท่าไหร่ ผมก็เลยมาเคาะเครื่องคิดเลขว่า แกได้ล้านนิดๆ แล้วหารด้วยคนที่มาใช้สิทธิ ประมาณ 30-40 ล้านคน มันได้ 2.5% (เราอธิบายให้เขาฟังว่าบัญชีรายชื่อ เลือกเพราะต้องการแคนดิเดตฯคนนั้น แค่อนุมาน) แกก็เลยบอกว่านายกฯคนปัจจุบันของไทยมาเป็น Dissent Third เป็นแคนดิเดตฯคนที่ 4 เป็นนายกฯคนที่ 3 และมี Popular Vote อยู่ 2.5% โปรโมชั่นการเมืองไทยมีใครให้มากกว่านี้ ทำให้ต่างชาติยิ่งเริ่มสนใจและงงงวยไปกับประเทศไทย ถามว่าทำไมพรรคประชาชนถึงต้องโหวตให้ ผมก็บอกว่าไม่ได้ยุ่งและเกี่ยวข้อง แต่เชื่อเถอะ ว่าการเมืองไทยไม่ได้มีแค่พรรคประชาชนเป็นตัวแปร ไม่มีใครรู้เท่ากับผมในตอนปี 2023 แต่ผมในตอนนี้ออกมาแล้ว และตั้งใจที่จะเงียบ

⦁ คำถามที่น่าจะพบมากที่สุด ทั้งตอนที่อยู่บอสตันและในหลายประเทศ คือเกิดอะไรขึ้นกับการเมืองไทย?

เขาสนใจมาก เพราะมันเป็นเรื่องหนึ่งของภาพใหญ่ของการเมืองโลก นั่นก็คือ ‘การถดถอยของประชาธิปไตย’ (Democratic Backsliding) เขาก็เห็นได้ชัด อย่างอาจารย์ที่ผมใกล้ชิดด้วย คนที่เขียน ‘How Democracies Die’ โดย สตีเวน เลวิตสกี้ และแดเนียล ซิบลาตต์ ซึ่งอาจารย์บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ นำมาแปลเป็นภาษาไทย บอกว่าประชาธิปไตยมันตาย มันไม่ได้ตายภายในวันสองวัน มันค่อยๆ ตายทีละนิด โดยคนที่ประชาชนเลือกเข้าไปนั่นแหละ เป็นคนที่ทำให้สถาบันต่างๆ ค่อยๆ ตายด้วยน้ำมือของนักการเมืองเองมากกว่า

การที่จะมาทำรัฐประหารกัน หรือมีรถถังออกมา เป็น ‘การเมืองแห่งการแต่งตั้ง’ กับ ‘การเมืองแห่งการเลือกตั้ง’ ซึ่งการเมืองแห่งการแต่งตั้ง ก็ไม่ได้หมายถึงแค่ ส.ว.เพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ที่ถูกแต่งตั้งไม่ว่าทางตรงก็ทางอ้อม เขาก็เลยศึกษา Political Science ว่าเกิดอะไรขึ้นในบ้านเมืองเรา ซึ่งแต่ละประเทศก็มีอะไรที่คล้ายๆ กัน เมื่อมันถดถอยทั้งหมด แล้วมีประเทศไหนสู้กลับ และสู้กลับอย่างไรบ้าง เป็นเรื่องที่น่าสนใจของเมืองไทย มีเรื่องไหนบ้างที่น่าจะผลักกลับไปได้

เช่น บราซิล ที่โดนตัดสินว่าการทำรัฐประหารเป็นกบฏ โดนไป 27 ปี ส่วนของเกาหลีใต้ที่มีการประกาศกฎอัยการศึกเดือนธันวาคม ประชาชนก็ไม่เบื่อการเมือง ไปใช้สิทธิสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ ซึ่งมีหลายตุ๊กตาที่ยังมองไม่เห็นกับไทย เช่นว่าอีก 4 เดือนจะเลือกตั้งในประเทศไทย สรุปคนจะมาใช้สิทธิเยอะเท่าตอนพรรคก้าวไกล 76-77% หรือเปล่า เพราะว่าถ้าน้อยกว่า 70% มันยากที่จะชนะ เหมือนเลือกตั้งซ่อมที่เชียงราย ที่มากกว่า 50% มันยากที่จะครบเจตจำนง ถ้าหากคนเบื่อการเมืองขึ้นมา

โอกาสที่คนไทยจะเข้าถึงประชาธิปไตยที่แท้จริง ตอนที่ยังเป็นข้าวต้มมัดก้าวไกล-เพื่อไทยอยู่ ผมเสียดายโอกาสที่ประชาชนอุตส่าห์แบ่งกองมาให้ชัดๆ แล้ว โอกาสที่จะเปลี่ยน ตั้งรากใหม่แห่งอนาคตประเทศไทย และการเปลี่ยนแปลงของรัฐไปสู่อนาคต มันเป็นโอกาสที่น่าเสียดายและก็ยังคงเสียดายมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่อย่างนั้น 310 กว่าเสียง จะทำอะไรกับประเทศ ก็มาจากคนที่เลือกเหมือนกัน ส่วนตัวผมไม่ต้องเป็นห่วง เป็น 1 ปีที่มีความสุขดี

ไม่เพียงไทยที่มีปัญหาการเมือง ทั่วโลกก็เผชิญอยู่ ขณะเดียวกันก็มีหลายตัวอย่างที่หาทางออกได้แล้ว จุดนี้น่าสนใจ เพราะถ้ามองกระแสที่ผ่านมา คนไทยมันเกิดอารมณ์เบื่อการเมืองจริงๆ คือ ‘เลือกตั้งพอเป็นพิธี’ บางคนบอกว่าเสียงที่ออกไป สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรกลับมา ซึ่งบางประเทศไขสมการนี้ออก และถ้าเป็นเรา จะหาทางออกแบบเขาได้ไหม?

3-4 ข้อ ถ้าเอาแบบนักวิชาการ Harvard ทฤษฎี Tyranny of the Minority คือ 1.ฝ่ายค้านต้องเข้มแข็ง 2.มีการจับตาจากนานาชาติ 3.Freedom of Expression (เสรีภาพในการแสดงออก) และ 4.Collapse from Within หมายถึง คนที่เคยมองเห็นว่าตนมีโอกาสที่จะทำให้ประชาธิปไตยถดถอย เช่น องค์กรอิสระ ทหารที่อยากปกครองประเทศ เขาเกิดแตกแยกทางความคิดขึ้นมา แล้วรู้สึกว่าพอแล้ว ไม่ใช่หน้าที่ที่จะมาสังหารผู้ประท้วง

ซึ่งคนเกาหลีใต้ก็เล่าให้ผมฟังว่า จากสี่เผด็จการ จนมาถึงโอลิมปิก ปี 1988 มันมีความคิดใหม่ๆ ระหว่างทหารเกาหลีใต้ ที่เชื่อว่าปกป้อง ไม่ใช่ปกครอง และไม่สนับสนุนให้มันเกิดขึ้น คนที่พูดเรื่องนี้ให้ผมฟังคนที่สอง คือ ซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ซึ่งเคยเป็นนายทหารมาก่อน แต่เอาทหารออกจาก ส.ว. แล้วลดทหารที่ทำงานในรัฐบาลลง

คนรุ่นใหม่ ข้าราชการรุ่นใหม่ คนที่อยู่ในศาลรัฐธรรมนูญที่อายุเท่าผม เขารู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญเราไปลอกเยอรมนี ออสเตรเลีย แต่ความเป็นจริงมันควรมีความยึดโยงกับประชาชนอย่างไร การวิจารณ์ศาลเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ต้องโดนละเมิดศาล รวมถึงบางพื้นที่ที่รู้ว่าใช้ประชาชนกี่คนในการที่จะถอดถอนศาลได้ พอคนในเขาคิดเองได้ มันจะเกิด Collapse from Within ซึ่งถ้าเอาตามทฤษฎี Tyranny of the Minority ที่เป็นหนังสือที่ฮาร์วาร์ดเขาอ่านกัน ก็จะพอเห็นอะไรที่สามารถสู้ประชาธิปไตยที่ถดถอยได้

⦁ จากสิ่งที่พูดมา 4 ข้อนี้ พอกลับมาดูเมืองไทย จะมีพลัง อำนาจสเปเชียลบางอย่าง จุดนี้เคยได้พูดถึงในเวทีที่เราเคยได้แลกเปลี่ยนบ้างไหม?

มี เคยหมกมุ่นในเชิงนักการเมือง นักวิชาการไทย นักสื่อมวลชนไทย แต่เมื่อผมได้อยู่ในภาพที่มันกว้างขึ้นก็จะเห็นอะไรที่กว้างขึ้น เช่น ข้างๆ รองประธานสภาโดนตัดสิทธิ 15 ปี อินโดนีเซียที่เคยผ่านพ้นวงจรรัฐประหารมาแล้ว หรือประเทศประชาธิปไตยอย่างออสเตรเลีย ลอนดอน เขาก็ประท้วงสิทธิคนข้ามชาติ มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ บางครั้งเราหมกมุ่นอยู่ในใจมากเกินไป พอมองกว้างมากขึ้น ก็อยู่ที่เราวางใจไว้ตรงไหน และอะไรมันก็ ‘เป็นไปได้เสมอ’

แต่คราวนี้คุณต้องเปิดวิธีคิด คือ ‘การเมืองแห่งความเป็นไปได้’ ถ้ามัวแต่หมกมุ่นข้างหลัง อย่างฉากสีขาว แต่คุณไปหมกมุ่นแต่รอยดำๆ มันจะคิดไม่ออก แต่ถ้าคุณมองภาพกว้าง และถอยออกมาอย่างที่ผมมีโอกาสได้ทำ คุณจะเริ่มเห็นว่าจุดแข็ง-จุดอ่อนอยู่ที่ไหน ทำให้เรามีกำลังใจไปต่อ

เขาถามผมว่าคุณจะทำอย่างไรต่อ ชนะเลือกตั้งแล้วยังมาอยู่บอสตัน ไม่ได้อยู่ทำเนียบรัฐบาลด้วยซ้ำ? แต่ข้างๆ ผมเลือกตั้งไม่ได้เลย ผมก็ตอบแค่ว่า ‘WIN MORE’ จะชนะให้มากขึ้น จะชนะให้ลึกขึ้น ถ้ามองหลายประเทศที่หนักกว่าเรา รู้สึกว่าของเราที่โดน 10 ปี หรือจะโดนตลอดชีวิต ก็ไม่ถึงขนาดว่าไม่ต้องมีความหวังแล้ว ผมรู้สึกว่าใจเบาลง พยายามไม่มองที่ตัวเอง พยายามมองข้างนอกเยอะๆ มอง ‘โอกาส’

⦁ คิดว่าพอมีหวังไหมสำหรับการเมืองไทย ตอนนี้ทั่วโลกเขาคุยและห่วงกันเรื่องอะไรเป็นหลัก?

The Future of Work อนาคตของการงาน ในยุคที่มีเทรดและเทคโนโลยีต่างๆ นานา เขาก็ถามว่าแล้วอนาคตของงานคืออะไร ทุกที่กังวลใจกันหมด ว่ารุ่นพิพิม รุ่นลูกของผม หน้าตาการทำงานมันจะเป็นอย่างไร ทั้งเรื่องรัฐสวัสดิการ การศึกษา ที่เรายังเดาไม่ออก ไม่ว่าคุณจะเป็นทนาย พยาบาล คุณหมอ ทุกวันนี้ทุกอย่างมันโยนเข้า Chat GPT, Gemini ทั้งหมด แล้ว Future of Work หน้าตามันเป็นอย่างไร ไม่มีใครรู้ ระยะยาวทุกคนกังวลเรื่องนี้

ถ้ารัฐบาลชุดนี้ ก็คงเป็นเรื่อง ‘ค่าเงินบาทแข็งผิดปกติ’ แล้วก็เรื่อง ‘ทุนศูนย์เหรียญ’ ที่อยากเห็นรัฐมนตรีอุตสาหกรรมจัดการ รัฐบาลพาณิชย์เริ่มเคลียร์เรื่อง FTA กับยุโรปให้จบ เรื่องเกี่ยวกับเทรดที่ยังต้องต่อรองกับสหรัฐ และเรื่องค่าเงินเฟ้อในประเทศที่ต้องทำงานกับรัฐมนตรีพลังงาน คนที่คุมกฎหมายก็อยากให้ดูเรื่อง ‘กิโยตินกฎหมาย’ เพราะต้นทุนราคาพลังงานก็เป็นเรื่องของเงินเฟ้อ

เรื่องกระทรวงพาณิชย์ก็มีทั้ง DTN กองทุน FDA ก็น่าจะมาใช้ดูแลคนที่มีปัญหาจากภาษีทรัมป์ และเรื่องค่าใช้จ่ายของคนในประเทศเกี่ยวกับรายได้ที่หายไป เรื่องวิกฤตชนชั้นกลาง เพราะเขาคิดว่าคนชนชั้นกลางกับประชาธิปไตยมีความเกี่ยวข้องกัน ถ้าเกิดไปดูสปีชประธานาธิบดีอเมริกา ทุกคนพูดเรื่องนี้

⦁ เศรษฐกิจประเทศไทย เรื่องไหนน่าห่วงที่สุด และถ้าไม่เปลี่ยน ไม่แก้ จะมีปัญหาในเชิงโครงสร้าง รวมทั้งเศรษฐกิจไทย?

ระยะยาว เขาถามว่า Why Thailand? ทำไมเป็นเรื่องของประเทศไทย คุณเคยเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน และกำลังจะแพ้ไปเป็นที่ 3 และมีโอกาสเป็นที่ 4 ที่ 5 อย่างที่ผมเขียนไว้ในหนังสือ The Future of Thailand คือถ้ามอง GDP ของแต่ละประเทศแล้วพยากรณ์ไปข้างหน้า จะเห็นว่าที่เราแพ้อินโดนีเซีย มาเป็นลำดับที่ 2 มานานมาก มันมีโอกาสที่จะแพ้สิงคโปร์ แพ้เวียดนาม ในเมื่อผมกลับมาเป็นแคนดิเดตนายกฯอีกครั้งในอีก 10 ปีข้างหน้า เริ่มเห็นว่าเขาโตขึ้นเป็นกราฟ ทีละ 5% ถ้าดูเฉพาะ GDP อย่างเดียว เพราะไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับประเทศเท่าไหร่ แต่ GDP โตเพราะความเหลื่อมล้ำมันสูง อาจจะเป็นแค่อย่างนี้ก็ได้ นี่คือเบสิกที่สุดแล้ว

แล้วการที่คนของ World Bank บอกไว้ ซึ่งก็เขียนในหนังสือเล่มนี้เหมือนกัน คือประเทศไทยเป็น Upper Middle Class (ชนชั้นกลางระดับบน) มา 30 กว่าปี ประเด็นว่ามีลิสต์คนที่อยู่ในกลุ่มนี้กว่า 50 ประเทศ อันดับสุดท้ายคือ เม็กซิโก ขยับขึ้นมาคือ ไทย เป็นเรื่องที่ต้องคิดว่าจะจัดการอย่างไร

คราวนี้กลับมาที่ระยะสั้น เกิดอะไรขึ้นกับตลาดหุ้นของไทย? ผมพยายามจะวิเคราะห์แล้วอยากเขียนลงมติชนสุดสัปดาห์ด้วย เขาถามว่า ถ้าเอากฎหมายตลาดหุ้นไทยมาเปรียบเทียบกับสิงคโปร์ และฮ่องกง แล้วอยากจะเห็นแกปของแต่ละอันมันอยู่ที่ไหนบ้าง มีอันไหนที่รู้สึกว่าแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับธรรมาภิบาลและความอยากจะมีในประเทศไทยได้บ้าง ซึ่งผมยังหาคำตอบไม่ได้ แต่เป็นสมมุติฐานที่ผมอยากจะรู้

⦁ ประเด็นเศรษฐกิจกึ่งวัฒนธรรม เรื่องของคน ไม่รู้ว่าต้องอยู่อย่างไร แต่ท้ายที่สุดคนก็ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้สังคมเดินหน้าไปได้ มีความพยายามพูดถึงทั้ง Wisdom และ Culture ในหลายประเทศ ที่เรียกว่าเป็นมูลค่าหลักของคน หลังจากที่ได้ไปเห็นในต่างประเทศ มองกลับมาที่ไทย เรามีแบบนี้ไหม?

ความหลากหลายของความเป็นไทย ยอมรับหลายชนชาติ หลายเพศ หลายศาสนา ได้ในระดับหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับทั่วโลก ผมเพิ่งไปไต้หวันก็รู้สึกว่าเรื่องการสมรสเท่าเทียมของเราไปได้ไกลกว่าเขา แม้ว่าจะมาก่อนเรา แต่ไทยในเรื่องนี้ผ่านทั้งพรรค ทั้ง ส.ว. เป็นความหลากหลายที่เราใช้ประโยชน์ได้พอสมควร

อาจารย์ที่ฮาร์วาร์ดก็ถาม อนาคตของประเทศไทยมันคืออะไร What is the future of Thailand ผมก็เลยตอบว่า ‘อนาคตของประเทศไทยคือสาหัสสำหรับคนจำนวนมาก และสบายสำหรับคนจำนวนน้อย’ แล้วผมก็จะสะกดคำว่า ‘CRISIS’ ซึ่ง C-Climate change R-Reskill I-Inference Structure และ S-Super Aging มันเป็นโจทย์สำคัญตอนที่ผมไม่มีคำตอบช่วงที่เป็นนักการเมือง และ ส.ส. ตอนที่น้ำท่วมหนักเราเจออะไร การที่ไทย Median Age สูงที่สุดในอาเซียนเป็นโจทย์ที่ยาก แต่ตอนนี้ผมมีเวลา ก็เลยมาตั้งว่า CRISIS ของประเทศไทยสะกดออกมามันคืออะไรบ้าง หาคำตอบแต่ละที่ว่า อย่างโคเปนเฮเกน เกาหลีใต้ เขาแก้ปัญหานี้อย่างไร

⦁ หลังจากที่ได้ไปคุยกับคนทั่วโลก ทั้งเรื่องวิกฤตประชาธิปไตยและเศรษฐกิจ ตกผลึกกับตัวเองอีก 10 ปีข้างหน้า อยากจะเห็นอะไรหลังจากนี้?

มันขึ้นอยู่กับเรา ผมตกผลึกออกมาแค่คำว่า ‘รัฐกับราก’ รัฐคือ Stage รากคือ Foundation ของประเทศที่พร้อมเผชิญกับอนาคตข้างหน้าไหม ผมคิดว่าทุกรัฐบาลในโลกนี้มีปัญหาหมด คือรัฐมันไม่มีความเข้มแข็งพอที่จะ deliver result ได้เลยในหลายๆ เรื่อง อย่างที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ ที่บอก 2.5% ก็เป็นนายกฯได้ กลายเป็นสิ่งหนึ่งที่เราจะดีไซน์รัฐของเราเป็นอย่างไร

ราก คือในเรื่องของกฎหมาย คุณภาพคน การคมนาคมต่างๆ เรื่องพลังงาน เป็นเรื่องที่ต้องคิดไปในอนาคต ว่าจะจัดการอย่างไร ถ้ารัฐกับรากไม่พร้อม คือเตรียมพัง วิกฤตแน่นอน แต่ถ้ารัฐกับรากเปลี่ยนได้ รัฐกับเอกชนทำงานร่วมกัน แล้วประชาชนเชื่อใจ อนาคตก็ยังพออยู่ได้

ถามว่า 10 ปีข้างหน้า ถ้ากลับมาที่การเมืองอีกครั้ง ก็หวังว่ารัฐและรากจะถูกเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น แต่ถ้าไม่เปลี่ยน ก็ถือว่าหนักทีเดียว อนาคตประเทศไทยมันเป็นรัฐเดิมและรากเดิมมานานเกินไป หาฉันทามติของประเทศในความปกติใหม่ไม่ได้

⦁ โปรเจ็กต์ใหม่ The Future Of Thailand อยากสื่อสารอะไร?

หลายคนอาจจะคุ้นกับหนังสือเล่มก่อนหน้าที่ออกไป The Almost Prime Minister จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอดีตตั้งแต่ยุบสภาจนถึงยุบพรรค คราวนี้ก็จะมากับโปรเจ็กต์ใหม่ เป็นเรื่องเกี่ยวกับอนาคตของประเทศไทย ซึ่งมาจากการรวมเล่มช่วงที่ผมเป็นคอลัมนิสต์ของมติชนสุดสัปดาห์มาตลอด 1 ปี

เปิดพรีออเดอร์ 19 กันยายน-6 ตุลาคมนี้ และคงเจอกันในสัปดาห์หนังสือ เล่มนี้คือการเปลี่ยนแปลงอดีต อนาคต แบบไร้รอยต่อ ผมชอบมาก เพราะการเขียนสำหรับผมมันคือการผ่อนคลาย เป็นการจัดความคิดใส่ในลิ้นชักว่าเราเจออะไรมาแล้วเราคิดกับมันอย่างไร พอได้เขียนมันดีกว่าอยู่ในหัวเรา เพราะมันได้เห็นหน้ากระดาษแล้วสมองมันโล่ง คม ชัด เหมือนกับเขียนไดอารี่ความรู้ตัวเอง ถ้ามติชนไม่บอกให้หยุด ผมไม่หยุดนะ (หัวเราะ)

มาลาศรี เพ็ชรไทย – เรื่อง
พัทรยุทธ ฟักผล – ภาพ