อยู่ดี ตายดี ต้อง ‘เกาให้ถูกที่คัน’
กางโจทย์สังคมสูงวัย
เปิดดัชนีวัด ‘สุขภาวะคนเมือง’
“10 ปีที่ผ่านมา จำนวนผู้สูงอายุไทยเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว
จาก 8.7 ล้านคนในปี 2556 เป็น 13 ล้านคนในปี 2566 และก็ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”
ข้อมูลจาก ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านยุทธศาสตร์เมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (UDDC-CEUS) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นำเสนอตัวเลขสถานการณ์อันน่าหวั่นเกรง ที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุค ‘สังคมสูงวัยระดับสุดยอด’ เมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา
โดย โครงการพัฒนาดัชนีประเมินความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมเมืองกับ สุขภาพคนเมืองในยุคสังคมสูงวัย ระบุว่า 5 ลำดับ ที่มีสัดส่วนประชากร “ผู้สูงวัยต่อพื้นที่อำเภอ” สูงสุด ได้แก่ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 35.4%, เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ 34.3%, เขตพระนคร กรุงเทพฯ 33.0%, อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ 32.4% และ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน 32.3%
พร้อมชี้อีกว่า คนไทยมีช่วงเวลาที่ต้องทนอยู่กับความเจ็บป่วย เฉลี่ย 7 ปี “ก่อนเสียชีวิต” โดยกรุงเทพฯมีช่องว่างด้านสุขภาพ (Health Gap) สูงสุดถึง 7.66 ปี
ตัวเลขดังกล่าว สะท้อนภาพอย่างมีนัยสำคัญว่า ‘สุขภาวะ’ ไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนบุคคล แต่เป็นผลจาก สภาพแวดล้อมทางกายภาพ เศรษฐกิจ และสังคม เช่น มลภาวะ การเข้าถึงพื้นที่สีเขียว และบริการสาธารณสุข ซึ่งเป็นสิ่งที่คนเมืองต้องช่วยกันตามติดอย่างใกล้ชิด
ไม่มีใครอยากตายที่อื่น
หากเลือกตายได้ที่ ‘บ้าน’

เปิดฉากด้วย นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ประธานกรรมการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ และอดีต รมว.สาธารณสุข ขึ้นเวทีปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “เมื่อเมืองสูงวัย : จากนโยบายสู่การปฏิบัติ ความท้าทาย และโอกาสใหม่ในสังคมไทย”
นพ.สมศักดิ์ออกตัวว่า ตนในฐานะผู้สูงวัยและเคยทำงานในด้านนโยบาย ซึ่งเป็นฝ่ายที่กดดันให้ผู้มีอำนาจทำตามนโยบาย แต่ว่าพอตอนที่ได้ไปอยู่ในฝ่ายที่ต้องทำให้นโยบาย ‘เกิดผล’ มันก็จะเป็นความคิดอีกชุดหนึ่ง
“เราต้องมาตีความคำว่า ‘อำนาจ’ แบบใหม่ โดยที่เราทุกคนถือว่า เป็นผู้ที่มีอำนาจในการขับเคลื่อนนโยบาย ไม่ต่างจากผู้มีอำนาจที่มีตำแหน่งหน้าที่ ในทางกลับกันเมื่อสังคมซับซ้อนขึ้น หากเราจะฝากเรื่องทั้งหมดไว้กับ ‘ผู้มีอำนาจ’ ในตำแหน่งหน้าที่เท่านั้น บ้านเมืองก็จะไปไหนได้น้อย” นพ.สมศักดิ์ชวนคิด
จากนั้นขยายดีเทลต่อว่า ทุกคนต้องมาช่วยกันสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี แน่นอนว่าเราก็ฝันว่าในสังคมสูงวัย เราต้องเริ่มจัดการกับสุขภาพของคนทุกคน ตั้งแต่อยู่ในท้อง ซึ่งเราก็คงจะมีความรู้กันมากขึ้นเรื่อยๆ
“Aging in Place (การชราในถิ่นที่อยู่เดิม) ก็สำคัญ เพราะจุดสำคัญของการออกแบบเมืองเป็นการออกแบบที่อยู่อาศัย สถานที่พบปะสังสรรค์ หรือบริการที่จะทำให้เขามั่นใจว่าสามารถอยู่บ้านคนเดียว หรือไม่มีคนอื่นได้แบบมีคุณภาพพอสมควร เพราะว่ามีตัวช่วยข้างนอก ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจมาก” นพ.สมศักดิ์ชูไอเดียสำคัญ
นพ.สมศักดิ์ยกประเด็นขึ้นมาว่า ‘ไม่มีใครอยากตายที่อื่น ถ้าหากเลือกตายที่บ้านได้’ ซึ่งการตายที่บ้านนี่เรื่องใหญ่ ตนเคยทำเรื่องชีวาภิบาลมา ก็เห็นชัดว่ามันต้องการความร่วมมือกันระหว่างทั้งฝ่ายหมอ ชุมชน และครอบครัว ซึ่งก็ต้องมีคนมาช่วยทำให้นโยบายเกิดขึ้น อย่างเป็นระบบที่เหมาะสม
“ถ้าพูดง่ายๆ ว่า ‘การตายดี’ ต้องมีความร่วมมือทั้ง 3 ส่วน 1.โรงพยาบาล 2.บ้าน และ 3.ชุมชน ซึ่งจะเป็นตัวกลางในการเข้ามาเชื่อมโยง เนื่องจากการตายที่โรงพยาบาล มันน่าจะเป็นสิ่งที่น่ายินดีน้อยที่สุด
แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกบ้านทุกครอบครัวจะสามารถดูแลคนให้ตายดีได้ แทนที่จะหอบไปตายที่โรงพยาบาล ซึ่งเป็นการตายที่ยากมาก โดยเฉพาะยุคที่การแพทย์พัฒนา หมอก็ต้องสู้กันอยู่แล้ว
ชุมชนในเมืองก็เป็นเรื่องที่ยาก ในการดูแลให้คนตายดี ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะมันเป็นตัวช่วยที่มันต้องไม่มีสเปซ เป็นตัวช่วยจากข้างนอก ไม่ใช่จากแค่โรงพยาบาลเท่านั้น อันนี้ก็เป็นเรื่องอะไรที่น่าคิด” นพ.สมศักดิ์ทิ้งโจทย์ชวนคิดต่อ
3 เขตกรุงเทพฯ กวาดท็อป 3 สูงวัย
มิติซับซ้อน ต้อง ‘เกาให้ถูกที่คัน แก้ให้มันถูกจุด’

ด้าน รศ.ดร.นิรมล เสรีสกุล ผู้อํานวยการ UddC ตั้งต้นอธิบายว่า ค่าดัชนีมันเหมือน ‘เข็มทิศ’ ที่จะนำทางเราว่า เราจะสามารถปรับปรุงอะไรตรงไหนได้ ซึ่งเราจะตวง ชัด วัดได้ กับสถานการณ์นั้นๆ
“เรื่องพื้นที่สีเขียว ซึ่งองค์การอนามัยโลกชี้มามันต้องมีอย่างน้อย 9 ตารางเมตร/คน และการเข้าถึงต้องเป็นระยะเดิน 500-800 เมตร หรือเดิน 10 นาทีถึง พอเราไปส่องข้อมูลดูแล้ว เมืองที่ Super Age ที่สุด คือ 3 เขตในกรุงเทพฯ ได้แก่ เขตสัมพันธวงศ์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย และเขตพระนคร
ปรากฏว่า พื้นที่เหล่านี้มีพื้นที่สีเขียวต่อหัวไม่ถึงเป้า มีเพียง 7.6 ตารางเมตร/คน เราก็เริ่มเห็นแล้วว่า อ้าว! นโยบายสีเขียวมีความสำคัญ เราก็ต้องเตรียมจัดการงบประมาณ หรือทำยุทธศาสตร์ว่าจะทำอย่างไร แต่มันก็ไม่ได้มีการเข้าถึงมิติเดียว ซึ่งต้องมีเรื่องพื้นที่ว่ามันตั้งอยู่ตรงไหน ใครเข้าถึงได้บ้าง มันก็ต้องมีตัวชี้อื่นๆ มาช่วยดูว่ามันกระจายตัวอย่างไร เขตไหนขาด” รศ.ดร.นิรมลระบุชัด
ก่อนจะขยายต่อไปว่า เมื่อพิจารณาว่าเขตไหนที่เป็นสังคมสูงวัยระดับมากนั้น จึงเห็นว่าเรื่องของการมีพื้นที่เหล่านี้ให้คนแก่มันสำคัญ และเกี่ยวกับการแผนนโยบายและการจัดสรรและงบประมาณที่จะแปรลงไปตรงนี้ ปรากฏว่า ‘ยังไม่มี’
“ทั้ง 3 เขต เขาอาศัยอยู่ย่านเยาวราช แก่กันมาก แต่ไม่มีพื้นที่สีเขียวเลย ทางเดินริมน้ำก็ออกไปเดินไม่ได้ ฉะนั้น ข้อมูลมันก็มาจากดัชนีที่ชี้ถูกจุดว่า โอเคถ้าคุณมี 100 บาท แล้วคุณมี 50 เขต ฉะนั้นเขตที่คุณมีความจำเป็นเร่งด่วนที่สุดคือตรงไหน คุณก็ทุ่มไปตรงนั้น แต่ว่าคุณก็ต้องรู้ข้อมูลตรงนั้นก่อน
ดัชนีนี้ก็จะเป็นเข็มทิศ ที่จะมาช่วยนำทางในเรื่องของนโยบาย แผน และงบประมาณ หรือจะเรียกว่า ‘เกาถูกที่คัน ทำให้มันถูกจุด’ พอมาดูเราก็จะเห็นได้ว่า ความแก่มันไม่เท่ากัน” รศ.ดร.นิรมลพุ่งตรงเข้าเป้า
รศ.ดร.นิรมลยกตัวอย่างให้ชัดขึ้นอีกว่า การจัดสรรพื้นที่บางทีมันก็ยากมาก เช่น ย่านเยาวราช จะเอาพื้นที่ตรงไหนมาทำ เพราะค่าที่ดินแพงมาก มันก็จะมาเป็นคำถามให้เราออกแบบต่อว่า แล้วจะทำแบบไหน จะเป็นทางเดินริมน้ำให้ผู้สูงวัยเดินได้ดีหรือไม่ ซึ่งมันอาจจะไม่ได้เป็นรูปแบบสวน แต่เป็นรูปแบบอื่น
“เรื่องนี้มันเกี่ยวกับเรื่องวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร เช่น การปรับปรุงทางเท้าอย่างชัดเจนในสมัยผู้ว่าฯกทม.คนนี้ (ชัชชาติ สิทธิพันธุ์) เพราะเขาวางนโยบายที่ชัดเจน แผนก็ชัด มันก็ทำให้เกิด Ecosystem งบประมาณก็มีมา ที่ทำให้หน่วยงานที่สนับสนุน ก็ได้เดินไปในแนวทางเดียวกัน
3 ปี กทม.ปรับปรุงทางเท้าระยะทาง 1,000 กิโลเมตร มันก็เกิดขึ้นได้ ซึ่งตอนนี้เขาทำสำเร็จตั้งแต่ยังไม่ทันครบวาระ 4 ปีด้วยซ้ำ อันนี้มันก็เห็นได้ชัดมากเลยว่า มาตรฐานทางเท้าที่ดี มันเกิดจุติในหน่วยงานต่างๆ มานานมาก แต่มันขึ้นอยู่กับว่าใคร (ผู้บริหาร) เห็นความสำคัญ มันก็เริ่มจากตรงนี้
ทีนี้ นอกจากนักการเมืองแล้ว คนก็ต้องสนใจด้วย เพราะถ้าเรายังเห็นความสำคัญของเมือง (Urban literacy) มูฟเมนต์เกี่ยวกับเรื่อง Climate Change หรือ Aging Society มันก็จะมาเอง” รศ.ดร.นิรมลขอกระตุ้นให้ตื่นตัว
‘ยุคเด็กเกิดน้อย คนแก่เยอะ’
เร่งปรับโครงสร้างเมือง เสริมสุขภาวะดี

ปิดท้ายด้วยมุมมองของ อดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้ รอง ผอ. UddC ที่กล่าวว่า ดัชนีชี้เรื่องของสุขภาวะที่เป็นมิตรกับสังคมสูงวัย มันเป็นการเชื่อมให้เห็นสภาพแวดล้อมเมือง ซึ่งมันมีผลต่อเรื่องสุขภาวะอย่างมาก
“ประเด็นที่เราอยากจะทำตัวชี้วัดขึ้นมา เพื่อจะนำเสนอข้อมูลที่ปรากฏว่า เมืองแบบไหน หรือ หน้าตาเมืองแบบไหนที่มีความพร้อมที่จะรองรับ สถานการณ์สังคมสูงวัยที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งเด็กเกิดน้อย มีคนแก่เยอะ แล้วเมืองมีศักยภาพอย่างไรบ้าง?
โจทย์ที่เราจะต้องบอกได้ว่า เมืองต้องรองรับคุณภาพชีวิตมากกว่าพื้นฐาน ต้องทำให้เมืองน่าอยู่ หรือทำให้คนที่อาศัยอยู่ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี
จากข้อมูล เราทำออกมาเป็นสเกลระดับจังหวัด ซึ่งในเฟสถัดไปนับจากนี้ สสส. ก็มีแผนที่จะทำต่อในบริบทอื่น เราก็จะเลือกพื้นที่ทดลองทำกิจกรรม ซึ่งสามารถเอาข้อมูลไปตีความให้เข้ากับความแตกต่างหลากหลายตามบริบทเมืองได้เลย อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เอาหยิบไปทำได้จริง
“เราอาจจะทำกิจกรรมร่วมกับพื้นที่เมืองนั้นๆ เช่น การสร้างการเมืองส่วนร่วมของผู้สูงอายุ ซึ่งทำให้เขารู้บทบาทอะไรบ้างที่อยู่ในเมืองนี้ มันก็จะเกิดกิจกรรมย่อยๆ ไป และก็อาจจะเติมงานที่ UddC ทำ
เช่น การออกแบบและวางผัง ดูว่าลักษณะกายภาพแบบไหนที่เป็นมิตรต่อผู้สูงวัย หรือคนทุกกลุ่ม เช่น การออกแบบทางเท้า ทางลาด ก็จะสอดคล้องในแง่ของการขับเคลื่อนในส่วนของพฤติกรรม ที่ได้ลองทำในพื้นที่เมืองต้นแบบ” อดิศักดิ์อธิบาย ก่อนขมวดปมว่า สุดท้ายภาพฝัน คือโจทย์ในเรื่องสังคมสูงวัย ที่จะถูกหยิบไปใช้ในเชิงยุทธศาสตร์ มันจะถูกดำเนินนโยบายในท้องถิ่น ซึ่งเป็นการทำไปใช้เป็นแผนในการพัฒนาเมือง

“อย่างที่บอกว่า ‘ที่คัน’ ของแต่ละเมืองมันแตกต่างกัน ซึ่งการใช้ดัชนีนี้มันจะเป็นตัวที่บอกว่า จุดบกพร่องของเมืองตัวเองเมื่อเปรียบเทียบกับเมืองอื่นๆ คืออะไร เช่น เรามีส่วนร่วมกับผู้สูงอายุน้อยไปหรือเปล่า ซึ่งก็จะเห็นจุดบกพร่องแล้ว ก็จะได้เร่งดำเนินการ หรือ ปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐาน ในการเข้าถึงบริการต่างๆ อันนี้ก็สามารถวัดได้”
อดิศักดิ์เผยอีกว่า งานวิจัยนี้ คือเข็มทิศนำทางว่า ตรงไหนที่เราบกพร่องอยู่บ้าง แล้วอันไหนที่เราทำดีแล้ว จะต่อยอดมันไปอย่างไร แล้วก็ใช้มันเป็นสปริงบอร์ด เช่น จ.ลำพูน เขาทำเป็นกรณีตัวอย่างที่ค่อนข้างดี ซึ่งตรงนี้ก็เปิดทางให้พื้นที่อื่นได้แลกเปลี่ยน และเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้
“เราไม่ได้มองสังคมสูงวัยไปที่แค่ที่ตัวผู้สูงอายุ แต่มันคือการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่สถานการณ์เหล่านี้ เราก็พยายามอยากให้เข้าใจ และมองว่าสังคมสูงวัย จะต้องเป็นสิ่งที่เราสามารถก้าวผ่าน หรือต้องอยู่กับมันให้ได้ โดยที่ไม่ได้มองว่ามันเป็นปัญหา หรือมองว่าผู้สูงอายุคือวัยพึ่งพิงเท่านั้น
ดังนั้น โจทย์ต่อไปของเรา คือ เราจะทำให้ผู้สูงอายุตรงนี้เป็นพละกำลังของเมืองได้อย่างไร เราจะดึงทรัพยากรที่มีคุณค่าตรงนี้ เอาไปใช้ได้อย่างไร ในโครงสร้างของประชากรและโจทย์ของเมืองเปลี่ยนแปลงไป” อดิศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย ด้วยการยกโจทย์ใหญ่ให้ทุกคนช่วยกันแก้
นับว่าดัชนีนี้ไม่ใช่เพียงแค่ ‘ตัวเลข’ ในกระดาษเท่านั้น แต่เป็นภาพท้อน ‘ชีวิตคนสูงวัย’ ที่มีชีวิตและเลือดเนื้อท่ามกลางสภาพแวดล้อมของเมือง ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่เราต้องตั้งรับ (ความแก่) และเร่งปรับตัวต่อความท้าทายไปด้วยกัน
ภูษิต ภูมีคำ

