หน้าแรก ประชาชื่น เรื่องเล่าบัญ...

เรื่องเล่าบัญชีม้า เส้นแบ่งระหว่างเหยื่อและผู้สมยอม

1.10.25 | 12:32 น.

เรื่องเล่าบัญชีม้า
เส้นแบ่งระหว่างเหยื่อและผู้สมยอม

ณมุมหนึ่งของสถานีรถไฟหัวลำโพงหรือริมถนนในย่านเมืองเก่าของกรุงเทพมหานครที่พลุกพล่าน ท่ามกลางความวุ่นวายของผู้คน “นายหน้า” คนหนึ่งเดินเข้าไปหาชายไร้บ้าน เสนอเงินสดหลักพันบาท แลกกับการเดินทางไปธนาคารเพื่อ “เปิดบัญชี” สักเล่มหนึ่ง สำหรับคนที่มีชีวิตอยู่กับความไม่แน่นอน เงินจำนวนนี้ไม่ใช่แค่เศษเงิน แต่มันคือค่าอาหารมื้อต่อไปที่เป็นทางรอดของชีวิต หรืออาจคือที่ซุกหัวนอนที่ปลอดภัยกว่าบาทวิถีในค่ำคืนนี้ และนี่อาจไม่ใช่การตัดสินใจเชิงอาชญากรรม แต่เป็นการตัดสินใจเพื่อความอยู่รอด

ธุรกรรมทางการเงินที่ดูเหมือนเล็กน้อยนี้ คือ ฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนอาณาจักรอาชญากรรมออนไลน์มูลค่ามหาศาล คำบอกเล่าของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหยื่อที่ถูกจ้างเปิดบัญชีเหล่านี้ ทั้งที่เป็นหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาสังคม เผยว่าค่าตอบแทนสำหรับการเปิดบัญชีหนึ่งครั้งมีตั้งแต่หลักพันบาทต้นๆ ในอดีต ไปจนถึงหลายพันบาทในปัจจุบัน และในอีกมุมหนึ่งก็เป็นความยอกย้อนทางความคิดเกี่ยวกับ “ความผิด” และทางเลือก “ที่ไม่มีทางเลือก” ของผู้คนเปราะบางจำนวนมาก

ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติชี้ว่า ในปี พ.ศ.2567 เพียงปีเดียว อาชญากรรมทางเทคโนโลยีสร้างความเสียหายให้คนไทยเป็นมูลค่ากว่า 37,582 ล้านบาท หรือเฉลี่ยวันละ 103 ล้านบาท ขณะที่สำนักงาน ปปง. รายงานว่าในปีงบประมาณเดียวกัน มีบัญชีต้องสงสัยเป็นบัญชีม้ามากถึง 304,348 บัญชี

ทั้งนี้ ปรากฏการณ์บัญชีม้าไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของมิจฉาชีพกับเหยื่อผู้สูญเสียเงิน หากแต่เป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับคนกลุ่มใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งคือ “เจ้าของบัญชี” ผู้ซึ่งสถานะของพวกเขากลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงอย่างมากในสังคมและกระบวนการยุติธรรม พวกเขาอาจจะเป็น “เหยื่อ” ที่ถูกหลอกใช้และแสวงหาประโยชน์จากความเปราะบาง หรือในอีกมุมหนึ่งพวกเขาอาจคือ “ผู้สมยอม” ที่รู้เห็นเป็นใจและต้องรับผิดในฐานะผู้สนับสนุนอาชญากรรมกันแน่?

Advertisement

บทความนี้จะพาไปสำรวจเส้นแบ่งที่พร่าเลือนระหว่างสองสถานะนี้ เพื่อตั้งคำถามเกี่ยวกับสถานะของ “เหยื่อ” และ “ผู้สมยอม” ในวงจรของบัญชีม้า ที่ได้ทำลายชีวิตและสร้างความเสียหายให้กับผู้คนจำนวนมากทั้งที่เป็นผู้ถูกหลอกโอนเงินและทั้งเจ้าของบัญชี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัย “ชีวิตบัญชีม้า: การศึกษากระบวนการหลอกลวงและตกเป็นเหยื่อของการรับเปิดบัญชีตัวแทนที่นำไปสู่อาชญากรรมออนไลน์” ที่ผู้เขียนกำลังดำเนินการอยู่ จากการสนับสนุนของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สสส.

เริ่มต้นทำความเข้าใจ ‘บัญชีม้า’

“บัญชีม้า” คือบัญชีธนาคารหรือกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่เปิดในนามบุคคลหนึ่ง แต่ถูกควบคุมโดยมิจฉาชีพเพื่อใช้เป็นท่อส่งผ่านเงินที่ได้จากการกระทำผิด เป็นเสมือนเครื่องมือหรือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการทำอาชญากรรม และทำให้อาชญากรตัวจริงสามารถลอยนวลอยู่หลังม่านได้

ปัจจุบัน ธนาคารแห่งประเทศไทย มีการจำแนกม้าออกเป็นหลายระดับตามความเสี่ยง ตั้งแต่ “ม้าดำ” ที่มีหลักฐานมัดตัวจาก ปปง. ชัดเจน, “ม้าเทา” ที่เคยถูกผู้เสียหายแจ้งความ ไปจนถึง “ม้าน้ำตาล” ที่ธนาคารตรวจพบพฤติกรรมน่าสงสัยด้วยตนเอง

นอกจากนี้ ในกระบวนการสืบสวนและกระบวนการยุติธรรมก็ยังได้มีการให้นิยาม “ม้า” ตามกลยุทธ์ของเครือข่ายอาชญากรรมที่ไม่ได้ใช้ “ม้า” ทุกตัวในลักษณะเดียวกันด้วยเช่นกัน เช่น 1) “ม้ายาว” ซึ่งหมายถึงบัญชีหรือชุดบัญชีที่ถูกใช้เป็นทอดๆ เพื่อสร้างชั้นความซับซ้อน (layering) โดยเงินจะวิ่งผ่านหลายขั้นตอนและหลายตัวกลางจนยากต่อการย้อนรอย 2) “ม้าสั้น” ที่เป็นช่องทางสั้นเพียง 1-2 ทอด ซึ่งออกแบบมาเพื่อนำเงินออกจากระบบโดยเร็วที่สุด เช่น ถอนสดผ่านตู้ ATM หรือแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลแล้วโอนไปต่างประเทศ เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์จากช่องว่างด้านเวลาและความเร็ว 3) “ม้าไขว้” ซึ่งไม่ใช่บัญชีเดี่ยวแต่เป็นโครงข่ายที่บัญชีจำนวนมากโอนไขว้กันไปมาแบบพร้อมกัน สร้างสภาพการณ์ที่ข้อมูลการเคลื่อนไหวกระจายและทับซ้อน ปกปิดต้นทาง/ปลายทาง และ 4) “ม้าบริสุทธิ์” ที่สะท้อนการบิดเบือนขั้นสุดสุดโดยเปลี่ยนเหยื่อให้กลายเป็นผู้ต้องหา ผ่านการหลอกล่อให้เหยื่อโอนเงินหรือรับเงินจากผู้ที่ถูกหลอกลวงอีกต่อหนึ่ง

ผู้เปิดบัญชีม้า: จากเหยื่อสู่ผู้สมยอม

กระบวนการสรรหาผู้มาเปิด “บัญชีม้า” ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ส่วนหนึ่งเป็นการแสวงหาประโยชน์อย่างเป็นระบบจากความเปราะบางทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมีกลุ่มคนไร้บ้านและผู้มีรายได้น้อยเป็นเป้าหมายหลัก และในหลายพื้นที่ได้ขยายผลไปสู่กลุ่มเปราะบางอื่นๆ ทั้งเด็กและเยาวชน ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้อยู่ในภาวะพึ่งพิง
จากการทบทวนสถานการณ์ของบัญชีม้าที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเปราะบางในปัจจุบัน สามารถที่จะพอจำแนกบุคลาลักษณ์ (persona) ของผู้เปิดบัญชีม้าออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ดังรายละเอียดต่อไปนี้

ผู้ยากไร้ไร้ทางเลือก กลุ่มนี้คือภาพจำดั้งเดิมของคนเปิดบัญชีม้า ประกอบด้วย กลุ่มคนไร้บ้าน ผู้ว่างงาน ผู้มีรายได้น้อย และแรงงานข้ามชาติ พวกเขามักถูกชักจูงโดยนายหน้าที่เข้าหาโดยตรง และยอมเปิดบัญชีเพื่อแลกกับค่าตอบแทนตั้งแต่หลักพันบาทต้นๆ จนถึงหลายพันบาท สำหรับคนทั่วไป เงินจำนวนนี้อาจดูน้อยนิด แต่สำหรับผู้ที่ไม่มีรายได้ มันคือเงินที่สามารถต่อชีวิตไปได้อีกหลายวัน คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่รู้ว่าสิ่งที่ทำอาจผิดกฎหมาย แต่ความจำเป็นทางเศรษฐกิจที่บีบคั้นอย่างรุนแรงทำให้พวกเขาอาจไม่มีทางเลือกอื่น “เป็นการเลือกแบบไม่มีทางเลือก”

ผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ กลุ่มนี้ประกอบด้วยเยาวชนที่อาจถูกผู้ปกครองของตนเองพาไปเปิดบัญชีเพื่อแลกกับเงินจำนวนหนึ่ง ผู้สูงอายุที่ขาดความเข้าใจในเทคโนโลยี หรือผู้ที่ถูกหลอกใช้ความสัมพันธ์ในคดีหลอกลวงให้รัก (Romance Scam) คนกลุ่มนี้มักไม่ตระหนักเลยว่าการกระทำของตนเป็นความผิด หรือถูกทำให้เชื่อว่าเป็นการกระทำที่ถูกกฎหมายและไม่มีอันตรายใดๆ

เหยื่อซ้อนเหยื่อ (ม้าบริสุทธิ์) ดังที่ได้อธิบายอย่างละเอียดในภาคก่อน กลุ่มนี้คือผู้ที่ถูกหลอกลวงและข่มขู่โดยตรง พวกเขาไม่เพียงแต่ไม่รู้ว่ากำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือ แต่ยังเชื่ออย่างสนิทใจว่าตนเองกำลังให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง

ผู้สมยอมอย่างมีเงื่อนไข เป็นกลุ่มย่อยที่มีความน่าสนใจและซับซ้อนที่สุด พวกเขารู้และเข้าใจกลไกของบัญชีม้าเป็นอย่างดี และจงใจรับจ้างเปิดบัญชี แต่ในขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะหักหลังเครือข่ายอาชญากรรม โดยเมื่อมีเงินจำนวนมากโอนเข้ามาในบัญชี พวกเขาจะรีบไปแจ้งอายัดเพื่อยึดเงินก้อนนั้นมาเป็นของตนเอง ก่อนจะหลบหนีการติดตามไป

สำหรับผู้ที่ตกอยู่ในวงจรบัญชีม้า โดยเฉพาะกลุ่ม “ผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์” และ “ม้าบริสุทธิ์” การเดินทางในกระบวนการยุติธรรมเปรียบเสมือนฝันร้ายที่ซ้ำเติมความทุกข์จากการถูกหลอกลวง ผู้เสียหายหรือเหยื่อกลุ่มนี้ต้องเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้เสียหาย” กลายเป็น “ผู้ต้องหา” และเผชิญกับผลกระทบที่รุนแรงในทุกมิติของชีวิต ซึ่งสะท้อนถึงกระบวนการที่เรียกว่า “การทำให้เป็นเหยื่อซ้ำสอง”

เรื่องเล่าจากกรณีศึกษาจำนวนหนึ่งได้ชี้ให้เห็นว่า จุดเริ่มต้นของคดีความมักเกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว เมื่อพวกเขาได้รับหมายเรียกหรือหมายจับจากสถานีตำรวจในจังหวัดที่ไม่เคยไป หรือพบว่าบัญชีธนาคารทุกบัญชีที่ตนเองมีอยู่ถูกอายัด ทำให้ไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินใดๆ ได้อีกต่อไป ผลกระทบจากการอายัดบัญชีนั้นเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและรุนแรง ทั้งบัญชีที่ใช้รับเงินเดือน หรือบัญชีรับเงินสวัสดิการจากรัฐ เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุหรือเบี้ยความพิการ หรือแม้กระทั่งเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จะถูกระงับไปทั้งหมด

สิ่งนี้ในมุมหนึ่งคือการจัดการความเสี่ยงทางอาชญากรรม แต่ในอีกมุมหนึ่งเท่ากับเป็นการตัดเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตของพวกเขา ทำให้สถานการณ์ทางการเงินที่ย่ำแย่อยู่แล้วกลับเลวร้ายลงไปอีก คนไร้บ้านหรือกลุ่มเปราะบางหลายคนที่พึ่งพาเงินสวัสดิการต้องประสบความยากลำบาก เฉกเช่นเดียวกับ นักศึกษาที่ถูกหลอกเป็นเหยื่อในการรับ/โอนเงินไม่สามารถใช้เงินจากบัญชี กยศ.ของตนเองได้

เมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ผู้ที่เปิดบัญชีม้ามักจะถูกสันนิษฐานในเบื้องต้นว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับขบวนการอาชญากรรม ส่งผลให้ภาระในการพิสูจน์ว่าตนเอง “ไม่มีเจตนา” ในการกระทำความผิด ตกอยู่กับตัวผู้ต้องหาเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่งสำหรับคนเปราะบางจำนวนมาก โดยเฉพาะคนไร้บ้านที่ไม่มีทั้งทรัพยากรและความรู้ทางกฎหมาย ซึ่งกลุ่มเปราะบางหลายรายก็ยินยอมที่จะไม่สู้หรือพิสูจน์เจตนาของตนเอง เนื่องจากไม่มีทุนทรัพย์มากเพียงพอ

ผลกระทบระยะยาวที่ตามมาคือการถูกขึ้น “บัญชีดำ” (Blacklist) จากสถาบันการเงิน ซึ่งทำให้บุคคลนั้นมีความยากลำบากในการเปิดบัญชีธนาคารใหม่ ขอสินเชื่อ หรือเข้าถึงบริการทางการเงินที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตได้อีกในอนาคต ซึ่งอาจเป็นสร้างอุปสรรคใหญ่หลวงต่อการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของกลุ่มเปราะบางที่ตกเป็นเหยื่อเหล่านี้

ความท้าทายใหม่: ม้านิติบุคคล

การต่อสู้ระหว่างรัฐกับเครือข่ายบัญชีม้าในปัจจุบัน ได้แปรสภาพจากการปราบปรามอาชญากรรมธรรมดาไปสู่สิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “การปรับตัวและวิ่งไล่กวด” อย่างเต็มรูปแบบ ฝ่ายอาชญากรซึ่งมีความยืดหยุ่นและปรับตัวรวดเร็วราวกับสตาร์ตอัพเทคโนโลยี กำลังแข่งขันกับระบบราชการที่เคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าและถูกจำกัดด้วยข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง

จุดเปลี่ยนสำคัญคือการบังคับใช้ พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 ซึ่งเปรียบเสมือนการยกระดับอาวุธของฝ่ายรัฐ กฎหมายนี้มุ่งเป้าไปที่การเอาผิดผู้เปิดบัญชีม้าโดยตรงและให้อำนาจในการอายัดธุรกรรมที่รวดเร็วขึ้น ทว่าแทนที่จะทำลายวงจรอาชญากรรม ในทางกลับกันเครือข่ายอาชญากรก็สามารถปรับตัวเพื่อหาช่องว่างทางกฎหมายในการกระทำความผิด ทั้งในรูปแบบของ “บัญชีม้านิติบุคคล” และ “คอกม้า” รวมถึง “ม้าบริสุทธิ์” ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

“บัญชีม้านิติบุคคล” คือ บัญชีธนาคารที่เปิดในนามของนิติบุคคล เช่น บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด แต่ถูกควบคุมและใช้งานโดยเครือข่ายอาชญากรรมเพื่อรับ-ส่งเงินที่ได้มาจากการ กระทำผิดกฎหมาย เป็นกลยุทธ์ที่เครือข่ายอาชญากรรมพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโต้มาตรการปราบปรามที่เข้มงวดกับบัญชีบุคคลธรรมดา โดยมีกระบวนการคือ มิจฉาชีพจะจ้างวานบุคคลทั่วไปให้ไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท แล้วนำหลักฐานการจดทะเบียนนั้นไปเปิดบัญชีธนาคารในนามของบริษัทดังกล่าว ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีลักษณะพิเศษ ทั้ง 1) ความน่าเชื่อถือ ที่ผู้เสียหายมักจะลังเลน้อยกว่าในการโอนเงินจำนวนมากเข้าบัญชีที่จดทะเบียนในนามบริษัท เมื่อเทียบกับการโอนเข้าบัญชีชื่อบุคคลธรรมดาที่ไม่รู้จัก 2) วงเงินทำธุรกรรมสูงขึ้น ซึ่งบัญชีนิติบุคคลมักมีเพดานการโอนเงินที่สูงกว่าบัญชีบุคคลธรรมดา ทำให้สามารถโยกย้ายเงินผิดกฎหมายจำนวนมากได้ในครั้งเดียว และ 3) อุปสรรคในการดำเนินคดี ที่กระบวนการทางกฎหมายในการดำเนินคดีกับนิติบุคคลมีความซับซ้อนและใช้เวลานานกว่าบุคคลธรรมดาอย่างมาก เจ้าหน้าที่ไม่สามารถขอหมายจับและเข้าควบคุมตัวกรรมการบริษัทได้ทันทีเหมือนคดีทั่วไป และภาระการพิสูจน์ความผิดก็ซับซ้อนกว่า ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดตัวจริงสามารถโยกย้ายทรัพย์สินและหลบหนีได้

บทสรุป

เมื่อพิจารณาปรากฏการณ์บัญชีม้าอย่างรอบด้าน จะเห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่ปัญหาที่สามารถอธิบายด้วยกรอบขาวหรือดำเพียงอย่างเดียว ในความเป็นจริง บัญชีม้าเกี่ยวพันกับผู้คนที่มีสถานะและเจตนาต่างกันออกไป ตั้งแต่คนที่ถูกชักจูงเพราะความยากจน คนที่ถูกหลอกจนไม่รู้ตัวว่ากำลังทำสิ่งผิดกฎหมาย ไปจนถึงผู้ที่ยินยอมเข้าร่วมเพราะผลประโยชน์เฉพาะหน้า ความซับซ้อนเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าบัญชีม้าไม่ใช่เพียงเครื่องมือของอาชญากร แต่เป็นภาพสะท้อนของช่องโหว่ทางสังคม เศรษฐกิจ และกฎหมายที่เปิดโอกาสให้อาชญากรรมสามารถแทรกซึมและสร้างความเสียหายให้กับผู้คนได้

ในมิติของการแก้ไขปัญหาในอนาคต ภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรออกแบบมาตรการที่มองเห็นความซับซ้อนนี้อย่างจริงจัง การพัฒนาเครื่องมือเทคโนโลยีที่สามารถติดตามธุรกรรมการเงินแบบเรียลไทม์และสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้าเป็นสิ่งจำเป็นไม่แพ้การบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้สามารถแยกแยะได้อย่างชัดเจนระหว่างผู้ที่มีเจตนาสมรู้ร่วมคิดกับผู้ที่ถูกหลอกใช้หรือผู้ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หากไม่มีการคัดกรองที่แม่นยำ กลไกทางกฎหมายก็อาจกลายเป็นเครื่องมือที่ซ้ำเติมความเปราะบางแทนที่จะสร้างความคุ้มครอง การสร้างช่องทางเยียวยาและการให้โอกาสเริ่มต้นใหม่จึงควรถูกจัดวางเป็นส่วนหนึ่งของระบบ ไม่ใช่เพียงมาตรการเสริม

ในระยะยาว การแก้ปัญหาบัญชีม้าไม่อาจพึ่งพาเพียงมาตรการด้านความมั่นคงหรือการบังคับใช้กฎหมายเท่านั้น แต่ต้องทำควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และเปิดพื้นที่ทางเลือกที่มั่นคงให้กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ตกเป็นเป้าหมายของเครือข่ายอาชญากรรม ปัญหานี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง หากแต่ต้องอาศัยความเข้าใจร่วมกันและการประสานพลังเพื่อทลายเครือข่ายที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลัง

ชัยชนะที่แท้จริงในสงครามกับบัญชีม้า อาจไม่ได้อยู่ที่การไล่ล่าบัญชีให้หมดไป แต่อยู่ที่การสร้างสังคมที่ไม่มีใครถูกบีบให้ยอมเป็นม้าอีกต่อไป