แพทย์จีน ณรงค์ แซ่งุ่ย
เปิดศาสตร์โบราณ ผสานวิถีร่วมสมัย
‘อีก 5 ปี AI ช่วยวิเคราะห์แม่นยำ’
ความยิ่งใหญ่ของจีน ไม่เพียงสะท้อนผ่านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยีอันก้าวล้ำ หากแต่วัฒนธรรมอีกทั้งภูมิปัญญาที่สั่งสมมานานนับพันปี ยังย้ำชัดถึงรากเหง้าแห่งความรุ่งโรจน์ ที่นำพาชาติจีนให้รุ่งเรืองมาถึงวันนี้
หนึ่งในนั้นคือ ‘แพทย์แผนจีน’ ซึ่งได้รับความนิยมไปทั่วโลก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เทรนด์สุขภาพบำบัดโดยให้ความสำคัญกับสมดุลธรรมชาติ
ขณะที่รัฐบาลจีนก็ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาพ ดังที่ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เน้นย้ำว่า สุขภาพของประชาชนเป็นสัญลักษณ์สำคัญของความเจริญรุ่งเรืองของประชาชาติและของประเทศ
Golden Week ของชาวจีน หรือช่วงหยุดยาวในวันชาติจีน 1 ตุลาคมที่ผ่านมา หนึ่งในสถานที่พักผ่อนยอดนิยม คือ แหล่งท่องเที่ยวแนวสุขภาพ อาบน้ำแร่ แช่น้ำอุ่น เดินป่า รวมถึงเข้าร่วมกิจกรรมรำไท้เก๊กเพื่อฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ สะท้อนให้เห็นเทรนด์ Wellness & Sustainability ของจีนที่มาแรงอย่างยิ่ง
ศาสตร์การฟื้นฟูแบบธรรมชาติบำบัดที่ผสมผสานแนวทางรักษาสุขภาพดั้งเดิมของจีนกับวิถีชีวิตร่วมสมัย กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั้งชาวจีนและชาวไทย
ดังนั้น นอกเหนือจากการใช้ยาและการผ่าตัดตามเวชกรรมแผนแพทย์ปัจจุบัน แพทย์แผนจีนยังมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง
ย้อนกลับไปเมื่อ 25 ปีก่อน แพทย์แผนจีนได้รับการรับรองจากกฎหมายไทยให้สามารถดำเนินการรักษาผู้ป่วยโรคเรื้อรังด้วยวิธีการฝังเข็ม ผ่านการผสมผสานความรู้และแนวทางปฏิบัติร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบัน ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่าง 2 แผนการแพทย์ ซึ่งล้วนมีจุดมุ่งหมายสูงสุดอย่างเดียวกัน คือการพาผู้ป่วยให้หายขาดจากโรคที่เป็นอยู่
ปัจจุบันคนเจนใหม่หันมาใส่ใจสุขภาพองค์รวม ทั้งกาย ใจ สิ่งแวดล้อมรอบกาย อีกทั้งการใช้ชีวิตอย่างสมดุล
หลัก ‘วิเคราะห์กลุ่มอาการก่อนรักษา’ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของศาสตร์แพทย์แผนจีนนี้ สามารถตอบโจทย์ผู้ต้องการสมดุลระหว่างงานและไลฟ์สไตล์
แผนกแพทย์แผนจีนถือกำเนิดขึ้นในโรงพยาบาลไทยมากขึ้นทุกขณะ ทั้งภาครัฐและเอกชน สะท้อนความเชื่อมั่นภูมิปัญญาแห่งตะวันออกที่ผสานการดูแลสุขภาพยุคใหม่ได้อย่างลงตัว

ในวาระ 76 ปี วันชาติจีน แพทย์จีนณรงค์ แซ่งุ่ย (พจ.89) ผู้อำนวยการแผนกแพทย์แผนจีน โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ประชาชื่น ให้เกียรติร่วมคุยลึกถึงศาสตร์ชั้นสูงที่ช่วยบำบัดเยียวยาผู้คนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน
⦁ การเข้ามาของแพทย์แผนจีนในประเทศไทยมีขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รับการสนับสนุนมากน้อยเพียงใด?
กว่า 25 ปีมาแล้วที่การแพทย์แผนจีนได้รับการรับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมายในประเทศไทย และทางด้านรัฐบาลจีนได้ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันประชาชนก็นิยมใช้แพทย์แผนจีนมากขึ้นในการดูแลสุขภาพและรักษาโรค
ปัจจุบันการแพทย์จีนมีการทำงานร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบัน การรักษาส่วนใหญ่ประกอบด้วยการฝังเข็ม การใช้ยาสมุนไพรจีน และการทำทุยหนา (การนวดบำบัดแบบจีน) โดยมักใช้กับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคที่เกี่ยวกับความเสื่อมของร่างกาย หรืออาการปวดเรื้อรัง
สำหรับอาการปวดเมื่อยเรื้อรัง ชาวจีนจำนวนมากเลือกใช้การฝังเข็มแทนการรับประทานยาแก้ปวด หรือยาคลายกล้ามเนื้อ เพราะยาสมัยใหม่อาจมีผลข้างเคียงต่อตับและไต ขณะที่การฝังเข็มถือเป็นการรักษาเชิงธรรมชาติที่ปลอดภัยและไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง
การแพทย์แผนจีน มักเน้นการบำบัดอาการเรื้อรัง อาทิ อาการปวดเมื่อยตามตัว ออฟฟิศซินโดรม ปวดศีรษะ และนอนไม่หลับ ซึ่งเป็นกลุ่มอาการที่ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยเลือกใช้แพทย์แผนจีนในการรักษา
⦁ ปัจจุบันผู้ป่วยด้วยอาการไหน หรือโรคอะไรบ้างที่นิยมเข้ารับการบำบัดรักษาโดยแพทย์แผนจีน?
เนื่องจากคนทำงานจำนวนมากต้องนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ไม่มีเวลาพักผ่อน ต้องใช้เวลานั่งติดต่อกันหลายชั่วโมงในท่าเดิมๆ ส่งผลให้เกิดอาการคอตึง ไหล่แข็ง กล้ามเนื้อเกร็งอักเสบ อีกทั้งโต๊ะและเก้าอี้ที่ไม่บาลานซ์ อาจทำให้ร่างกายเสียสมดุล
อาการออฟฟิศซินโดรมนอกจากจะเป็นโรคยอดฮิตในประเทศไทยแล้ว ยังถือเป็นโรคที่พบได้บ่อยในประเทศจีนเช่นกัน
การแพทย์แผนจีนมักใช้วิธีการฝังเข็มเพื่อปรับสมดุลร่างกาย กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและลม ก่อนเริ่มรักษาจะมีการวิเคราะห์อาการอย่างละเอียด รวมถึงตรวจดูสภาพร่างกายโดยรวม การรักษามักใช้เวลาประมาณ 5-6 ครั้ง ซึ่งแตกต่างจากการแพทย์ปัจจุบันที่มักใช้ยาแก้ปวด หรือยาแก้อักเสบเป็นหลัก
สำหรับโรคหัวใจ ชาวจีนพบมากกว่าคนไทย สาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง ขณะที่คนไทยนิยมอาหารรสหวาน จึงทำให้โรคเบาหวานพบได้บ่อย โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป
สำหรับโรคมะเร็งพบใกล้เคียงกันทั้งสองประเทศ แต่โรคเกี่ยวกับไขมัน เช่น เส้นเลือดอุดตัน อัมพฤกษ์ และอัมพาต พบในจีนมากกว่า เนื่องจากการบริโภคอาหารมันและหนักไปทางไขมันสูง

⦁ ทราบว่าในช่วงการระบาดของโควิด-19 แพทย์แผนจีนมีบทบาทอย่างมากเช่นกันในการบรรเทาอาการต่างๆ โดยเฉพาะในประเทศจีนเอง?
ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา การแพทย์แผนจีนถูกนำมาใช้ควบคู่กับการแพทย์แผนปัจจุบันในการดูแลผู้ป่วย โดยเฉพาะการใช้ยาสมุนไพรจีน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาอาการ ช่วยขับเสมหะที่ติดค้างบริเวณลำคอ ทำให้ผู้ป่วยหายใจสะดวกขึ้น ลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน
ในขณะที่การแพทย์แผนปัจจุบันเน้นการให้ออกซิเจน แต่ผู้ป่วยบางรายที่มีเสมหะอุดกั้นทางเดินหายใจอาจเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ ตรงกันข้าม ยาจีนที่ใช้เพื่อขับเสมหะและปรับสมดุลร่างกาย ผู้ป่วยจำนวนมากในประเทศจีนจึงเลือกใช้ยาจีนควบคู่กับการรักษาสมัยใหม่ เพื่อให้หายใจโล่งขึ้นและบรรเทาอาการจากโรคโควิด-19
⦁ หลักสำคัญของการฝังเข็มคืออะไร ทำไมจึงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่ยุคโบราณ จนถึงโลกยุคใหม่?
การฝังเข็มเป็นการรักษาที่มีหลักการสำคัญ คือการกระตุ้นการไหลเวียนของเส้นลมปราณในร่างกาย ได้แก่ จุดไป่หุ้ย ซึ่งอยู่บริเวณมุมศีรษะ ใช้บรรเทาอาการปวดศีรษะ นอนไม่หลับ ร่างกายอ่อนแอ และหน้าซีด, จุดจู๋ซานหลี่ ช่วยผู้ที่มีอาการปวดเรื้อรัง ร่างกายไม่แข็งแรง ขาเมื่อยล้า และภูมิต้านทานต่ำ การฝังเข็มจุดนี้จะช่วยกระตุ้นให้เลือดลมไหลเวียนดีขึ้น, จุดซานอินเจียว เป็นจุดสมดุลที่ช่วยให้ผู้ป่วยผ่อนคลาย สำหรับผู้ที่มีอาการซึมเศร้า และจุดกวานหยวน อยู่ใต้สะดือประมาณ 3 นิ้ว เป็นจุดสำคัญสำหรับอาการปวดมวน ท้องเสีย ระบบย่อยอาหารไม่ดี ช่วยปรับเลือดลม ฮอร์โมน และยังเหมาะสำหรับผู้หญิงที่มีอาการปวดประจำเดือน หรือมีภาวะตั้งครรภ์ยาก การฝังเข็มจุดนี้จึงให้ผลดีต่อร่างกายโดยรวม
⦁ การใช้ศาสตร์ตะวันออกผสมผสานกับแพทย์แผนตะวันตก ได้ผลดีหรือไม่ มีการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันอย่างไรบ้าง?
เมื่อเทียบกับแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนปัจจุบันหรือแพทย์แบบตะวันตก กับแพทย์แผนจีนหรือแพทย์แบบตะวันออก มีวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน แต่เป้าหมายสุดท้ายเหมือนกันคือ การรักษาผู้ป่วยให้หายจากโรคเรื้อรัง
แพทย์แผนตะวันตกเน้นการรักษาแบบละเอียด โดยอาศัยการผ่าตัดและยา ส่วนแพทย์แผนจีนจะวิเคราะห์อาการอย่างรอบด้าน ทั้งภายในและภายนอก หากอวัยวะส่วนใดไม่สบายก็จะเลือกจุดฝังเข็มที่ตรงจุดนั้นเพื่อฟื้นฟูร่างกาย
ปัจจุบันแพทย์แผนปัจจุบันนิยมทำงานร่วมกับแพทย์แผนจีนมากขึ้น เนื่องจากแพทย์แผนปัจจุบันเริ่มเรียนรู้ด้านการฝังเข็ม ทำความเข้าใจว่าแพทย์แผนจีนรักษาผู้ป่วยอย่างไร การทำงานจะทำช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง บางครั้งผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัด แต่เกิดปัญหาปัสสาวะไม่ออก แพทย์แผนปัจจุบันจะสวนท่อปัสสาวะ แต่หากต้องสวนท่อเป็นเวลานาน โอกาสติดเชื้อสูง แพทย์จึงมักส่งต่อผู้ป่วยไปยังแพทย์แผนจีนเพื่อรักษาต่อ
สำหรับผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต แม้ว่าผู้ป่วยจะรอดชีวิตหลังการรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบัน แต่แขนขาอาจไม่สามารถขยับได้ แพทย์แผนจีนจะเข้ามาช่วยด้วยการฝังเข็ม กระตุ้นเส้นประสาทตามเส้นลมปราณ ทำให้เลือดลมไหลเวียนดีขึ้น และช่วยให้แขนขาสามารถขยับได้ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่มารักษาจะเห็นผล
ตั้งแต่แพทย์แผนจีนถูกต้องตามกฎหมาย แพทย์แผนปัจจุบันก็มีโอกาสไปเรียนฝังเข็ม ปัจจุบันมีแพทย์ฝังเข็มในประเทศไทยมากกว่า 2,000 คน ซึ่งร่วมมือกับแพทย์แผนจีนในการรักษาผู้ป่วย
แพทย์แผนจีนในประเทศไทยยังมีการนำครูแพทย์จากประเทศจีนมาสอนและแลกเปลี่ยนความรู้กับแพทย์แผนปัจจุบัน วิเคราะห์โรคว่าผู้ป่วยแต่ละราย แพทย์แผนปัจจุบันจะรักษาอย่างไร แพทย์แผนจีนจะรักษาอย่างไร ทำให้ความรู้และความสามารถของทั้งสองฝ่ายก้าวหน้ามากขึ้น

⦁ การพัฒนาสมุนไพรและยาจีนสำหรับใช้ในประเทศไทย มีความก้าวหน้าไปในทิศทางใด?
ในปัจจุบันประเทศไทยมีการพัฒนายาแผนจีนให้สะดวกมากขึ้น ยาที่นำเข้าจากประเทศจีนสกัดจากสมุนไพร สามารถพกพาไปได้ทุกที่ ชงกับน้ำร้อนก็ใช้ได้สะดวกและได้ผลดีด้วย
สำหรับในประเทศจีน ตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย หากลูกหลานมีไข้หรือเจ็บป่วย ส่วนใหญ่ยังไม่นิยมไปหาหมอแผนปัจจุบันในทันที แต่จะใช้การรักษาแบบแพทย์แผนจีนก่อน ขณะที่ในประเทศไทย การใช้แพทย์แผนจีนมักเน้นการฝังเข็ม เพราะทุกคนเข้าใจว่าเป็นวิธีการทางธรรมชาติ ไม่ต้องใช้ยา และไม่มีผลข้างเคียง
ยกตัวอย่างผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง แพทย์แผนปัจจุบันมักให้รับประทานยาตลอดชีวิต แต่แพทย์แผนจีนจะวิเคราะห์อาการและปรับสมุนไพรให้เหมาะกับร่างกาย ทำให้บางครั้งสามารถพักการกินยาได้ และไม่ต้องรับประทานยาตลอดชีวิต
⦁ วันนี้จีนเป็นหนึ่งในมหาอำนาจทางเทคโนโลยีของโลก การแพทย์แผนจีนได้นำความก้าวล้ำตรงนี้มาใช้เป็นประโยชน์อย่างไร?
ปัจจุบันในเมืองจีนมีการพัฒนาเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยในการรักษาแพทย์แผนจีน คาดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า AI จะถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์และวินิจฉัยผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก เพราะ AI มีความแม่นยำสูง การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยวิเคราะห์จะทำให้ทราบว่าผู้ป่วยมีอาการอย่างไร ควรใช้สมุนไพรประเภทใด และต้องฝังเข็มที่จุดใด
เชื่อว่าอีกไม่นานประเทศไทยก็จะนำเทคโนโลยีนี้มาใช้งานด้วย โดย AI จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยได้มากขึ้น แต่ในปัจจุบัน การฝังเข็มยังต้องอาศัยฝีมือของแพทย์ เพราะต้องกะความลึกและแรงในการฝังเข็มให้เหมาะสมกับผู้ป่วย อย่างไรก็ตาม ในอนาคตอีก 5 ปี คาดว่า AI จะสามารถช่วยงานแพทย์แผนจีนได้มากขึ้น
⦁ มองการพัฒนาของภาครัฐของจีนและไทยในด้านสุขภาพอย่างไร?
ปัจจุบันจีนพัฒนาด้าน Wellness ค่อนข้างเรียบร้อยแล้ว รัฐบาลมีนโยบายดูแลผู้สูงอายุ เนื่องจากจำนวนผู้สูงอายุในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจึงสร้างสถานที่สำหรับผู้สูงอายุให้สามารถพักอาศัยอย่างสะดวกสบาย เมื่อไม่เป็นภาระต่อลูกหลาน ก็มีแพทย์คอยดูแลเพื่อให้ผู้สูงอายุมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี
ในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน รัฐบาลค่อยๆ พัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุ เช่น อยุธยาก็มีการสร้างอาคารสำหรับผู้สูงอายุ พร้อมมีแพทย์มาดูแลรักษา แต่ปัจจุบันยังต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูง
⦁ คิดว่าอนาคตการแพทย์แผนจีนในประเทศไทยจะเป็นอย่างไร?
จีนมีนโยบายก้าวสู่ ‘เมืองคาร์บอนเป็นศูนย์’ แน่นอนว่ารัฐบาลจีนมุ่งให้ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรงขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ รับประทานยาลดลง เพราะประชาชนมีสุขภาพดี ประเทศไทยก็เช่นกัน ในอีก 5 ปีข้างหน้าเทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แพทย์แผนปัจจุบันก็จะยอมรับการทำงานร่วมกับแพทย์แผนจีนมากขึ้น พร้อมแลกเปลี่ยนความรู้กัน
ดังนั้น อนาคตของประเทศไทยคาดว่าแพทย์แผนจีนจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ และการรักษาแบบผสมผสานระหว่างแพทย์แผนจีนและแพทย์แผนปัจจุบันจะเป็นทางเลือกสำคัญสำหรับผู้ป่วย
รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับประชาชนเป็นหลัก หากสิ่งแวดล้อมในประเทศจีนมีการพัฒนาอย่างมาก มีการใช้รถไฟฟ้าและมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าแทนการใช้น้ำมัน เพราะควันและมลพิษคาร์บอนส่งผลต่อปอด ทำให้เกิดโรคต่างๆ รวมถึงมะเร็ง
ประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน รัฐบาลสนับสนุนการใช้รถไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดมลพิษ ส่งผลให้ประชาชนมีสุขภาพดีขึ้นและลดโอกาสเกิดโรคภูมิแพ้

⦁ ฝากถึงประชาชนทั้งชาวจีนและไทยในการดูแลสุขภาพ?
สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญกับร่างกายอันดับ 1 คือเรื่องการรับประทานอาหาร ต้องใส่ใจความสะอาด เพราะปัจจุบันส่วนประกอบของอาหารมักมีสารเคมีแทรกอยู่ แนะนำให้ตรวจร่างกายเป็นประจำ เมื่อพบปัญหาสามารถรักษาได้ทันเวลาและลดความรุนแรงของโรค
อันดับ 2 คือการออกกำลังกายให้มากขึ้น คนจีนมักนิยมรำไท้เก๊ก วิ่ง หรือเต้นเพื่อดูแลสุขภาพ ขณะที่ในประเทศไทย สภาพการจราจรติดขัดและผู้คนต้องรีบไปทำงาน ทำให้ช่วงเช้าเห็นคนออกกำลังกายน้อยมาก อยากให้รัฐบาลสร้างสวนสาธารณะและพื้นที่ออกกำลังกายเพิ่มขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถดูแลสุขภาพได้ง่ายขึ้น ลดความจำเป็นในการพบแพทย์หรือใช้ยามาก และหวังว่าทุกคนจะตรวจร่างกายเป็นประจำ
คนจีนมักระมัดระวังสุขภาพตนเอง พยายามหลีกเลี่ยงการเจ็บป่วยและไม่อยากไปหาหมอบ่อยๆ จึงให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอ การกินอาหารอย่างระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงสิ่งที่อาจไม่ปลอดภัย เช่น หากตรวจสุขภาพแล้วไขมันสูง ก็หลีกเลี่ยงอาหารมัน หากน้ำตาลสูง ก็หลีกเลี่ยงของหวาน
อีกแนวคิดสำคัญคือการรักษาตามธรรมชาติ เช่น การแช่น้ำแร่เพื่อทำความสะอาดร่างกาย น้ำถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด เพราะหากน้ำไม่สะอาด อาจทำให้เกิดโรคไตได้ง่าย
⦁ สิ่งที่อยากทิ้งท้ายในวาระ 76 ปีวันชาติจีน และ 50 ปีสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน?
วันชาติจีนเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ ค.ศ.1949 เมื่อประธานเหมา เจ๋อตง ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน นับแต่นั้นชาวจีนก็มีความสุขมากขึ้น ประเทศเจริญก้าวหน้า และเศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งสำคัญสำหรับชาวจีน สิ่งที่สำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดคือ ‘สุขภาพ’ เพราะเมื่อร่างกายแข็งแรง การทำงานและการใช้ชีวิตก็จะมีความสุขไปด้วย
เนื่องในโอกาสวันชาติจีน ซึ่งมีคำกล่าวที่ว่า จีนไทยใช่อื่นไกลพี่น้องกัน หวังว่าจีนและไทยจะสนับสนุนแพทย์แผนจีน เพื่อให้ประชาชนทั้งสองประเทศมีสุขภาพแข็งแรง และเจริญก้าวหน้าไปพร้อมกัน

ชญานินทร์ ภูษาทอง – เรื่อง
เจตน์สฤษฎิ์ ชยธาดาธนะสกุล – ภาพ

