Lifetime Achievement ของ ‘ป๋าเต็ด’ ยุทธนา บุญอ้อม มนุษย์สายกลาง เจน X ที่ ‘ไม่เชื่อเรื่องหมดไฟ’

12.10.25 | 11:42 น.

Lifetime Achievement ของ
‘ป๋าเต็ด’ ยุทธนา บุญอ้อม
มนุษย์สายกลาง เจน X ที่ ‘ไม่เชื่อเรื่องหมดไฟ’

“เขินมากครับ เวลาเราได้ยินใครได้รับรางวัล Lifetime Achievement มันยิ่งใหญ่มาก

ในมุมมองของผม แปลว่าการประสบความสำเร็จตลอดชีวิต แต่คนเรามันก็คงมีทั้งอันนี้พลาด อันนี้สำเร็จ อันนี้สำเร็จมาก อันนี้สำเร็จน้อย ดังนั้นต้องบอกว่าเป็นเกียรติมาก

การที่เราได้รับรางวัลอะไรแบบนี้ มันทำให้เราต้องทบทวนว่า จริงหรือเปล่า เราได้ทำอะไรที่ทำให้มีคนมองมาที่เรา แล้วสถานะนี้ให้ นอกจากจะภูมิใจแล้ว ก็คงต้องระมัดระวังในการทำงานให้สมเกียรติกับที่ผู้คนไว้วางใจเรา”

คือ ความในใจที่ ‘ป๋าเต็ด’ ยุทธนา บุญอ้อม บอกเล่ากับ ‘มติชนทีวี’ เมื่อได้รับรางวัลเกียรติยศ Lifetime Achievement ในสาขา คอนเทนต์ครีเอเตอร์ จากเวที FEED X KHAOSOD AWARDS 2025

Advertisement

‘เจ้าพ่อเด็กแนว’ คือ ความทรงจำที่ชาวเจน Z และอัลฟ่า อาจไม่คุ้นหู แต่รู้จักดีจาก ‘ป๋าเต็ด ทอล์ก’ ที่เจ้าตัวยังโลดแล่นอย่างมีลีลา ขณะที่เจนก่อนหน้า ไม่เพียงรู้จัก แต่ต้องใช้คำว่าเติบโตมาพร้อมสุ้มเสียงตั้งแต่ยุคที่ ‘นักจัดรายการวิทยุ’ หรือ ‘ดีเจ’ ยังต้องสอบใบผู้ประกาศที่กรมประชาสัมพันธ์

ตัดภาพมาในวันนี้ คอนเทนต์ครีเอเตอร์ นั่งหน้าจอในรายการออนไลน์ได้เลย ไม่มีต้องมีใบการันตี

เปิดเพลงมาตั้งแต่ยุคแผ่นเสียง จนถึง streaming service ในนาทีนี้

ระเบิดโปรเจ็กต์มาแล้วมากมาย ทั้งเล็ก ทั้งใหญ่ ทั้งอภิมหาอลังการงานสร้าง

58 ขวบปีของชีวิต ไม่เคยหยุดเรียนรู้ ไม่เคยหมดไฟ ยังสนุกและขยันสรรหาไอเดียใหม่ๆ อย่างไม่รู้จบ

“ผมไม่ได้รู้สึกว่ามันลำบากเลยที่จะต้องเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะต้องคุยกับคนต่างรุ่น ที่จะต้องเจอกับแนวคิดที่มันเปลี่ยนไป”

2,626 คำต่อไปนี้ คัดสรรมาแล้วจาก 14,199 คำสนทนา เฟ้นเน้นๆ ในประเด็นไฮไลต์ ที่แม้บางช่วงอาจไม่หวือหวา ทว่า กระตุกต่อม ‘คิดต่อ’ ให้ทุกเจเนอเรชั่น

GEN X ‘มนุษย์สายกลาง’
อ้าแขนรับทุกอย่าง
ฟังลูกทุ่ง ยัน The Beatles

ไม่แน่ใจว่าเพราะผมเป็นคน Gen X มันเลย shape ให้ผมเป็นแบบนี้ หรือเพราะผมเป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว เลยรู้สึกโชคดีมากที่เป็นคน Gen X ความหมายคือ หลังจากทำงาน ผ่านชีวิตมาจนวัยสัก 40 ถึงเริ่มมองย้อนกลับไปถามตัวเองว่า เอ๊ะ! เรามีหลักยึดอะไรในการทำงาน อะไรที่เรามีโดยไม่รู้ตัวบ้าง เพราะแม้ผมจะมีงานหลายแบบตลอดชีวิตการทำงาน แต่มันก็ยังมี ‘จุดร่วม’ อะไรบางอย่าง แล้วผมก็พบว่า ตัวเองชอบเดินสายกลาง ซึ่งในที่นี้ไม่ได้หมายถึงคำสอนทางพุทธศาสนา แต่หมายถึงสายกลางจริงๆ เหมือนกับว่าถ้ามีถนนใหญ่ๆ ผมก็จะเป็นมนุษย์ประเภทที่วิ่งอยู่ตรงกลางถนนเลย อาจเพราะถูกปลูกฝังให้เติบโตมาท่ามกลางครอบครัวที่เปิดรับทุกสิ่ง อ้าแขนรับทุกอย่าง ทั้ง pop culture อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง เราเป็นบ้านที่ดูหนังทุกเรื่องโดยไม่เลือก อ่านหนังสือทุกแบบโดยไม่เลือก ตอนเด็กๆ ที่บ้านเป็นร้านหนังสือด้วย เพลงก็ฟังทุกแนว ถึงจะเป็นเด็กต่างจังหวัด แต่พี่ชายเรียนอยู่กรุงเทพฯ ดังนั้นผมก็ฟังทั้งเพลงลูกทุ่งยัน The Beatles ยันสุนทราภรณ์

อินดี้ก็ชอบ mainstream ก็เลือก
เปิดหมดแบบตรง ‘รสนิยม’

เรามีทั้งเพลงที่เราชอบจากฝั่งอินดี้ เพลงที่เราชอบจากฝั่ง mainstream เลือกอันที่มันเป็นรสนิยมของเรามาฟังอยู่ตรงกลาง แล้วพออาชีพผมเป็นคนทำสื่อด้วย มันต้องเลือกและเอาไปนำเสนอให้คนอื่น มันก็ทำให้นิสัยนี้ติดมา เช่น ตอนผมอยู่ Hot Wave เป็นคลื่น mainstream แต่ผมจะเลือกเพลงอินดี้มาเปิดด้วย เพราะอยากให้คน mainstream รู้จักเพลงอินดี้ ในขณะที่ตอนผมไปทำ Fat Radio ซึ่งทุกคนเรียกมันว่าเป็นคลื่นอินดี้ แต่ถ้าฟังจริงๆ แล้วจะรู้ว่าเราเปิดหมด เปิดเพลงพี่เบิร์ดด้วย โดยเลือกเพลงพี่เบิร์ดที่เราคิดว่ากลุ่มคนที่ฟัง Fat Radio อยู่จะชอบ ดังนั้น ไอ้ความเป็นมนุษย์เดินสายกลาง พอมาเทียบกับสิ่งที่คน Gen X เป็น มันเลยตรงมาก

ข้อจำกัด ไม่ใช่อุปสรรค
‘มันเป็นเครื่องทุ่นแรง’

คนส่วนใหญ่มักจะมองว่าข้อจำกัดคืออุปสรรค แต่ด้วยความที่ผมอยู่กับคำนี้มาตลอดชีวิตการทำงาน ผมกลับมองว่าข้อจำกัด นอกจากมันจะไม่ใช่อุปสรรคแล้วเนี่ย มันยังเป็นเครื่องทุ่นแรงด้วย มันช่วยทำให้เราทำงานง่ายขึ้นด้วยซ้ำไป เพียงแต่เราต้องปรับมายด์เซต เช่น คุณมีเวลา 2 วัน ต้องอย่าไปคิดเรื่องที่มันทำ 2 วันไม่เสร็จ คุณก็ไม่ต้องเสียเวลาไง เมื่อคุณมองมันว่านี่คือเครื่องทุ่นแรง ก็คือ ดี ฉันจะได้ไม่ต้องคิดอะไรที่มันต้องทำ 5 วันเสร็จ อะไรที่ทำภายใต้งบประมาณเท่านี้บ้าง อะไรที่งบประมาณเท่านี้ทำไม่ได้ ตัดมันทิ้งไปเลย

ผมชอบเทียบสิ่งนี้กับคำของ เซอร์อาร์เธอร์ โคนัน ดอยล์ ตอนที่เขียนเชอร์ล็อก โฮมส์ มีคำหนึ่งที่เชอร์ล็อก โฮมส์ ซึ่งเป็นนักสืบชอบพูดว่า ‘เมื่อเราตัดสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ทั้งหมดออกไปแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ ไม่ว่ามันจะดูแปลกประหลาดยังไงก็ตาม มันก็คือความจริง’
การทำงานก็เหมือนกัน เมื่อเราทำภายใต้ข้อจำกัด เราโฟกัสอยู่เฉพาะสิ่งที่เป็นไปได้ ไม่ต้องไปเสียเวลากับสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

ไอเดียไม่มีวันหมด
บุกเบิก Fat radio ในวัย 30 ต้นๆ
‘ผมไม่เชื่อเรื่อง Burn out’

ถามว่าผมเป็นนักผจญภัยไหม Hot Wave, Green Wave สำหรับหลายคนคือเซฟโซน จริงๆ ผมเป็นมนุษย์ที่ไม่ชอบผจญภัยเอามากๆ มันต้องไปทำอะไรที่ไม่สบายตัว ต้องไปบุกน้ำลุยไฟ ปีนเขา แต่ผมเป็นคนเที่ยวในเมือง ชอบทานอาหารอร่อย เดินช้อปปิ้ง ไม่ชอบไปทำอะไรที่มันต้องเหนื่อย แต่พอเอามาพูดในมุมของการทำงาน ผมไม่เชื่อว่ามนุษย์เราจะคิดอะไรใหม่ๆ ไม่ได้ ผมเชื่อในเรื่องของไอเดียว่ามันไม่มีวันหมด ผมไม่เชื่อเรื่องหมดไฟ ไม่เชื่อเรื่อง burn out ไม่เชื่อเรื่องนักเขียนที่นึกพล็อตไม่ออก ผมเชื่อเสมอว่า ถ้าเราสำเร็จกับการทำ 1+1 ได้ 2 แล้วถ้าเราลองเอา 1+3 มันจะเป็นยังไง หรือแม้ต่อให้มันเป็น 1+1 เหมือนเดิม แต่เราเปลี่ยนจากบวก ลองเอามาลบกันจะเป็นยังไง คือผมชอบทดลอง แล้วเชื่อว่ามันมีคำตอบที่ถูกต้องในทุกวิธีการ

เราอยู่ Hot Wave ซึ่งเป็นคลื่นอันดับ 1 แล้วถ้าลองเปิดเพลงอีกแบบหนึ่ง ลองสื่อสารอีกวิธีหนึ่ง มันจะเป็นยังไง แล้วนำเสนอสิ่งนี้กับ เอ-ไทม์ มีเดีย แต่เราอาจจะพรีเซ็นต์ไม่เก่งก็ได้ พี่เขาก็ไม่ซื้อ แต่เราอยากทำ แล้วเชื่อว่ามันทำได้ หรืออย่างน้อยต้องลอง แค่กระบวนการทำก็น่าสนุกแล้ว เราก็เลยออกไปทำ มันคือความท้าทาย มันคือสนามเด็กเล่น ไม่เห็นว่ามันเป็นภัย ไม่ได้มีอะไรน่ากลัว

เปิดที่มา Fat Festival หวังโชว์เอเยนซี่
‘คลื่นเราเหมาะสมที่สุด’

Fat Festival มันเกิดจากการที่เราทำ Fat Radio แล้วในทางธุรกิจมันคล้ายๆ ว่ามีแนวโน้มจะเจ๊ง มันไม่แมส รายได้ก็น้อย เลยต้องพิสูจน์ให้สปอนเซอร์ agency เชื่อว่า แม้เรามีคนฟังไม่ได้เยอะที่สุด แต่กลุ่มคนที่ฟังรายการเรายูนีคมาก น่าจะเป็นคนที่มีความกบฏหน่อยๆ และสนใจเรื่องใหม่ๆ ดังนั้นถ้าสินค้าคุณต้องการคนที่เปิดรับอะไรใหม่ๆ คลื่นเราเหมาะสมที่สุด เพราะคนแบบนั้นฟังคลื่นเราอยู่ มีไม่เยอะ แต่มีกำลังซื้อ แต่เราจะบอกให้เอเยนซี่เชื่อได้ยังไง เพราะถ้าดูตามเรตติ้ง รายการเราไม่เคยติดกระทั่งท็อป 10 ด้วยซ้ำไป ก็เลยจัด Fat Festival เอาคนฟังของเรามารวมตัวกัน แล้วชวนเอเยนซี่มาดูหน้าตาเลย

Big Mountain ‘เราคิดแบบลูกเศรษฐี’
15 ปีก่อน ทำยังไงอนุมัติทันที 50 ล้าน?

Big Mountain เราคิดแบบลูกเศรษฐี เรากำลังพูดถึงพื้นที่งานประมาณ 500-600 ไร่ เวทีประมาณ 7 เวที จัด 2 วัน 2 คืน 100 กว่าศิลปิน มันน่าจะใช้เงินแบบ 40-50 ล้านสำหรับ 1 อีเวนต์ เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ซึ่งวันนี้ก็ยังเยอะอยู่

เราพบว่าดีที่สุดที่เราจะทำได้ คือปีแรกลงทุน 50 ล้านแล้วเท่าทุนด้วย จะไม่กำไรด้วย มันจะไปกำไรปีที่ 2 แต่มีเหตุผลรองรับหมดเลยว่าทำไมต้องลงทุน 50 ล้าน เพราะเราจะใหญ่ที่สุด เพราะเราจะต้องทำให้ทุกคนมาถึงแล้วรู้สึกประทับใจแล้วครั้งต่อไปก็จะได้อยากมาอีก เที่ยวนี้ผมทำงานอยู่ GMM Grammy ซึ่งเป็นบริษัท Entertainment ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ผมไม่สามารถเดินไปหาลูกค้าด้วยกระดาษแผ่นเดียว อย่าว่าแต่ลูกค้าเลย เอาแค่ คุณไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม และบอร์ดก่อน เราจะกำลังจะไปของบ 50 ล้าน ผมเดินไปของบลูกพี่ประมาณ 2-3 แสน จำไม่ได้แล้ว เอามาเซอร์เวย์ และทำพรีเซ็นเทชั่นละเอียดที่สุดตั้งแต่เคยทำมาในชีวิต จ้างดีไซเนอร์มาออกแบบเวทีแล้วทำทุกๆ อย่างให้เห็นภาพ พอไปพรีเซ็นต์ ทุกคนดูจบแล้วไม่มีคำถามเลย แล้วอนุมัติ 50 ล้านทันทีในวันนั้น

เมื่อเราจะทำงานที่ใหญ่ที่สุดเราก็ต้องคิดแบบคนทำงานใหญ่

ที่ผมประทับใจเป็นพิเศษคือ เราทำรายได้ 50 ล้านกับ 1 แสนบาท คือ กำไร 1 แสนด้วย ก็แปลว่าดีกว่าที่คาด แล้วมันก็กลายเป็นอีก 14 ครั้งถัดมา และปีนี้กำลังจะมีครั้งที่ 15

ผสานดนตรี ผสมแฟชั่น
ย้อนตำนาน ‘นิตยสาร DDT’
แบ่งเนื้อหา Side A-B เหมือนเทปคาสเซต!

ผมชอบอ่านหนังสือ อย่างที่บอกว่าตอนเด็กๆ บ้านเป็นร้านหนังสือ เลยอ่านหนังสือทุกประเภทมาตั้งแต่เด็กๆ เริ่มจากหนังสือไทย หนังสือต่างประเทศ และแม็กกาซีน ซึ่งเรารู้สึกว่า โอ้โห! มันมีอะไรหลายอย่างที่เขาทำดีมากเลย อยากทำอย่างนั้นบ้าง มีสิ่งหนึ่งที่อยากให้เกิดขึ้น คือ แม็กกาซีนดนตรีของไทยซึ่งมีเนื้อหาเข้มข้น แต่ในเชิงของ Art Direction การจัดรูปเล่มให้สวยงาม เขาไม่เน้น ในขณะที่หนังสือแฟชั่นเนี่ย ก็จะสวยงาม แต่พอถึงบทความเกี่ยวกับดนตรี ก็มีพื้นที่ให้ไม่เยอะ บางทีก็เอาศิลปินมาถ่ายแฟชั่นก็มี

ผมเลยคิดว่า งั้นเราก็เอาหนังสือแฟชั่นหรือไลฟ์สไตล์ กับหนังสือดนตรีเนี่ย เข้ามารวมกัน หาร 2 ให้อยู่ตรงกลาง มันเลยเป็น DDT ความตั้งใจคือ นิตยสารดนตรีที่หน้าปกคือหนังสือแฟชั่น แบ่งเนื้อหาเป็น Side A กับ Side B เหมือนกับเทปคาสเซต เรื่องแมสอยู่ Side A
มีแถมซีดี แถมโปสเตอร์ด้วย แน่นอนว่าต้นทุนสูง แต่รู้สึกว่า นี่คือหนังสือที่อยากอ่าน ก็อยู่ได้หลายปีเหมือนกัน เป็นรายเดือน จบที่เล่ม 50 คือ 4 ปีกว่าๆ

‘ป๋าเต็ด ทอล์ก’ ห้องจัดรายการริมทะเล
ทำแล้ว! ไม่รอเกษียณ

ผมชอบการสัมภาษณ์ เพราะตั้งแต่เป็นดีเจ หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายคือสัมภาษณ์ศิลปินทุกคนในวันก่อนวางแผง ตอนนั้นเรียกว่า วันเปิดอัลบั้ม คือยุคนั้นมันไม่เหมือนทุกวันนี้ที่มี Streaming Service

สมมุติพรุ่งนี้จะวางแผง ศิลปินจะมาที่รายการผม แล้วตอบทุกคำถามเหมือนทดลองฟังก่อนที่พรุ่งนี้จะไปซื้อ เปิดให้ฟังครบทุกเพลง ถามความเป็นมาว่าเพลงนี้มันเป็นยังไงนะ คุยสารทุกข์สุกดิบ ถ้าชอบ พรุ่งนี้ก็ไปซื้อกัน

มันทำให้ได้รู้อินไซด์ของศิลปิน ซึ่งมีประโยชน์ต่อการทำงานของผมมาก สมมุติว่าจะทำคอนเสิร์ต ผมจะเข้าใจศิลปินว่า เขาสนใจอย่างนี้ เขาไม่ชอบแบบนี้

เรามีเพื่อนแลกเปลี่ยนความเห็น แปลกหน้าแปลกตา มากหน้าหลายตามาเป็นประจำ อย่างน้อยก็ทุกสัปดาห์ เราได้ความรู้ใหม่ๆ ได้มุมมองใหม่ๆ อย่าง พี่อ้อง สุรสีห์ อิทธิกุล โอ้โห! ผมประทับใจมาก สมมุติผมนัด 3 ทุ่มครึ่ง ผมนั่งจัดรายการอยู่ เหลือบไปเห็นตอน 3 ทุ่ม 20 พี่อ้องมาชำเลืองมองแป๊บเดียว แล้วเดินผ่านไป จน 3 ทุ่มครึ่งเป๊ง! เขาเคาะประตูแล้วเปิดเข้ามา คือมันแสดงให้เห็นว่าเขาตรงเวลามาก มาก่อนเวลาก็ไม่เข้ามา

คราวนี้พอมาถึงวันที่เริ่มต้นทำป๋าเต็ดทอล์ก จริงๆ ผมลืมไปแล้วว่าเราอยากจัดรายการแบบนี้ สิ่งที่รู้ตัวก็คือพักหลังไม่ค่อยได้คุยกับศิลปินเลย เราเริ่มกลายเป็นคนนอกไปเรื่อยๆ แล้วเราก็เติบโตมาจนแม้แต่ในงานของเรา การคัดเลือกศิลปินเป็นหน้าที่ลูกน้องแล้ว เราแทบไม่ได้แตะ ถ้าให้ต้องคัดเลือกเอง เราก็เริ่มเลือกไม่เป็นแล้ว

จนมาวันหนึ่ง คุณสุทธิชัย หยุ่น มาสัมภาษณ์ผม คุณคือปรมาจารย์ คุณคือเจไดของวงการข่าว เกษียณแล้ว แต่ยังคงนั่งสัมภาษณ์ผมอยู่ แล้วยังคงโชว์ความเก๋า ความเซียนอย่างชัดเจน ทำให้ผมนึกต่อไปว่าอยากทำรายการสัมภาษณ์นี่หว่า แล้วทุกวันนี้มันไม่ต้องไปรออะไรเลย ทำได้เลย แค่ถ่ายทำแล้วไปออก YouTube ได้ทันที เลยเริ่มทำ ไม่คิดมาก กลายเป็นกลับมาสู่วงการสื่ออีกครั้ง ผมเคยคิดไว้ตั้งแต่สมัยเป็นดีเจว่า บั้นปลายชีวิตอยากมีห้องจัดรายการอยู่ริมทะเล แต่ผมก็พบว่าไม่ต้องรอเกษียณเลย มันทำได้แล้ว ทำด้วยป๋าเต็ดทอล์ก

ปรัชญาชีวิต ‘ผิดก็แก้ไข’
ใช้ความ Virgin ให้เป็นประโยชน์

ผมเชื่อในปรัชญาเดียวกันกับ Sir Richard Branson ที่ก่อตั้งเครือข่ายบริษัท Virgin คือ ทุกครั้งที่ทำอะไรใหม่ๆ เราคือ Virgin ของวงการนั้น แล้วเราก็ใช้ความไร้เดียงสาของเราต่อวงการนั้นให้เป็นประโยชน์ ความที่เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับวงการนั้นเลย มันอาจเป็นข้อดี เพราะทำให้เรากล้าลองทำอะไรที่คนที่เขารู้เยอะอาจจะไม่ทำ สิ่งที่เราทำไป อาจจะไม่ได้ถูกทุกข้อ เพราะหลายเรื่องที่เขาไม่ทำกัน ก็เพราะว่ามันไม่เวิร์กไง แต่เราก็ได้เรียนรู้

อาชีพผมที่เริ่มต้นมา คือดีเจ ซึ่งจัดรายการสด นั่งคนเดียว มันมีโอกาสผิดพลาดตลอดเวลา ผมเลยเป็นคนที่ไม่ได้รู้สึกว่าการผิดพลาดเป็นเรื่องผิด เมื่อผิดพลาดก็ไปโฟกัสที่การแก้ไข เพื่อไม่ให้มันผิดพลาดอีกในครั้งต่อไป ดังนั้น การที่เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ประกอบกับทำสิ่งนั้นไปด้วย แล้วก็ฉลาดขึ้น เก่งขึ้น มันเลยเป็นเรื่องปกติ คงเรียกว่าเป็นนิสัยส่วนตัวมาจนถึงทุกวันนี้

‘น่าจะยังอีกไกล’ ฝันสู่ผู้กำกับ
ยังไม่พร้อม แต่ไม่ท้อ

อีกเรื่องหนึ่งที่เคยพูดว่าเป็นความฝัน คือผู้กำกับหนัง น่าจะยังอีกยาวไกลเลย ผมเคารพอาชีพนี้มาก เพราะเป็นคนชอบดูหนังมาก ทุกวันนี้ผมทำคอนเสิร์ตไปด้วย จัดรายการออนไลน์ไปด้วยได้ แบ่งเวลาได้ แต่ถ้าทำหนัง โห! มันเหมือนการทำคลอดอะไรบางอย่าง ต้องควบคุมทุกมิติ แม้จะมีทีมงานเต็มไปหมด แต่ผู้กำกับต้องรู้ทุกอย่าง

ผมคงไม่สามารถทำหนังไปด้วย ทำคอนเสิร์ตไปด้วยได้ ดังนั้น ผมยังไม่พร้อม จะพร้อมก็ต่อเมื่ออาจจะต้องเกษียณเลย อาจจะต้องหยุดงานทุกอย่าง แล้วไปทำหนังอย่างเดียวซึ่งผมก็ไม่ท้อนะ แม้จะอายุใกล้ 60 แต่ไม่ได้รู้สึกว่า คงหมดโอกาสแล้ว ปู่คลินท์ อีสต์วู้ด นี่ก็ 90 กว่ายังออกกองถ่ายหนังอยู่ แล้วก็ยังไม่เคยประกาศว่าจะเลิกทำหนังด้วย ผมก็ยังอยากทำอยู่ แล้วก็ยังนั่งคิดพล็อตอยู่ ยังจดพล็อตเรื่องที่อยากทำเอาไว้ในบันทึกหลายพล็อต

ช่องว่างระหว่างรุ่น
‘ต้องถอยตัวเองออกมาฟัง’

ต้องยอมรับว่ายิ่งอายุมากขึ้น ระยะห่างของเรากับวัยรุ่นทุกวันนี้มันก็ห่างขึ้นไปเรื่อยๆ บวกกับมันมีเรื่องใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย 10 ปีก่อน ยังไม่มี AI 10 ปีก่อนคนจะเชื่อเหรอว่าคนไทยจะจ่ายตังค์เพื่อดูหนังออนไลน์ แต่ก่อนมีแต่จะหาของฟรีดู แต่เดี๋ยวนี้ทุกคนก็เป็นสมาชิก Netflix กันหมด

สำหรับผมก็คือต้องถอยตัวเองออกมาแล้วฟังให้มากขึ้น จากเดิมการแลกเปลี่ยนมันจะมีความใกล้ชิดกัน เพราะวัยมันไม่ห่างกันมาก แต่ตอนนี้ผมต้องกล้ามากขึ้นที่จะถามด้วยความจริงใจ ‘เรื่อง K-pop ไม่รู้เรื่องเลย ตอนนี้วงอะไรดัง ไอ้นี่อยู่วงอะไร จำไม่ได้จริงๆ’

ผมเชื่อในเรื่องการฟัง ยิ่งพยายามเชื่อว่ายังไม่ฉลาดพอ มันก็จะยิ่งทำให้เราฉลาดมากขึ้น