หน้าแรก ประชาชื่น จากวิกฤตสู่ภั...

จากวิกฤตสู่ภัยพิบัติ โลกร้อนใกล้ตัว ภูมิอากาศเรื่องใหญ่ ‘แม่ค้าไก่ย่าง’ ยังต้องรู้

2.10.25 | 12:29 น.
จากวิกฤตสู่ภัยพิบัติ โลกร้อนใกล้ตัว ภูมิอากาศเรื่องใหญ่ ‘แม่ค้าไก่ย่าง’ ยังต้องรู้

จากวิกฤตสู่ภัยพิบัติ
โลกร้อนใกล้ตัว ภูมิอากาศเรื่องใหญ่
‘แม่ค้าไก่ย่าง’ ยังต้องรู้

นับเป็นอีกเวทีเข้มข้นชวนฟังอย่างยิ่ง สำหรับ เสวนาหัวข้อ ‘FROM CLIMATE CHANGE TO DISASTER จากวิกฤตภูมิอากาศสู่ภัยพิบัติ’ ในงาน SUSTAINABILITY EXPO 2025 (SX2025) มหกรรมความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ เมื่อ 28 กันยายนที่ผ่านมา

แค่รายนามวิทยากรทรงคุณวุฒิ ก็ชวนให้จ้องแบบตาไม่กะพริบ เนื่องด้วยเป็นผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมบอกเล่าประสบการณ์จากการทำงานจริง ไม่ทิ้งธีม ‘คนลงมือทำจริง’

ไม่ว่าจะเป็น ปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม, ศาสตราจารย์ ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผอ.สถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน, ดร.กรรณิการ์ เฉิน
รอง ผอ.องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ดำเนินรายการโดย กรุณา บัวคำศรี สื่อมวลชนชื่อดัง และผู้ผลิตรายการสารคดีด้านสิ่งแวดล้อม

ปวิช เกศววงศ์

ไทยเปราะบางสูง แต่แนวคิด ‘ย้ายเมือง’ อาจพักก่อน!

Advertisement

เปิดเวทีด้วยมุมมองของ ปวิช เกศววงศ์  รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หรือที่มักถูกเรียกอย่างลำลองว่า ‘กรมโลกร้อน’ ที่เกริ่นว่า กรมถูกตั้งขึ้นเพื่อทำให้การจัดการด้านสภาพภูมิอากาศมีศักยภาพเพิ่มขึ้นทั้งระดับประเทศและระดับโลก สำหรับกรุงเทพฯ ตอนนี้ก็ยังท่วมอยู่ ประกอบกับน้ำทะเลหนุน สมัยก่อนสมุทรปราการน้ำขึ้นนิดเดียวก็ท่วม พอน้ำเหนือไหลลงมา ก็ยิ่งหนัก เกิดภัยพิบัติซ้ำซ้อน ทำให้เราต้องขบคิดว่าจะป้องกันแบบไหนดี ปัจจุบันยังไม่มีการคิดอย่าง
บูรณาการ เรารู้แล้วว่าน้ำทะเลมันหนุนสูง น้ำเหนือไหลมา แล้วเราจะทำอย่างไรกับมัน เพื่อป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจ พื้นที่ทางประวัติศาสตร์ พื้นที่ซึ่งเป็นจุดสำคัญของประเทศ

“แนวคิดการย้ายเมือง อาจจะพักไว้ก่อน แต่แนวคิดในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต้องเริ่มแล้ว อย่างในประเทศเนเธอร์แลนด์ มีแนวคิดในการป้องกันมา 50 ปีแล้ว เขาอยู่กับมันได้ ประเทศไทยเราก็เช่นกัน นอกจากการใช้วิธีการดั้งเดิม ยังต้องนำมาประกอบกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะมาช่วยปกป้องพื้นที่สำคัญ” ปวิชกล่าว พร้อมย้ำว่า ถ้าไม่เข้าใจคำว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเทศเราลำบาก เพราะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ประเทศไทยเป็นจุดที่มีความเปราะบางสูง ตั้งแต่เหนือจรดใต้เกิดภัยพิบัติ ปีนี้ ภาคเหนือโดนไป 2 รอบ ดินโคลนถล่ม นำมาซึ่งความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน หลังจากภัยพิบัติเกิดขึ้นแล้ว โรคระบาดอาจตามมา การย้ายถิ่นฐานกำลังจะเกิดขึ้น เพราะอยู่ในโซนเกิดภัยพิบัติอย่างที่อาจเรียกได้ว่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ครั้นผู้ดำเนินรายการถามถึงประเด็นที่ประเทศไทยอยู่ในลิสต์ 1 ใน 10 ที่จะหายนะจากภัยธรรมชาติมากที่สุด ว่ามาจากสาเหตุใด

อธิบดีกรมโลกร้อน ตอบว่า จริงๆ แล้วไทยอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ดี แต่บังเอิญติดทะเล มีชายฝั่งค่อนข้างยาว ขณะที่น้ำแข็งขั้วโลกเริ่มละลาย

“มันมีความเปราะบางมาก ละเอียดอ่อนมาก การที่น้ำแข็งละลาย ส่งผลกระทบไปทั่ว ทำไมเราเสี่ยงสูง จากอดีตที่เราอาจยังไม่เข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่ากระทบกับเศรษฐกิจ ความสูญเสียของพี่น้องประชาชน จึงมีการนำตัวชี้วัดเหล่านี้มาขยำรวมกัน เยอรมันทำรายงานออกมา (Germanwatch) ว่าเราอยู่ในลำดับ 9 ของการเป็นประเทศเปราะบาง อย่างไรก็ตาม เป็นการนำตัวชี้วัดหลากหลายมารวมกัน ทั้งเศรษฐกิจและสังคมด้วย

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าดีใจว่า ประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม มีองค์ความรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีการจัดกิจกรรม และโครงการที่ตอบสนองทั้งด้านการป้องกัน และในเชิงการเยียวยา ทำให้บรรเทาผลกระทบ ดังนั้น รายงานฉบับปัจจุบันในปี 2025 ไทยขยับไปอยู่ในลำดับที่ดีขึ้น” ปวิชกล่าว

จากนั้น ขีดเส้นใต้ในประเด็นสำคัญว่า ทางกรมพยายามทำงาน อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมีแผนดีแค่ไหน แต่ความรู้ความเข้าใจของผู้คนและการสื่อสารออกไปในวงกว้างคือสิ่งจำเป็น ดังนั้น ในหลายโอกาสที่กรมมีโอกาสทำงานร่วมกับภาครัฐด้วยกัน รวมถึงภาคเอกชนและภาคเอกชน จะเป็นจุดที่สามารถขยายเรื่องเหล่านี้ที่เป็นเรื่องยากและถูกมองว่าไกลตัวให้เป็นที่รับรู้ แม้กล่าวกันว่าเรื่องปากท้องสำคัญที่สุด แต่หากวันหนึ่งไม่มีทรัพยากรสำหรับประกอบอาชีพ ไม่มีอาหารให้กิน วันนี้ จะนึกย้อนกลับมาว่า ทำไมเราไม่ทำเรื่องนี้ตั้งแต่แรก

“อยากฝากว่า โลกร้อนคือสิ่งใกล้ตัว เราสามารถปรับพฤติกรรมต่างๆ ที่ทำเป็นนิสัยเคยชิน ให้นำไปสู่ความยั่งยืนต่อไปได้” อธิบดีกรมโลกร้อนทิ้งท้าย

ศาสตราจารย์ ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล

เปิด 3 เรื่อง ‘คนสมุทรปราการต้องรู้’ คนไทยต้องแอ๊กชั่น

จากนั้น ส่งไมค์ต่อไปยัง ศาสตราจารย์ ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผอ.สถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน ซึ่งยืนยันตั้งแต่ต้นว่า เราต้องมีความรู้ พร้อมลงมือทำ และทำอย่างถูกต้อง หากลองจินตนาการว่า เวลาเราพูดถึง Climate Disaster ยังมีการตีความไม่ตรงกัน หรือแม้กระทั่งเราไม่สามารถมองการแบ่งฉากทัศน์ อุณหภูมิแต่ละช่วง ผลกระทบไม่เหมือนกั

มาถึงตรงนี้ กรุณา บัวคำศรี ยิงคำถามให้ใกล้ตัวขึ้น ว่า ‘แม่ค้าขายไก่ย่าง’ ก็ต้องรู้ใช่หรือไม่ ?

ศาสตราจารย์ ดร.พิสุทธิ์ ตอบว่า ต้องรู้! เพราะถ้าเขาไม่เคยอยากรู้ และพัฒนาทักษะในบางเรื่อง เขาอาจได้รับผลกระทบโดยที่ ‘โทษลมโทษฟ้า’

ผู้ดำเนินรายการท่านเดิม ถามต่อไปว่า แล้วคนสมุทรปราการต้องรู้อะไร เมื่อน้ำทะเลสูงขึ้น ?

ศาสตราจารย์ ดร.พิสุทธิ์ ตอบว่า เรื่องที่ 1 คือระดับน้ำทะเล และอุณหภูมิเฉลี่ยปัจจุบันในพื้นที่เป็นอย่างไรบ้าง เรื่องที่ 2 คือ ในพื้นที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือคาร์บอน ฟุตปรินต์ เท่าไหร่ และแชร์เท่าไหร่ในประเทศ หรือแม้กระทั่งในโลก เพราะถ้าคุณได้รับผลกระทบ แต่ไม่เห็นตัวเลขเลย จะปรับได้อย่างไร ซึ่งโดยเฉลี่ยของประชาชนคนไทย จะปล่อยประมาณ 15 กิโลกรัมต่อคน

เรื่องที่ 3 คือ ในอดีต จุดไหนเคยเกิดภัยพิบัติ เคยได้รับผลกระทบบ้าง แล้วจุดที่เกิดนั้น คุณยังใช้ชีวิตอยู่เหมือนเดิมหรือไม่ ถ้าเราไม่ได้เริ่มทำอะไรเลย ก็จะเจอเหมือนเดิม เพราะปัญหามันรุนแรงมากขึ้น

ผู้ดำเนินรายการถามว่า หากทราบข้อมูลเหล่านี้แล้ว จะทำอย่างไรต่อไปให้ปลอดภัยจากหายนะถ้าไม่สามารถย้ายบ้านได้

ศาสตราจารย์ ดร.พิสุทธิ์ ตอบว่า ถึงจุดนี้อาจต้องมีการสร้างสมดุลระหว่างรูป 3 เหลี่ยม 1.คือความเสียหาย 2.เราซับซิไดซ์ (อุดหนุน ให้ความช่วยเหลือ) เท่าไหร่

“สมมุติว่า ความเสียหายเกิด 1 ล้านล้าน แล้วที่ผ่านมาเราซับซิไดซ์อย่างนี้เท่าไหร่ แต่อีกมุมหนึ่ง คือพอเรารู้แล้วว่าเสียหายเท่านี้ เราซับซิไดซ์เท่านี้ อีกเรื่องหนึ่งที่น่าคิด และมาคู่กันคือ นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีอะไรที่จะเอามาลงทุน เพราะจะทำให้ 3 เหลี่ยมชัดเจน

ลองจินตนาการว่าถ้าเราเริ่มต้นจากอิมแพ็คที่เกิด ในอดีต 1 ล้านล้าน ซับซิไดซ์ 8 แสนล้าน มันจะดีกว่าหรือเปล่า ถ้าเราเอา 4 แสนล้านมาลงทุนในการทำเทคโนโลยี” อาจารย์วิศวะฯ จุฬาฯ แนะ

จากนั้น ระบุถึงอีกหนึ่งประเด็นที่ต้องมี คือ ‘การเก็บข้อมูลและวิเคราะห์’ เพื่อยืนยันในสิ่งที่เราคุยกัน

“อยากฝากว่า คุณต้อง ‘แอ๊กชั่น’ อีกเรื่องคือ ความรู้ จุฬาฯ มีสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน ทำเรื่องนี้โดยเฉพาะ มีข้อมูลต่างๆ ที่ผู้สนใจสามารถเข้าไปใช้ได้ เราตั้งใจทำเรื่องนี้มากว่า 1 ปี” ศาสตราจารย์ ดร.พิสุทธิ์ทิ้งท้าย

ดร.กรรณิการ์ เฉิน (คนกลาง)

ส่อวุ่น! โลกร้อนทำยุงบินสูง ผึ้งเมิน ‘ผสมเกสร’ เรื่องใหญ่
กระทบความมั่นคงทางอาหาร

ปิดท้ายด้วยการผายมือไปยัง ดร.กรรณิการ์ เฉิน รอง ผอ.องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ที่เผยว่า ในหลายหน่วยงาน แม้แต่ประชาชนของเรา มักคิดว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีผลกระทบกับสภาพอากาศ ลมแรง พายุแปรปรวนเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว ผลกระทบสูงมาก โดยเฉพาะเรื่อง ‘ความมั่นคงทางอาหาร’ วันนี้ในบางพื้นที่ เราเริ่มปลูกพืชบางชนิดไม่ได้ เช่น บางพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือซึ่งฝนลดลง

“เดิมปลูกได้ จึงมีอาหารเพียงพอ เมื่อปลูกไม่ได้ ความมั่นคงทางอาหารจึงลดลง เราเคยกินดี อยู่ดี เพราะปลูกพืชบางชนิดได้ แต่พอสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนไป  อาจไม่ใช่แล้ง แต่รวมถึงฝนที่มากเกินไป แทนที่จะทำการเกษตรได้เหมือนเดิม ก็ได้น้อยลง

ขณะเดียวกัน สัตว์บางชนิด เช่น ผึ้ง ซึ่งพอมันร้อน ผึ้งเริ่มไม่ทำงาน ไม่อยากอยู่ในรัง ผลผลิตจะลดลง เพราะไม่มีการผสมเกสร ผลไม้ไม่ติด ทุเรียนไม่ติด

เราอยากให้เยาวชน ประชาชน เข้าใจว่า Climate Change เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางชีวภาพ เรื่องการเกษตร เรื่องโรคภัย” ดร.กรรณิการ์กล่าว

นอกจากนี้ ยังเอ่ยถึงเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ ที่ไม่ใช่เรื่องเล็ก นั่นคือ ยุงและผึ้ง กล่าวคือ ในบางพื้นที่ที่ไม่ค่อยมียุง สัตว์ไม่ถูกรบกวน วันนี้ สัตว์ถูกยุงกัด เริ่มเป็นโรค ไม่ใช่แค่ไทยอย่างเดียว กรณีฟินแลนด์ ซึ่งมีกวางเรนเดียร์ อาศัยบนยอดเขาสูง ตอนนี้ยุงฟินแลนด์ ซึ่งมีขนาดใหญ่เท่าแมลงสาป สามารถบินขึ้นบนเขาสูงได้ ส่งผลต่อกวางซึ่งอาจจะไม่มีที่อยู่

“เรื่องเหล่านี้เราจำเป็นต้องให้เยาวชน ประชาชนเข้าใจว่า Climate Change ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่พิบัติภัยอย่างเดียว แต่มีผลเยอะมาก น้องๆ เยาวชนคืออนาคต เคยได้รับคำถามจากน้องคนหนึ่งว่า หนูเป็นเด็กคนหนึ่งเท่านั้น จะไปจัดการอะไรได้ ที่จริงแล้วเราจัดการได้ด้วยการเลือกพฤติกรรมของเรา เราเลือกก่อนว่า จะปลูกพืชอย่างไรให้ลดโลกร้อนมากที่สุด เราจะทำอาชีพอย่างไร ที่สำคัญคือ เราจะเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์อะไร ที่มีผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนน้อยที่สุด อย่างผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ

จริงๆ แล้วมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมอยู่ด้วยกันมาตลอด เราพยายามหาวิธีให้สิ่งแวดล้อมอยู่ได้ มนุษย์อยู่ได้ เรียกว่าอยู่ด้วยกันอย่างยั่งยืน ซึ่งหลายๆ เรื่อง ในพิพิธภัณฑ์สามารถให้แนวคิดให้ได้เรียนรู้ว่าจะอยู่ด้วยกันอย่างไรนอกจากพิพิธภัณฑ์จะเป็นที่จัดแสดงนิทรรศการแล้ว ยังทำกิจกรรมหลายอย่างที่สร้างความตระหนักให้เด็กๆ” ดร.กรรณิการ์กล่าว ก่อนทิ้งท้ายว่า มีนักบินอวกาศคนหนึ่ง มองกลับมายังโลกแล้วพบว่า จริงๆ แล้ว โลกไม่ได้เป็นของใคร ไม่มีเส้นแบ่ง

โลกคือสิ่งสวยงาม เราอยู่ในพื้นที่ที่สวยงาม เป็นหน้าที่ของเราทุกคนต้องทำงานร่วมกัน เพื่อดูแลโลกใบนี้ให้กับลูกหลานต่อไป

พรรณราย เรือนอินทร์-เรื่อง
วรวิทย์ พานิชนันท์-ภาพ