หน้าแรก ประชาชื่น 521 วัน ฟ้าสา...

521 วัน ฟ้าสางหลังกำแพง สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ ‘คุณเห็นอิสรภาพมากที่สุดแค่ท้องฟ้า’

16.10.25 | 13:01 น.
521 วัน ฟ้าสางหลังกำแพง สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ ‘คุณเห็นอิสรภาพมากที่สุดแค่ท้องฟ้า’

  521 วัน ฟ้าสางหลังกำแพง
สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ
‘คุณเห็นอิสรภาพมากที่สุดแค่ท้องฟ้า’

“ผมเดินเข้าเรือนจำครั้งแรกตอนอายุ 20 ปี แค่ 3 วัน

ผมยังคิดว่ามันคงเหมือนไปทัศนศึกษา และไม่มีใครเชื่อว่าคดีของผมจะติดคุกได้

แต่ครั้งที่สอง ตอนอายุ 23 ปี ผมเข้าเรือนจำอีกครั้ง ผมได้เห็นสิ่งที่ไม่เจริญหู ไม่เจริญตา

คุณลองนึกภาพตอนตื่นเช้ามา รอบตัวมีแต่กำแพง และอิสรภาพสูงสุดของคุณคือ ‘ท้องฟ้า’ ”

Advertisement

ทุกถ้อยคำของ ขนุน สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ นักกิจกรรมทางการเมือง ถูกกลั่นออกมาจากความอัดอั้นผ่านน้ำตาของลูกผู้ชายคนหนึ่งที่ผ่านประสบการณ์อันเจ็บปวดในวัยเพียงยี่สิบกว่าปี

ย้อนกลับไปในปี 2563 หนึ่งในนักศึกษาผู้เคยมีอนาคตไกล ต้องถูกคุมขังในคดีอาญามาตรา 112 จากกรณีปราศรัยในชุมนุม #18พฤศจิกาไปราษฎรประสงค์ โดยศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาจำคุก 2 ปี

ตลอดระยะเวลาหลังกำแพง ขนุน สิรภพ ไม่เคยหยุดเรียกร้องสิทธิ ถึงขั้นอดอาหารเกือบหนึ่งเดือนเต็ม เพื่อเรียกร้องสิทธิในการประกันตัวเช่นเดียวกับผู้ต้องขังรายอื่น

ท้ายที่สุด สิรภพถูกจองจำรวม 521 วัน หรือ 1 ปี 5 เดือน ก่อนจะได้รับการปล่อยตัว หลังเข้าหลักเกณฑ์ได้รับอภัยโทษตาม พ.ร.ฎ.อภัยโทษฯ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา

แม้ได้รับอิสรภาพแล้ว แต่ภาพจำในคุกยังคงทิ้งรอยไว้ในใจ ไม่เพียงหวนนึกถึงอดีต แต่ยังคิดถึงเพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้อง ที่ยังถูกคุมขังในคดีทางการเมือง

“น้ำตาผมยังไหลทุกครั้งที่นึกถึงพวกเขา”

ขนุน สิรภพ เอ่ยบนเวที เสวนา “6 ตุลา ห้วงแห่งความเงียบงัน” เมื่อ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา ณ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เนื่องในโอกาสเปิดตัวหนังสือ ห้วงแห่งความเงียบงัน: ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลง หลัง 6 ตุลา 2519 ผลงาน ศ.กิตติคุณ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล แปลโดย สุภัตรา ภูมิประภาส จากต้นฉบับภาษาอังกฤษ Moments of Silence: The Unforgetting of the October 6, 1976, Massacre in Bangkok

ท่ามกลางบรรยากาศแห่งการระลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ยังคงทิ้งร่องรอยไว้ในใจของสังคมไทยที่ยังรำลึกถึงในทุกปี

ต่อประเด็น “เหตุการณ์ 6 ตุลา ในการรับรู้ของคนรุ่นใหม่เป็นอย่างไร?” ขนุน สิรภพ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ตรง พร้อมเปิดใจ แม้ต้องสะอื้นไห้ในบางช่วงบางตอน

หนังสือเรียนสอนแค่ 2 ย่อหน้า
6 ตุลาที่เฉียดสูญหาย

สิรภพ เริ่มต้นเปิดเผยตัวตนก่อนว่า เป็นคนไม่ตั้งใจเรียน ไม่อ่านหนังสือ ยังไม่รู้เลยว่าจุฬาฯ คืออะไร ช่วงมัธยมศึกษาปีที่ 2 ครูสอนวิชาสังคมศึกษา เรื่องเหตุการณ์ทางการเมือง เหตุการณ์ 14 ตุลา และเหตุการณ์ 6 ตุลา ซึ่งในหนังสือมีแค่ 2 ย่อหน้า ครูสอนแค่ว่ามีการต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย

“สิ่งที่ทำให้กลับมาสนใจในตอนนั้นคือปี 2559 เนติวิทย์โชติภัทร์ไพศาล นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พยายามชวน โจชัว หว่อง มาประเทศไทย เพื่อมาบรรยายในงานรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลา แต่เข้าประเทศไม่ได้ ผมก็สงสัยทำไม โจชัว หว่อง ไม่สามารถเข้าประเทศได้?

เราก็มาย้อนว่าเหตุการณ์ 6 ตุลา คืออะไร? สิ่งที่เริ่มอ่านและสนใจเริ่มต้นในปี 2561 เริ่มตื่นตัวทางการเมือง ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กัน จนรู้สึกว่าตัวเองโง่มาก ไม่รู้อะไรมาก่อน รู้แค่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา คือใคร พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ใส่นาฬิกามากแค่ไหน แต่ดีเทลของมันจริงๆ คืออะไรผมไม่รู้

ผมอยากไปงานรำลึก 6 ตุลา แต่แม่ไม่ให้ไป แอบงอนแม่นะ จนเจอโพสต์ของ รองศาสตราจารย์ ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับเหตุการณ์ 6 ตุลา และนั่งอ่านให้ลึกขึ้น ได้ดูยูทูบเพิ่มเติมขึ้น ทำให้เข้าใจว่า เหตุการณ์ 6 ตุลา คืออะไร หลังชัยชนะ 14 ตุลา ทำไมนักศึกษาไม่เข้าเรียน แต่เข้าชุมชน” สิรภพย้อนเล่า

จากนั้น ยังบอกอีกว่า งานรำลึก 6 ตุลา ที่ได้เข้าร่วมจริงๆ คือในปี 2562 ได้เห็นทุกอย่าง ได้เจอทุกอย่าง เจอ ไผ่-จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา เป็นครั้งแรก แต่วันนี้เขาไม่ได้อยู่ตรงนี้

‘ลี้ภัยหมดแล้ว’ ออกจากเรือนจำ ไม่เหลือเพื่อน เรื่องเศร้าหลังอิสรภาพ

สิรภพ ยังกล่าวถึงประเด็นที่การอภิวัฒน์สยาม 2475 ถูกกล่าวถึงเสมอในม็อบเยาวชนปี 63

“เราจะเห็นว่าม็อบปี 2563 อะไรๆ ก็จะมี 2475 ตามท้าย การเรียกร้องหมุดคณะราษฎรต่างๆ สิ่งเหล่านี้เกี่ยวอะไร ถ้าเราเรียนคณะรัฐศาสตร์เรารู้ว่า คณะราษฎรไม่ได้เป็นประชาธิปไตยในเวลานั้น เป็นแค่การเปลี่ยนแปลงการปกครองเพื่อเป็นตามระบอบรัฐธรรมนูญ

ปี 2563 ที่ใช้คณะราษฎร สิ่งหนึ่งที่ทุกคนพูดว่า เพราะพวกเราเป็นคณะราษฎร มันเห็นชัดถึงเป้าหมาย เราเห็น ‘มีม’ ตลกเยอะมาก เวลาโอนเงินหรือซัพพอร์ตกัน ก็จะใช้เลข 112, 2475 คงเป็นหมุดหมายแรกที่คณะราษฎรเกี่ยวด้วย

และวันที่ 14 ตุลาคม 2563 เปิดตัวคณะราษฎร ที่เดินไปทำเนียบ แล้วทุกคนโดนจับ มีการสลายการชุมนุม ก็คงเป็นจุดหมายแรกในการเปิดตัวด้วย

จากนั้น สิรภพ เล่าถึงเหตุการณ์ 14 ตุลาที่ได้รู้จักว่า มีคำอธิบายหลากหลายมากสำหรับตัวเอง

“หลายคนบอกว่ามันคือวันแห่งชัยชนะ แต่สำหรับผมคือ ผมจดจำในแง่ วันที่รุ่นพี่ มศว สูญเสีย

ในความจำของรุ่นผม หลายคนเป็น ส.ว. ที่โหวตให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หลายคนเป็นเหลืองที่ไม่กลับ ผมเศร้านะออกมาจากเรือนจำ ไม่เหลือเพื่อนเลย ลี้ภัยหมดแล้ว”

ผ่านยุคนี้ไปแล้วใครจะพูด?
ปากคำสาบสูญ คนผิดลอยนวล

กลับมาที่เหตุการณ์ 6 ตุลา สิรภพมองว่าส่วนหนึ่ง ภาพการสังหารหมู่ คือเแผลเป็น

“ผมได้เห็นภาพเหล่านั้นเยอะขึ้นจากชีวิตตัวเอง ทำไมเราไม่สามารถพูดเรื่องเหตุการณ์ 6 ตุลา ได้ ทำไมพูดไม่ได้ว่ามีคนโดนลากในท้องสนามหลวง

งานรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลา ปี 2563 ยิ่งใหญ่มากสำหรับผม ก่อนหน้านั้น คือปี 2562 มีการจัดแสดงโปสเตอร์ ประตูที่ถูกแขวนคอของช่างไฟฟ้า ในปี 2563 เกิดมูฟเมนต์ขึ้น ผมได้ขึ้นหอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมพูดได้คนเดียว เขาไม่ให้พี่รุ้ง ปนัสยาและพี่อานนท์ นำภา ขึ้นพูด

ทุกวันนี้ คนผิดหลายคน คนที่ก่อเหตุการณ์ได้เสียชีวิตไปแล้ว เราก็ยังไม่รู้ความจริงเป็นอย่างไรกันแน่ 2475 คือหมุดหมายของความเปลี่ยนแปลง เหตุการณ์ 14 ตุลา คือความผิดหวังคนรุ่นใหม่ต่อคนรุ่นเก่าที่มีอำนาจขึ้นไปเป็นรัฐบาล ที่สัญญาไว้กับเรา แต่เขาไม่เคยทำตามสักอย่างเลย

สุดท้ายเหตุการณ์ 6 ตุลา ผมรู้สึกว่าเราต้องพูด และงานนี้สำคัญ ถ้าผ่านยุคนี้ไปแล้วใครจะพูด ผมรู้สึกว่ามันต้องพูด”สิรภพกล่าวอย่างจริงจัง

ทุกทิศคือกำแพง ความรุนแรงต่างยุค
จากประหัตประหาร สู่การใช้ ‘คดีความ’

อีกใจความสำคัญจากปาก สิรภพ คือ ความรู้สึกในเรือนจำที่ทุกอย่างยังคงชัดเจนในห้วงอารมณ์

“พูดแบบตรงไปตรงมา ผมอ่านหนังสือ ‘ห้วงแห่งความเงียบงัน ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลง หลัง 6 ตุลา 2519’ เล่มนี้ไม่จบ แค่พูดก็รู้สึกแล้ว ผมเข้าใจแหละว่าความรุนแรงในปัจจุบันไม่มีวันเท่าในอดีต เราไม่ได้เห็นเพื่อนเสียชีวิตต่อหน้า เราไม่เห็นสิ่งที่ไม่เหมือนมนุษย์ ยุคของผมมากสุดแค่เสื้อเหลืองไล่กระทืบเรา เอาปืนไล่ยิงเรา ไม่ได้มีเสียชีวิตเยอะ

ผมอ่านหนังสือต่อไม่ลง ตอนแรกที่รับมาพูดงานนี้คิดว่าตัวเองพร้อม ในวันที่สองผมออกเรือนจำ สมองเฟรชมาก พร้อมที่จะเดินต่อ ไม่หวนคิดความทรงจำตอนอยู่ข้างในเรือนจำ พอผ่านมา 1 เดือน เริ่มอ่านหนังสือ ตั้งแต่อักษรแรก

ผมเข้าเรือนจำครั้งที่ 1 ตอนอายุ 20 ปี 3 วัน เหมือนทัศนศึกษา ทุกคนคิดว่าคดีของผมไม่มีวันเข้าแน่นอน ครั้งที่ 2 อายุ 23 ผมเข้าไปเจอแต่ละสิ่งที่ไม่เจริญหูเจริญตา คุณนึกสภาพคุณตื่นเช้ามา (ร้องไห้) ทุกทิศทางมีกำแพง คุณเห็นอิสรภาพมากที่สุดแค่ท้องฟ้า

ผมอยู่กับพี่ อานนท์ นำภา ทุกวัน รู้จักเป็นการส่วนตัว อยู่กัน 24 ชม. พอผมมาอยู่ตรงนี้ ผมคิดถึงทุกคนมากๆ คุณไม่มีวันเข้าใจชีวิตที่แค่นอนก็มีคนดูคุณอยู่ตลอดเวลา” สิรภพเล่าอย่างอัดอั้น พร้อมเน้นย้ำว่า “ผู้ต้องขังทางการเมืองต่างหวังชีวิตที่ดีกว่า หวังนิรโทษกรรม แต่สุดท้ายทุกคนก็เห็นการเมืองในปัจจุบัน”

นอกจากนี้ ยังเปรียบเทียบความต่าง โดยยอมรับว่า ยุคก่อนหน้า คือการ ‘ประหัตประหาร’ เอากันถึงตาย ขณะที่ยุคใหม่ เน้นใช้กฎหมายพรากลมหายใจแห่งอิสรภาพ

 “ยุคผมมันเบามาก ยอมรับ แต่ใช้กฎหมาย มันคือการจองจำ มีหลายคน มหาวิทยาลัยไม่ให้เขาเรียนต่อ มันเกินไปสำหรับคนคนหนึ่ง มันคือชีวิตของคนคนหนึ่ง หนังสือเล่มนี้ถ้าผมพร้อมเมื่อไหร่ผมอ่านแน่นอน ผมไม่อยากอ่อนแอ ไม่อยากบิวด์อารมณ์เลย ผมอยากมีไฟเหมือนแต่ก่อน” สิรภพกลั่นจากใจ

ภารกิจยังไม่จบ สัญญาณเตือนสังคมไทย ‘ย้อนกลับไม่ได้’ ประวัติศาสตร์ต้องไม่ซ้ำรอย

ปิดท้ายด้วยประเด็นของหนังสือ ห้วงแห่งความเงียบงัน ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลง หลัง 6 ตุลา 2519 

“การได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ทำให้เห็นชัดว่า การที่ทุกปีเรายังมีหนังสือใหม่ๆ ว่าด้วยเหตุการณ์นี้ออกมา แปลว่า ‘ภารกิจยังไม่จบ’ มันคือสัญญาณเตือนให้เราระลึกว่า อย่าให้สังคมไทยย้อนกลับไปสู่วงจรความรุนแรงแบบนั้นอีก” สิรภพกล่าว ก่อนตั้งคำถามทิ้งท้ายว่า ความเป็นชาตินิยมทุกวันนี้ มันย้อนกลับมาได้อย่างไร? ทั้งยังทิ้งท้ายว่า

หนังสือเล่มนี่เตือนไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้อ่าน แม้จะยังอ่านไม่จบก็ตาม

ชญานินทร์ ภูษาทอง