The First Time I Died เมื่อฉันตายครั้งแรก กิตติศักดิ์ คงคา มาแนวใหม่ เสียดสี ตลกร้าย ‘ไม่ใช่ผีมืออาชีพ’

11.10.25 | 12:33 น.

“เราเอาสายตาของมนุษย์ไปใส่ โดยตั้งโจทย์ว่าถ้าผีมีวิธีการคิดแบบมนุษย์ ผีจะคิดอะไร และรับมือกับชีวิตยังไง อาจไม่ได้เป็นผีดั้งเดิมแบบที่ทุกคนรู้จัก แต่เป็นผียุคปัจจุบัน ยุคเจนนี้ ในแง่ของการเป็นมนุษย์มากขึ้น”

 

“เรื่องราวว่าด้วยเรื่องผีสุดกวนประสาทที่ไม่น่ากลัว (มั้ง) แต่จะชวนให้คุณหัวเราะ ส่ายหัว และเบะปาก ไปกับโลกหลังความตายที่ก็ชวนปวดหัวไม่แพ้ตอนมีชีวิตรวมเรื่องสั้นขนาดไม่สั้นไม่ยาว ม้วนเดียวจบ อ่านง่าย ทุกเรื่องมีผีที่ไม่ได้มาเพื่อหลอกหลอน แต่จะชวนให้คุณมองย้อนไปถึงความซับซ้อนของมนุษย์”

คือคำโปรยของหนังสือเล่มล่าสุด ของนักเขียนดัง กิตติศักดิ์ คงคา กับชื่อเรื่องสะดุดหู ‘The First Time I Died เมื่อฉันตายครั้งแรก’ โดยสำนักพิมพ์ 13357 PUBLISHING

Advertisement

เตรียมลบภาพจำผีแบบเดิมๆ ในอดีตที่ต้องสยดสยอง น่าสะพรึงกลัว ชวนขนหัวลุก สู่นิยามผีแบบใหม่ๆ ที่เจ้าของผลงานคอนเฟิร์มว่า ‘ไม่ใช่ผีมืออาชีพ’ แต่คือ ‘เรื่องสั้นผีตลกร้าย’

บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์และโลกแห่งความตายในแนวดาร์กคอมเมเดี้ยน ผ่านตัวละครผี โดยเปรียบการตายครั้งแรก เสมือนการเป็น First Jobber ที่ต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ในชีวิต พร้อมกับตั้งคำถามในความสามารถของตัวเอง ว่าถ้าเราเป็นผีจะรู้สึกอย่างไร?

ที่ผ่านมาเราเห็นผลงานมากมายหลายแนว แล้วเรื่องล่าสุด คือ The First Time I Died เมื่อฉันตายครั้งแรก มีความเป็นมาอย่างไร?

เริ่มมาจากผมอ่าน YOU GHOST ME EVERY SADTURDAY NIGHT ของ เบนซ์ ธนชาติ ศิริภัทราชัย แล้วอยากลองเขียนเรื่องสั้นที่มีบรรยากาศตลกๆ สนุกๆ โดยไม่ต้องเสียดสีสังคม ไม่ต้องยาก ไม่ต้องซับซ้อน ก็เลยหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาอยากลองทำงานเรื่องสั้นที่อ่านง่ายๆ สบายๆ ดู

ส่วนตัวเป็นคนที่ไม่ได้ตาม ไม่ได้อ่านเรื่องผี ก็จะติดอยู่ในใจเสมอว่าเป็นคนที่ไม่เขียนเรื่องผี ไม่เขียนเรื่องตลก ก็เลยกลายเป็นว่าพอจะออกหนังสือสักเล่มก็เลยมาเขียนเรื่องผีที่มันตลก อยากลองทำอะไรใหม่ๆ ดู

⦁น่าสนใจตรงที่ ผี ในภาพจำทั่วไปคือความน่ากลัว สยดสยอง แต่เรื่องนี้เล่าออกมาให้ผีเป็นตัวละครที่ตลก ชวนหัวเราะ ซึ่งเป็นสิ่งที่คอนทราสต์กันอย่างมาก มีการตีความอย่างไร?

เราลืมภาพของผีที่มันน่ากลัวไปเลย เรามองภาพว่าการเป็นผีเป็นชีวิตในรูปแบบหนึ่ง หมายถึงว่า เราคิดสภาพว่าเราตายครั้งแรก เราก็จะไม่เคยเป็นผีมาก่อน เราก็จะไม่ค่อยเข้าใจ เป็นเด็กใหม่ เป็นมือใหม่ เราต้องเจอประสบการณ์แปลกใหม่กับการเป็นผี ที่ตลกและไม่เคยมีมาก่อน

ซึ่งในเล่มก็จะมีมุมมองที่ตลก สะท้อนสังคม ชวนให้อบอุ่นหัวใจก็มี โดยเล่าผ่านมุมมองของผีที่เรารู้สึกว่าผีก็เป็นภาพสะท้อนของมนุษย์ในแง่หนึ่ง

การที่เราไม่ได้ติดตามเรื่องผี จริงๆ แล้วเราแค่อยากมีมุมมองของการเล่าเรื่องๆ หนึ่ง ในแง่ของการเป็นมนุษย์ แต่เราหยิบประเด็นเหล่านั้นมาเล่าผ่านสายตาของผีที่เราเคยได้ยินมา

การที่เรานำชีวิตมนุษย์มาเล่าผ่านผีนั้น ก็ไม่ได้แตกต่างมากนักกับการเล่าผ่านมนุษย์โดยตรง เพราะว่าผมมองว่าในเรื่องของผมผีก็เป็นมนุษย์แบบหนึ่ง ก็อาจจะมีลักษณะของการเอาเรื่องราวเกี่ยวกับผีที่เคยได้ยินมาใส่เข้าไป แต่ถามว่าอินเนอร์ตัวตนของเรื่องราวในเรื่องมันก็มีความเป็นมนุษย์มากๆ แต่ไม่ได้เป็นผีที่มีความซับซ้อนหรือเข้าใจยากๆ

ยกตัวอย่างเช่นเราเล่าเรื่องของผีที่ทำงานอยู่ในบ้านผีสิงครั้งแรก แต่ไม่สามารถทำให้คนกลัวได้ ก็เลยเศร้าจนต้องไปพบจิตแพทย์ ไม่รู้ว่าต้องทำยังไงให้คนกลัวตัวเองดี สะท้อนมุมมองมนุษย์ที่เริ่มต้นทำงานแล้วตั้งคำถามในความสามารถของตนเอง เพียงแต่เราก็เปลี่ยนมาเป็นเรื่องเล่าของผีที่ดูจริงจัง สะท้อนสังคมมากขึ้น

ซึ่งก็เป็นเรื่องที่อยู่รอบๆ ตัวเรา เพียงเอาสายตาของผีไปจับว่าถ้าเป็นผีมันจะรู้สึกยังไง คิดอย่างไร ลองคิดในมุมมองของผีที่หลอกคน ว่าถ้าคนไม่กลัวมันจะเสียเซลฟ์ไหม เพราะเราไม่เคยมองผีในแง่มุมมนุษย์มาก่อน เรามองแค่ผีในแง่ที่มันไม่เคยมีความรู้สึก ก็เลยได้เรื่องราวที่แปลกๆ ออกมาหลายอย่าง

⦁ทำไมตั้งชื่อว่า The First Time I Died เมื่อฉันตายครั้งแรก ทั้งๆ ที่ คนเราตายได้ครั้งเดียว?

เหมือนกับว่าเป็นชื่อที่ตั้งประชดพูดถึงความตาย ซึ่งทุกคนก็ตายกันแค่ครั้งเดียว ส่วนใหญ่เราจะพูดถึงสถานการณ์ที่เริ่มเป็นผีใหม่ๆ หรือความไม่คุ้นเคยกับการเป็นผี เมื่อตายครั้งแรกก็พูดถึงผีในความอินโนเซนส์ ความไม่รู้จัก ความไม่คุ้นเคย ไม่ใช่ผีมืออาชีพมาหลอกหลอนอย่างเดียว แต่เป็นผีที่ต้องรับมือกับความไม่มีชีวิตของตัวเองแบบมือใหม่ ก็เลยให้ความประดักประเดิด

เรื่องราว The First Time I Died มันสะท้อนบรรยากาศของมนุษย์ที่เป็นเหมือน First Jobber หรือคนที่เริ่มต้นทำงาน เริ่มต้นใช้ชีวิตอย่างจริงจัง แล้วต้องรับมือกับความแปลกใหม่ในชีวิต อะไรประมาณนี้

⦁การเล่าเรื่องเกี่ยวกับชีวิต ความตาย ส่วนหนึ่งมาจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้เรียนรู้ในชีวิต หรือสะท้อน ความเป็นจริงของมนุษย์ในแง่มุมใดบ้าง?

ทั้งหมดเลยครับ เพราะว่าจริงๆ แล้วเราเอาสายตาของมนุษย์ไปใส่ โดยตั้งโจทย์ว่าถ้าผีมีวิธีการคิดแบบมนุษย์ ผีจะคิดอะไร และรับมือกับชีวิตยังไง ก็เลยเป็นการนำสายตามนุษย์เข้าไปตัดสินเรื่องราวเหล่านี้ ก็อาจไม่ได้เป็นผีดั้งเดิมแบบที่ทุกคนรู้จัก แต่เป็นผีที่เป็นยุคปัจจุบัน ในยุคเจนนี้ ในแง่ของการเป็นมนุษย์มากขึ้น

⦁ใช้เวลาเขียนนานไหม จุดที่ประทับใจในเรื่องนี้?

ผมใช้เวลาอยู่กับหนังสือเล่มนี้ประมาณครึ่งเดือนถึงหนึ่งเดือน ไม่ได้นานมาก แต่พอมันเป็นรูปเล่มเรื่องสั้นแนวทดลองซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่าความตลกมันควรเป็นระดับไหน หรือจะเสียดสีสังคมไหม ผมเขียนมาเป็นสิบกว่าเรื่องบางเรื่องไม่ได้ ก็ต้องคัดทิ้ง เพราะพอเราเขียนไปเรื่อยๆ ถ้าใช้ไม่ได้ก็ทิ้ง แล้วกลับมาเขียนต่อ

จะมีเรื่องจำนวนมากที่ตลกเกินไป บางเรื่องที่เสียดสีสังคมเกินไป หรือบางเรื่องก็พยายามจะใส่กิมมิคมากเกินไปจนมันไม่ได้ ไม่ลงตัว มันต้องค่อนข้างบาลานซ์ เพราะงานที่ผมไม่ได้ทำบ่อย ไม่ได้ทำถนัด เราต้องพยายามใส่ความตลกผสมกับการเสียดสีสังคม ผสมกับบรรยากาศของความเป็นผีด้วย ก็เลยหาจุดสมดุลยาก ก็เขียนอะไรทิ้งไปหลายอย่างเหมือนกัน มันอาจจะยากในแง่ของไม่ได้เขียนแล้วจบเลย เพราะเขียนแล้วก็แก้เรื่อยๆ เพราะไม่ใช่แนวที่ถนัดนัก

⦁สิ่งที่สะท้อนตัวตนของเราผ่านเรื่องนี้และอยากถ่ายทอดไปยังผู้อ่าน?

สำหรับผมคงมองในแง่ของความเป็นมนุษย์มากที่สุด เพราะรู้สึกว่าถ้าเราเอาความเป็นมนุษย์เข้าไปมองประสบการณ์ชีวิตของตัวเอง เราอาจจะยอมรับกับความไม่สมบูรณ์แบบกับเรื่องราวของชีวิตได้ง่ายขึ้น

หลายครั้งที่เราคาดหวังว่าชีวิตจะต้องสมบูรณ์แบบมากเกินไป เรามองว่าผีต้องเอามาหลอกคน เราอยู่ในกรอบบางอย่างที่สังคมสร้างให้เราคิดแบบนั้นมาตลอด จนเราไม่ได้มองถึงความเป็นจริงของชีวิตที่มันอาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบขนาดนั้น

หนังสือเล่มนี้มันออกมาเพื่อทำลายขนบว่า จริงๆ แล้วชีวิตมันมีความเป็นไปได้หลายอย่างมากมาย ไม่ต้องไปจริงจังกับชีวิตมาก เรามองชีวิตในแง่อื่นๆ บ้าง เราอาจจะได้พบเจออะไรใหม่ๆ

⦁ท่ามกลางสังคม ที่เปลี่ยนแปลงไปทุกๆ วัน คิดว่าวรรณกรรม นิยาย เรื่องสั้น เป็นตัวเชื่อมระหว่างคนกับชีวิตอย่างไรบ้าง?

นิยายหรือเรื่องสั้น ในแง่วรรณกรรมหรือเรื่องแต่ง มันคือพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คนได้ลองเข้าไปใช้ชีวิตอื่นๆ เพราะว่าเมื่อเราอ่านเราก็จะสวมความรู้สึก สวมตัวตนเราเข้าไปเป็นตัวละครในเรื่อง มันเป็นโอกาสเพียงไม่กี่ครั้งในชีวิตที่เราจะได้เข้าไปนั่งในชีวิตคนอื่น

เลยเปิดโอกาสให้เรามีมุมมองของชีวิตที่แตกต่างออกไป ถ้าเราไม่ได้อ่านวรรณกรรมเราคงไม่ได้ฉุกคิดหรือมีมุมมองของผีที่ตายเพราะว่าเรายังไม่ตาย เราเลยไม่มีมุมมองแบบอื่นๆ ดังนั้นพอเราให้โอกาสตัวเองเข้าไปศึกษามุมมองอื่นในชีวิต ผมว่ามันทำให้เรามองโลกเปลี่ยนไป ให้เวลาตัวเองได้ครุ่นคิดกับชีวิตมากขึ้น

เพราะว่าชีวิตของเรามันจะไม่ได้ดำเนินไปแบบเดิมๆ ที่เราเคยเจอ มันทำให้เราหยุดคิดกับอะไรบางอย่างที่อยู่ในชีวิตของเรา

⦁สิ่งที่อยากแนะนำสำหรับคนที่อยากจะมาเป็นนักเขียน หรือมีความสนใจเกี่ยวกับการเขียนหนังสือ?

ผมแนะนำอย่างแรกคือ ตั้งคำถามก่อนว่าเราเขียนไปทำไม เราเขียนเพื่ออะไร เป้าหมายในการเขียนคืออะไร เช่น เราเขียนเป็นอาชีพ เขียนเพื่อระบายความในใจ เขียนเพื่อเยียวยาความรู้สึกข้างใน

ถ้า Why เราชัดเจนมันจะมีแนวทางในการดำเนินไปมากขึ้น ตอบตัวเองว่าเราจะก้าวไปแต่ละก้าวทำไม และมันจะทำให้เราก้าวไปได้ดีมากขึ้น

ประเด็นที่ผมจะพูดเสมอคือการเขียนมันไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากขนาดนั้น เพราะว่ามันเป็นทักษะพื้นฐาน ฟัง พูด อ่าน เขียน คือทุกคนถ้าเขียนไดอารี่ เขียนเล่าเรื่องได้ ทุกคนเป็นนักเขียนได้อยู่แล้ว ไม่ได้จำเป็นต้องใช้ความเลิศหรูเรื่องราวซับซ้อน แต่ต้องมีเหตุผลที่ทำให้เราเขียนจนจบ

ความยากของนักเขียนมือใหม่คือไม่ใช่เขียนยังไง แต่เป็นการเขียนอย่างไรให้จบมากกว่า การเข้าใจว่าเขียนไปทำไมเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้เราสามารถไปจนถึงตอนจบของเรื่องเล่าของเราได้

⦁ฝากถึงหนังสือเล่มนี้ ที่เพิ่งเปิดพรีออเดอร์ไป?

หนังสือเรื่องนี้เป็นหนังสือผีตลกร้าย เป็น Dark Comedian คือสั้น กระชับ อ่านสนุก ไม่ต้องใช้ความซับซ้อนในการอ่านมาก อ่านแล้วก็สามารถเข้าใจว่าพูดถึงอะไร ไม่ต้องคิดอะไร ให้ยิ้มเล็กๆ มุมปาก เหมาะกับวันสบายๆ ง่ายๆ ในร้านกาแฟก็ได้ และหนังสือก็เป็นหนังสือเล่มบางๆ ราคาไม่แพง เล่มละ 180 บาท อ่านไม่นานก็จบถ้าตั้งใจอ่าน

แต่ผมคิดว่าจะเป็นหนังสือที่พกติดกระเป๋าไว้ บางทีในวันหยุดอาจอ่านสักเรื่องสองเรื่อง ก็ให้บรรยากาศในการอ่านที่ไม่ซับซ้อนยุ่งยาก บางคนอ่านเรื่องยาวๆ แล้วอาจจะเหนื่อย บางคนที่ไม่ได้อ่านหนังสือนานแล้ว หรือบางคนติดกับอ่านเรื่องอะไรก็ไม่จบ

แนะนำอยากให้ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาทำความรู้จักกับเรื่องสั้นผีที่เสียดสีสังคม และให้บรรยากาศใหม่ๆ

มาลาศรี เพ็ชรไทย