โลกเปลี่ยน เราต้องรอด
SX2025 รวมพลัง ‘พอเพียง ยั่งยืน’
สร้างต้นแบบรักษ์สิ่งแวดล้อมใหญ่สุดในอาเซียน
ในโลกยุคปัจจุบันที่เผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ การลดลงของทรัพยากรธรรมชาติ หรือภาวะมลพิษในรูปแบบต่างๆ “ความยั่งยืน” จึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็น “ความจำเป็นระดับโลก” โดยเฉพาะภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติสูงที่สุดในโลก
ภายใต้บริบทเช่นนี้ การจัดงาน Sustainability Expo 2025 (SX2025) มหกรรมด้านความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ภายใต้แนวคิดหลัก “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” (Sufficiency for Sustainability) จึงถือเป็นก้าวสำคัญของการผลักดันแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับภูมิภาค ที่ครอบคลุมทั้งมิติของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่ได้น้อมนำพระปฐมบรมราชโองการ ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะทรงสืบสาน รักษา ต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป ถือเป็นหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทางในการจัดงานร่วมกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs)
โดยการจัดงาน Sustainability Expo เริ่มขึ้นครั้งแรกในปี 2563 เพื่อเป็นมหกรรมด้านความยั่งยืนที่เปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่ม ทุกวัยได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน ครอบคลุมทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งในปี 2567 ที่ผ่านมามีผู้สนใจเข้าชมงานมากกว่า 770,000 คน
SX2025 พื้นที่ต้นแบบการเรียนรู้และลงมือทำ
นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานอำนวยการจัดงาน SX2025 และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “SX2025 ไม่ใช่เพียงแค่งานนิทรรศการ แต่คือพื้นที่ที่รวมองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านความยั่งยืนจากทั่วโลก ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างการเปลี่ยนแปลง”
นายฐาปนกล่าวอีกว่า งาน SX2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 กันยายน-5 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ซึ่งนับเป็นปีที่ 6 ของการจัดงานอย่างต่อเนื่อง และในปีนี้มีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น ด้วยการรวมตัวของวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกกว่า 750 คน และเครือข่ายภาครัฐและเครือข่ายธุรกิจจากบริษัทและองค์กรชั้นนำของไทยและต่างประเทศกว่า 270 แห่ง ที่จะมาร่วมกันแบ่งปันองค์ความรู้ เรียนรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ที่จะชวนให้ทุกคนได้มาร่วมสร้างสมดุลให้โลกใบนี้ไปด้วยกัน ไฮไลต์สำคัญของงาน SX2025 คือการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันระดับโลก Enactus World Cup 2025 Presented by ThaiBev ซึ่งเปิดเวทีให้นักเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่กว่า 32 ประเทศ นำเสนอผลงานและแนวคิดเพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนผ่านนวัตกรรมและธุรกิจเพื่อสังคม
“ต้องขอขอบคุณผู้ร่วมก่อตั้ง (Co-Founders) งาน Sustainability Expo ประกอบด้วย บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด, บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), เอสซีจี, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) รวมถึงเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานแห่งประเทศไทยหรือ TSCN (Thailand Supply Chain Network) และผู้สนับสนุนการจัดงานจากทุกภาคส่วนทั้งในไทยและต่างประเทศ ที่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของความยั่งยืน ผ่านพลังความร่วมมือที่จะช่วยให้ทุกภาคส่วนได้เรียนรู้เกี่ยวกับโอกาสและความท้าทายในโลกยุคปัจจุบัน พร้อมปรับตัวและเติบโตในมิติต่างๆ ผ่านการลงมือทำจริง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับโลกใบนี้ให้มีความน่าอยู่อย่างยั่งยืนไปด้วยกัน” นายฐาปนกล่าว
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง “กุญแจสู่ความยั่งยืน”
หม่อมหลวงจิรพันธุ์ ทวีวงศ์ กรรมการและรองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งเป็นประธานในพิธีเปิดงาน SX2025 ได้เน้นย้ำว่า “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือ แนวทางการดำรงอยู่และพัฒนาอย่างสมดุล ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานไว้ให้คนไทย และสามารถประยุกต์ใช้ได้ในระดับโลก”
“ที่น่าสังเกตคือที่ทรงวางพื้นฐานไว้ เมื่อ 50 ปีที่แล้ว แต่กลายเป็นสิ่งที่มีความทันสมัย ไม่ใช่แค่กับประเทศไทยเท่านั้น แต่สามารถนำไปปรับใช้ได้ และเป็นสิ่งที่ทั่วโลกกำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งสอดคล้องกับ Sustainable Development Goals ที่ได้เน้นให้โลกใบนี้เดินไปสู่ความยั่งยืน ความพยายามเหล่านี้ ได้รับการผลักดันเพิ่มขึ้นมากในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา แน่นอนว่ามนุษย์เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ ภัยพิบัติที่มีผลกับเราในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสภาวะอากาศ ภาวะโลกร้อน รวมทั้งการสู้รบการสงครามที่เกิดขึ้นทั่วโลกเป็นผลกระทบต่อระบบนิเวศ สภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม และผู้คนในโลกนี้”
ทั้งนี้ หม่อมหลวงจิรพันธุ์ยังได้ยกตัวอย่างของการพัฒนาเชิงรูปธรรมที่สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง เช่น โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่, โครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งเป็น “ภูมิคุ้มกัน” ให้กับกรุงเทพมหานครจากปัญหาน้ำท่วม
การพัฒนาตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยอาศัยแนวร่วมในปรัชญาการดำรงชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ดังต่อไปนี้ เรื่องแรกคือ “หลักภูมิคุ้มกัน” การดำเนินการเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ต้องอาศัยภูมิคุ้มกันทั้งในการรับมือและความเสี่ยง เพราะการเตรียมการรับมือการเปลี่ยนแปลงต้องมีการประเมินความเสี่ยงตลอดเวลา จึงใคร่ขอยกตัวอย่าง เกษตรทฤษฎีใหม่ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ให้แก่เกษตรกรเป็นแนวปฏิบัติในด้านเศรษฐกิจพอเพียงในพื้นที่ตัวอย่าง เป็นต้น
2.ความพอประมาณ ในการพามนุษยชาติไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ควรใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ที่ผ่านมามีการใช้ทรัพยากรเป็นจำนวนมาก เมื่อทรัพยากรร่อยหรอ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรก็ควรที่จะดูของส่วนอื่นที่เหลืออยู่ ก่อนที่จะพึ่งพาปัจจัยภายนอก เราควรดูตัวเองก่อนเพื่อที่จะไม่ให้เราทำอะไรเกินตัว
3.ความมีเหตุผล การดำเนินการควรมีทางเลือกต่างๆ อย่างรอบด้าน เห็นเหตุและผล ผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หากเริ่มต้นก็เริ่มจากท้องถิ่น เริ่มจากภายใน ซึ่งเป็นการเริ่มที่จะต้องไม่ละเลยมิติทางวัฒนธรรมที่จะช่วยเชื่อมโยงในท้องถิ่นกับการพัฒนาที่มุ่งความยั่งยืนเป็นสำคัญ
และส่วนสุดท้าย คือ “หลักความรู้คู่คุณธรรม” ที่เป็นข้อกำหนดที่ต้องดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าประสงค์ของ SDGs ควรคำนึงไม่ให้เกิดผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่ทุจริต คอร์รัปชั่น ดำรงอยู่ในคุณธรรมตลอดเวลา
ซึ่งแนวคิดเหล่านี้ล้วนสะท้อนถึงการพัฒนาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Leave No One Behind) ซึ่งเป็นหัวใจของ SDGs
หม่อมหลวงจิรพันธุ์ทิ้งท้ายว่า ถ้าเป็นไปได้อยากให้ทุกคนใช้สถานการณ์ต่างๆ เหล่านี้ให้เป็นจุดเตือนใจ ให้หันมาเอาใจใส่สังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในสังคม เพราะเศรษฐกิจจะเติบโตได้อย่างต่อเนื่องก็ต่อเมื่อประชาชนมีสุขอนามัยที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีและอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีได้เช่นเดียวกัน
“หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมนี้จะสร้างความตระหนักรู้และแรงบันดาลใจเพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถนำสิ่งที่ได้รับกลับไปเป็นแนวทางในการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง ดังเช่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงปฏิบัติเป็นตัวอย่าง”
ความสำคัญของ SX2025 ต่อภูมิภาคอาเซียนและโลก
ภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะอาเซียน กำลังเผชิญกับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน และภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างรุนแรง ตามข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติ เอเชียเป็นทวีปที่เกิดภัยพิบัติบ่อยที่สุด คิดเป็น 41% ของภัยพิบัติทั่วโลก โดยมีผู้เสียชีวิตมากถึง 73% และผลกระทบทางเศรษฐกิจคิดเป็น 40% ของความเสียหายทั่วโลก
จากข้อมูลล่าสุด ประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ติดอันดับหนึ่งในห้าเมืองที่เสี่ยง “จมน้ำ” เร็วที่สุดในโลกภายในปี 2030 ด้วยอัตราการทรุดตัวของพื้นดิน 30 มิลลิเมตรต่อปี และความสูงเฉลี่ยจากระดับน้ำทะเลเพียง 1.5 เมตร
ภัยพิบัติที่ประเทศไทยต้องประสบ ประกอบด้วย
“ไฟป่า” เกิดจากอุณหภูมิสูง และความแห้งแล้ง ทำให้ไฟลุกลามเร็ว ส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย พื้นที่อยู่อาศัยเสียหาย สุขภาพของประชาชนแย่ลงจากควันและมลพิษ
“แผ่นดินไหว” เมื่อน้ำแข็งทั่วโลกละลาย แรงกดของธารน้ำแข็งต่อเปลือกโลกหายไปทำให้เปลือกโลกเกิดการเคลื่อนตัวในพื้นที่ใหม่ที่ไม่เคยมีแผ่นดินไหวมาก่อน
“น้ำท่วม” ฝนตกหนักในระยะเวลาสั้น ทำให้น้ำระบายไม่ทัน และทำให้บ้านเรือนถูกน้ำท่วม ถนนเสียหาย ระบบคมนาคมล่ม และประชาชนบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
“ดินถล่ม” ฝนตกหนักทำให้ดินอุ้มน้ำมากเกินไปจนพังทลาย ทำลายบ้านเรือน ถนนและโครงสร้างพื้นฐาน อีกทั้งยังคร่าชีวิตคนในพื้นที่เสี่ยง
“ภัยแล้ง” ฝนไม่ตกตามฤดูกาล แหล่งน้ำแห้งขอด ส่งผลต่อการเพาะปลูกขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และกระทบรายได้ของเกษตรกร
ทุกภัยพิบัติล้วนเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากภาวะเรือนกระจก (Greenhouse Effect) อันเป็นผลพวงจากกิจกรรมของมนุษย์
โดยจาก WORLDATLAS ระบุว่าประเทศไทย เป็นประเทศที่ร้อนที่สุดอันดับที่ 29 ของโลก อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปี 27.51 องศาเซลเซียส โดย TGO องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ระบุว่า คาดการณ์ว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นในประเทศไทยช่วง 10-30 ปีข้างหน้า อุณหภูมิเฉลี่ยอาจสูงขึ้น 0.4-2.6 องศา เนื่องจากโลกร้อน หรือสภาวะก๊าซเรือนกระจก
กินเพื่อรักษ์โลก
หนึ่งไฮไลต์ที่ได้รับความสนใจมากทุกปี “SX FOOD FESTIVAL” เทศกาลอาหารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่ชวนทุกคนมา “กินเพื่อรักษ์โลก” พบร้านอาหารเพื่อสุขภาพกว่า 100 ร้านค้า และเชฟชื่อดัง อาทิ มาสเตอร์เชฟ, ท็อปเชฟ, ไอรอนเชฟ และเฮลส์ คิทเช่น
ต้องใจ ธนะชานันท์ ผู้อำนวยการคณะจัดงาน SX 2025 กล่าวว่า SX FOOD FESTIVAL 2025 เริ่มขึ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน ถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2568 ภายใต้ธีม “World Food Collaborations” ที่จะพาทุกคนออกเดินทางรอบโลกผ่านรสชาติอาหารกับเมนูจากหลากหลายสัญชาติ อิ่มอร่อยสุขภาพดี และช่วยโลก และพบกับร้านอาหารเพื่อสุขภาพกว่า 100 ร้าน งานแบ่งเป็น 6 โซน ได้แก่ โซนอาหารไทย โซนอาหารญี่ปุ่น โซนอาหารเกาหลี โซนอาหารอินเดีย โซนอาหารจีน และโซนอาหารยุโรป อร่อยแบบรักษ์โลกกันทุกชาติ นอกจากนี้จะได้พบเชฟจากเวที MasterChef, TOP CHEF, IRON CHEF, Hell’s Kitchen Thailand จำนวน 22 ท่าน ที่มาสร้างสรรค์เมนูอร่อย
นอกจากทานอาหารอร่อยแล้ว ยังชวนมาเรียนรู้เรื่องความยั่งยืนกันด้วย ซึ่งปีนี้มีนิทรรศการอาหารยั่งยืน จำนวน 10 เรื่อง ตั้งแต่โซนเกษตรแม่นยำมุ่งเน้นนำเทคโนโลยีสร้างผลิตผลทางการเกษตร, โปรตีนจากอากาศ สามารถทานได้หรือเป็นโปรตีนในอนาคต, การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน, ภาชนะกินได้อาหารอัพไซเคิล, ซุปเปอร์ฟู้ด, พืชทนแล้ง จนถึงเกษตรแนวตั้งและเกษตรในร่ม นอกจากนี้ ภาชนะอาหารภายในงานสามารถย่อยสลายได้ มีจุดคัดแยกบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว พร้อมพนักงานแนะนำการคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง เป็นงานเพื่อความยั่งยืนอย่างแท้จริง
“เราทำเรื่องอาหารเพราะคนไทยชอบกินอาหาร ใช้อาหารและ Celebrity เชฟดึงคนมาเรียนรู้เรื่องราวอาหารเพื่อความยั่งยืน รวมถึงมหกรรมด้านความยั่งยืน อิ่มอร่อยและได้ความรู้ โดยงานครั้งนี้ตั้งเป้าความเป็นกลางทางคาร์บอน จากข้อมูลงาน SX ปลดปล่อยคาร์บอนประมาณ 10,000 ตัน ทางผู้จัดการจะดำเนินการซื้อคาร์บอนเครดิตชดเชย ปีนี้คาดว่า จะมีผู้เข้าชมงานทั้งออนไลน์และออนไซต์กว่า 900,000 คน” ต้องใจกล่าว
หาทางรอดในวิกฤตโลกรวนไปด้วยกัน
ภายในงานได้พาเปิดโลกแห่งความรู้ ความสนุกสนาน พร้อมรับแรงบันดาลใจจากประเด็นสิ่งแวดล้อม ที่จะปลุกพลังให้ร่วมเปลี่ยนแปลงโลกเพื่อหาทางรอดตอกย้ำแนวคิดหลักของการจัดงาน “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” กับ 10 โซนหลัก รวมทุกเรื่องการปรับตัวแบบง่ายๆ เพื่อความอยู่รอดในยุคโลกรวน อาทิ
โซน SEP INSPIRATION สำรวจเรื่องราวความสำเร็จขององค์กรชั้นนำในการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้จนประสบความสำเร็จ “การปรับตัวอย่างยั่งยืน เริ่มต้นได้จากตัวเรา” และองค์กรต่างประเทศที่มาแบ่งปันเรื่องราวเพื่อความยั่งยืนของโลก
โซน BETTER LIVING ชวน “ตื่นรู้และปรับตัว” เรียนรู้วิธีการรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ “Climate Change Adaptation” จากทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อวางแผนล่วงหน้าในการตั้งรับเมื่อเผชิญหน้ากับภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในสภาวะโลกรวน
โซน BETTER COMMUNITY พบ “Community in Action” เมืองปรับตัวด้วยพลังชุมชน ที่จะชวนคุณมาสำรวจบทบาทของจิตอาสา และพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อผลักดันและเติมเต็มสังคมที่ดี ผ่าน 3 พื้นที่ ได้แก่ Inspiring Showcase, Connect the Dots และ Gathering Space
ยกตัวอย่าง บูธ Starbucks ที่ถูกออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ Terrarium หรือสวนขวด ที่สะท้อนถึงความเชื่อมโยงของป่าและน้ำในฐานะระบบนิเวศแห่งชีวิต ภายใต้ธีม Adaptation & Collaboration เพื่อตอกย้ำการสรรค์สร้างการเติบโตที่ยั่งยืน ซึ่งครอบคลุมทั้งการดูแลรักษาป่า การอนุรักษ์น้ำ การส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ และการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน
ขณะที่บูธ “แอร์เอเชีย” ชูแนวคิด “AirAsia’s Green Journey” เส้นทางสู่การเดินทางอย่างยั่งยืน ถ่ายทอดเส้นทางสู่การเดินทางอย่างยั่งยืน พร้อมแสดงถึงความมุ่งมั่นสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050
นิทรรศการครั้งนี้สะท้อนแนวทางการดำเนินงานของแอร์เอเชีย ตั้งแต่ขั้นตอนก่อนการขึ้นเครื่อง การปฏิบัติการบินที่ประหยัดเชื้อเพลิง การใช้เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน รวมถึงการชดเชยคาร์บอน นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอแนวคิดความยั่งยืนบนเครื่องบิน เช่น การใช้บรรจุภัณฑ์อาหารที่สามารถย่อยสลายได้ และการแปรรูปเสื้อชูชีพเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ (Upcycling)
การเข้าร่วมงาน SX2025 ไม่ใช่เพียงการเปิดหูเปิดตา หากแต่เป็นการเริ่มต้น “สร้างการเปลี่ยนแปลง” ในแบบที่เริ่มต้นได้จากตนเอง ด้วยความรู้ เครื่องมือ และแรงบันดาลใจที่ได้จากภายในงานกิจกรรมนี้ไม่ใช่แค่สร้างความประทับใจ แต่ได้สร้างความตระหนักรู้ และเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกฝ่ายนำไปลงมือปฏิบัติจริง เพื่อรับมือกับโลกยุควิกฤต ในมิติของการ “ลงมือทำ” เพื่อประเทศไทยจะไปต่อได้อย่างมั่นคง และยั่งยืน

