หน้าแรก ประชาชื่น จีนกับภารกิจย...

จีนกับภารกิจยักษ์ เปลี่ยนผ่านสู่ประเทศ ‘คาร์บอนเป็นศูนย์’ จ่อผงาดมหาอำนาจแห่งพลังงานสะอาด

17.10.25 | 12:30 น.

จีนกับภารกิจยักษ์
เปลี่ยนผ่านสู่ประเทศ ‘คาร์บอนเป็นศูนย์’
จ่อผงาดมหาอำนาจแห่งพลังงานสะอาด

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือความท้าทายใหญ่ที่สังคมโลกต้องเผชิญ ขณะที่อุตสาหกรรมเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ความปั่นป่วนของสภาพอากาศก็ยิ่งรุนแรง ก๊าซคาร์บอนคือมลพิษที่กัดกินคุณภาพชีวิตของผู้คน แม้ปอดจะไร้เสียงสนทนา แต่โลกกำลังส่งสัญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลงชัดเจนขึ้นทุกวัน

จากสถิติชี้ชัดว่า จีนคือผู้ผลิตและผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยโครงสร้างการใช้พลังงานยังพึ่งพาถ่านหินสูงถึงร้อยละ 56 ขณะที่น้ำมันอยู่ที่ร้อยละ 18.5 และพลังงานสะอาด เช่น ก๊าซธรรมชาติ ไฟฟ้าพลังน้ำ นิวเคลียร์ ลม และแสงอาทิตย์ มีสัดส่วนร้อยละ 25.5 ทว่า ปัจจุบันจีนเร่งขยายการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น เดินหน้านโยบายมุ่งสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ เพื่อก้าวใหม่บนอากาศโลกที่สดใสกว่าเดิม

สาธารณรัฐประชาชนจีน เตรียมก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจพลังงานสะอาดของโลก ด้วยเป้าหมายใหญ่ บรรลุการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ หรือ Carbon Neutral ภายในปี 2060 โดยรัฐบาลจีนเดินหน้าผลักดันทุกภาคส่วน ลดการพึ่งพาพลังงานดั้งเดิม เร่งใช้พลังงานทดแทนแทนถ่านหิน ปรับโฉมอุตสาหกรรม และขับเคลื่อนการใช้รถพลังงานสะอาด

ไม่เพียงสะท้อนวิสัยทัศน์ที่มีต่อโลก แต่ยังท้าทายภาคธุรกิจจีนให้ปรับตัวสู่ยุคแห่งความเปลี่ยนแปลง เพื่อก้าวสู่เป้าหมายอย่างจริงจัง

Advertisement

หมุดแรก 2030 ก่อนนับถอยหลัง 2060
ปักธง ‘ชาติปลอดคาร์บอน’

สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของสาธารณรัฐประชาชนจีน เอ่ยถ้อยแถลงต่อสหประชาชาติในที่ประชุมสมัชชาใหญ่ผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ว่า จีนตั้งเป้าหมายสู่สังคมปลอดคาร์บอน โดยที่ปริมาณการปล่อยก๊าซแตะจุดสูงสุดภายในปี 2030 ก่อนจะทยอยลดลงอย่างต่อเนื่อง

ดำเนินตาม “ความตกลงปารีส” (Paris Agreement) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือของนานาประเทศในการรับมือภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยกำหนดให้การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกในศตวรรษนี้ต้องต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม และพยายามจำกัดไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation)

“เรากำหนดเป้าหมายปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ถึงเพดานสูงสุดก่อนปี 2030 และบรรลุการเป็นชาติปลอดคาร์บอนก่อนปี 2060

จีนยึดมั่นการปฏิบัติตามพันธกรณีในความตกลงปารีสว่าด้วยการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ พร้อมเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกยึดถือเป็นแนวทางสู่การเป็นประเทศสีเขียวและคาร์บอนต่ำ”

จีนคุมเข้มภาคอุตสาหกรรม เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ‘เป้าหมายคาร์บอนคู่’ ตั้งเป้าให้การปล่อยคาร์บอนแตะระดับสูงสุดในปี 2030 และลดลงจนเป็นศูนย์ในปี 2060 โดยใช้ระบบนโยบาย ‘1 + N’ ซึ่งเป็นแนวทางเพื่อการบรรลุเป้าหมาย Carbon Emission Peak และ Carbon Neutral และ “N” เป็นนโยบายย่อยของพื้นที่ต่างๆ และสาขาธุรกิจต่างๆ ซึ่งมีเนื้อหารวมถึงการลดการพึ่งพาถ่านหินอย่างเข้มงวด ควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดอื่นๆ

จ่อผงาดมหาอำนาจ ‘พลังงานสะอาด’
เบรกวิกฤตมลพิษอากาศ ‘ภัยคุกคามโลก’

รองศาสตราจารย์ ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ตีความยุทธศาสตร์จีนสู่การเป็นมหาอำนาจด้านพลังงานสะอาดของโลก โดยเริ่มต้นอธิบายว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นหนึ่งในมหาอำนาจด้านพลังงานสะอาดในยุคปัจจุบัน เนื่องมาจากจีนมีแผนยุทธศาสตร์ นโยบายและการดำเนินการอย่างชัดเจนในการสนับสนุนพลังงานสะอาด และให้ความสำคัญกับความตกลงปารีส ในการลดก๊าซเรือนกระจกอันเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน

ในทางกลับกัน มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ในยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับไม่เห็นความสำคัญในการสนับสนุนพลังงานสะอาด และถอนตัวออกจากความตกลงปารีส

“การดำเนินการของรัฐบาลทรัมป์ตรงกันข้ามกับรัฐบาลสหรัฐยุคโจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ และยุคบารัค โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ

ทว่า เมื่อพลังงานสะอาดถูกใช้มากขึ้นในอนาคต จะเพียงพอในการลดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินหรือไม่ ซึ่งผมมองว่าสามารถลดสัดส่วนผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินได้ หากไม่ลด จีนก็ไม่สามารถลดมลพิษทางอากาศลงได้

จะเห็นได้ว่าคุณภาพอากาศและปัญหามลพิษทางอากาศของจีนดีขึ้นอย่างชัดเจนในยุคปัจจุบัน หลังจากเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน มาแทนที่พลังงานจากถ่านหิน” รองศาสตราจารย์ ดร.อนุสรณ์ อธิบายอย่างน่าสนใจ

เชื่อมั่น จีนบรรลุมิชชั่น เศรษฐกิจโตคู่ ‘สิ่งแวดล้อม’
รัฐเอาจริง ระบบวางแผน ‘ส่วนกลาง’ เข้มแข็ง

เมื่อถามว่า การที่จีนมุ่งเป็นผู้นำทางด้านพลังงานสะอาดเพื่อตอบรับนโยบายบรรลุการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ในปี 2060 ของจีน คาดว่าในอนาคตสามารถบรรลุเป้าหมายได้จริงหรือไม่? รองศาสตราจารย์ ดร.อนุสรณ์ ให้คอมเมนต์ว่า จีนน่าจะสามารถทำได้ตามเป้าหมาย เนื่องจากจีนมีระบบการวางแผนจากส่วนกลางที่เข้มแข็ง และรัฐบาลจีนก็เอาจริงเอาจังกับประเด็นดังกล่าวอย่างมาก

“ในมุมมองที่เศรษฐกิจเติบโต จีนสามารถรักษาการลดการปล่อยคาร์บอนให้น้อยลงได้ หากมีเป้าหมายและดำเนินการที่ชัดเจน เพราะเศรษฐกิจจีนยังคงเติบโตต่อเนื่อง อาจเกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สูงขึ้น การเติบโตทางเศรษฐกิจสามารถเกิดขึ้นได้พร้อมกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ฉะนั้น เป้าหมาย Carbon Neutrality 2060 จึงมีความเป็นไปได้ ด้วยการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการผลิตมากขึ้นเรื่อยๆ” รองศาสตราจารย์ ดร.อนุสรณ์ กล่าว

สงครามการค้า ไม่กระทบพัฒนาพลังงานสะอาด
‘เพราะจีนมีเทคโนโลยีของตัวเอง’

ส่วนสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ จะส่งผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดของจีนหรือไม่นั้น ศาสตราจารย์ ดร.อนุสรณ์ มองว่า ‘ส่งผลไม่มาก’ เพราะจีนมีเทคโนโลยีของตัวเอง

สำหรับมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ เช่น ภาษีรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน เซลล์แสงอาทิตย์ และเซมิคอนดักเตอร์ ต้องยอมรับว่ามีผลกระทบต่อจีนค่อนข้างมาก เพราะเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของจีน

ส่วนการเปิดตลาดซื้อ-ขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Market) ของจีน สามารถสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาเทคโนโลยี หรือดำเนินการเพื่อให้ลดการปล่อยคาร์บอน โดยสามารถสร้างกำไร หรือรายได้จากการดำเนินการดังกล่าว เป็นการใช้กลไกตลาดในการลดการปล่อยคาร์บอน

“ตลาดของจีนจะพึ่งพาตลาดของสหรัฐอเมริกาน้อยลง เพราะอุปสงค์ภายในประเทศจะช่วยรักษาระดับการขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่ให้ลดลงมากเกินไป เพื่อชดเชยภาคส่งออกที่อาจชะลอตัวลง”

‘เหรียญคาร์บอน’ กระตุ้น ‘ครัวเรือน’
ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ไทยรับถ่ายทอดได้ อยู่ที่ ‘คนและระบบ’

ปิดท้ายที่นโยบายการใช้ “เหรียญคาร์บอน” ของจีนเพื่อกระตุ้นภาคครัวเรือนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รองศาสตราจารย์ ดร.อนุสรณ์ มองว่า แนวทางดังกล่าวจะทำให้เกิดความร่วมมือในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อให้ผลประโยชน์ เป็นการสร้างแรงจูงใจโดยใช้เหรียญคาร์บอน

นอกจากนี้ รัฐบาลจีนได้ออกมาตรการหลายประการเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เช่น การให้เงินอุดหนุนสำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในพื้นที่ชนบท การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์มาก และประเทศไทยควรดำเนินการอย่างเดียวกัน

“โอกาสและความท้าทายด้านการสร้างตลาดพลังงานสะอาดในจีน โดยที่กว่า 60% ของการติดตั้งโซลาร์เซลล์ทั่วโลกมาจากจีน สามารถเปลี่ยนภูมิทัศน์พลังงานโลกได้ระดับหนึ่ง เพราะตลาดจีนเป็นตลาดใหญ่ และประเทศไทยจะได้รับประโยชน์ด้านการส่งออก แต่หากไม่มีกำแพงภาษีสหรัฐ ก็จะทำให้เราส่งออกได้มากขึ้น

และท้ายที่สุดไทยสามารถรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอน และการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียวจากจีนได้อย่างเต็มที่ เพราะคุณภาพทรัพยากรมนุษย์จะเป็นตัวดูดซับเทคโนโลยี ฉะนั้น การถ่ายทอดจะได้ผลแค่ไหนอยู่ที่คุณภาพคนไทย ระบบ กลไกในการรองรับที่ดีพอ” ศาสตราจารย์ ดร.อนุสรณ์ ปิดท้ายคอมเมนต์ตีความยุทธศาสตร์ได้อย่างน่าสนใจ

นับเป็นประตูบานใหม่ที่เปิดก่อนใคร ท้าทายภาคธุรกิจให้ปรับตัว สะกิดโลกให้หันมองร่วมเดินหน้าสู่อนาคตที่สะอาดสดใสไปพร้อมกัน