50 ปี ไทย-จีน
จากญาติสนิท
สู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์
และทศวรรษใหม่ที่ยั่งยืน
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์
ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
ครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา นับจากการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน เมื่อปี 2518 จนถึงปี 2568 ไม่ใช่เพียงประวัติศาสตร์บนหน้ากระดาษ หากคือเส้นทางเติบโตของ “ญาติสนิททางเชื้อชาติ” สองสังคมที่เรียนรู้และเกื้อกูลกันท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนเร็วที่สุดยุคหนึ่ง จากเรือสำเภาจีนในตำนานสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลกในยุคดิจิทัล จากข้าว ชา และผลไม้เมืองร้อน สู่ยานยนต์พลังงานใหม่ แพลตฟอร์มดิจิทัล และอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เรื่องราวนี้สะท้อนอยู่ทั้งในภาคเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และชีวิตประจำวันของผู้คน
3 ยุคใหญ่ วิวัฒนาการค้าไทย-จีน
-ยุควางรากฐาน (ปลายทศวรรษ 2510-2520)
หลัง 1 กรกฎาคม 2518 ไทย-จีนเดินหน้าร่วมกันอย่างเป็นระบบผ่านข้อตกลงทางการค้า
(ปี 1978) และพิธีสารจัดตั้งคณะกรรมการร่วมทางการค้าไทย-จีน ทำให้เอกชนเริ่มมีช่องทางคุยตรงกับภาครัฐทั้งสองฝ่ายนี่คือกุญแจที่ทำให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นจริง
-ยุคยกระดับกติกา (ทศวรรษ 2520-2530)
ปี 2528 เกิดข้อตกลงจัดตั้งคณะกรรมการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ พร้อมความตกลงเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน ตามด้วยความตกลงเพื่อเว้นการเก็บภาษีซ้อนในปี 2529
3 เสาหลักนี้ทำให้ทุน เทคโนโลยี และคน เคลื่อนตัวได้คล่องขึ้น ท่านประธานพจน์อธิบายว่า “มันคือระบบนิเวศที่สนับสนุนให้ภาคเอกชนทั้ง 2 ฝ่าย กล้าคิด กล้าลงทุนมากขึ้น”
-ยุคเปิดหน้าต่างการค้าเสรี-เชื่อมซัพพลายเชน (ทศวรรษ 2540 เป็นต้นมา)
การยกระดับความร่วมมือมาถึงจุดเปลี่ยนในปี 2546 ด้วยความตกลงเร่งลดภาษีผัก-ผลไม้ (Early Harvest) ที่ยกเว้นภาษี 116 รายการ (พิกัด 07-08) ส่งผลให้อัตราขยายตัวการค้าเกษตรพุ่งขึ้นต่อเนื่อง ไทยกลายเป็นแหล่งนำเข้า 07-08 อันดับ 1 ของจีน จากนั้นปี 2548 ไทยเข้าร่วม ACFTA ที่ทยอยลดภาษีครอบคลุมมากกว่า 90% ของรายการสินค้าทั้งหมดนี่ไม่ใช่แค่ลดภาษี ท่านประธานพจน์เน้น แต่มันคือตัวเร่งให้ไทย-จีนเชื่อม “ห่วงโซ่” เข้าด้วยกัน ฝั่งไทยได้เปิดตลาดผลไม้เมืองร้อนและสินค้าเกษตร ขณะเดียวกันไทยก็นำเข้าสินค้าทุน เครื่องจักร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อยกระดับการผลิตของเราเอง

การค้าที่ก้าวกระโดด
จีนก้าวขึ้นเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยตั้งแต่ปี 2562 โดยมูลค่าการค้ารวมขยายตัวแตะระดับราวแสนล้านดอลลาร์ต่อปีในช่วง 2564-2566 (สูงสุดกว่า 103-105 พันล้านดอลลาร์) และอยู่ที่ประมาณ 94,919.4 ล้านดอลลาร์ในปี 2567 “แม้จะเห็นการขาดดุลในตัวเลข แต่ในทางโครงสร้างไทยนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบ เครื่องจักรไฟฟ้า เครื่องจักรกล เคมีภัณฑ์ คอมพิวเตอร์ เหล็ก พลาสติก แผงวงจร
เพื่อนำมาต่อยอดการผลิตและการส่งออกของเราไปยังตลาดโลกอื่นๆ การขาดดุลเชิงสถิติจึงต้องอ่านคู่กับมูลค่าเพิ่มที่เกิดในไทย ขณะเดียวกันเศรษฐกิจฐานรากของไทยก็ได้รับแรงหนุนจากการท่องเที่ยวจีนอย่างต่อเนื่อง ร้านอาหาร โรงแรม รถตู้ท่องเที่ยว ร้านค้าชุมชน ล้วนได้รับอานิสงส์ตรง
หอการค้าฯ จากสำเภาบนตรา
สู่แพลตฟอร์มเชื่อมรัฐ-เอกชน
เรื่องเล่าการค้าร่วมสมัยของไทย-จีน มีรากมาจากชุมชนพ่อค้าไทยเชื้อสายจีนในหัวเมือง “สำเภาจีน” กลางตราสัญลักษณ์หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยจึงไม่ใช่แค่เพียงแค่ความสวยงาม หากแต่คือสัญลักษณ์การเดินทางและการเชื่อมคน ทุน วัฒนธรรมจากแดนไกลสู่สยาม
ในความร่วมมือของภาคเอกชน หอการค้าไทยสานต่อเครือข่ายกับภาคธุรกิจจีนด้วยข้อตกลงสำคัญอย่างต่อเนื่อง เช่น ความร่วมมือ กกร.-CCPIT (เมื่อ 27 ส.ค.2536) ตลอดจนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และวิชาการกับหอการค้าหลายๆ มณฑลในจีน อาทิ มณฑลเหอเป่ย (28 มี.ค.2543) ซึ่งทั้งหมดนี้เพื่อเป็นเวทีของภาคเอกชนสองประเทศในการผลักดันประเด็นต่างๆ ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
ก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 ความร่วมมือไทย-จีนเปลี่ยนจากการค้าสินค้าไปสู่ “การเชื่อมระบบ” ทั้งเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV/EV) พลังงานหมุนเวียน ดิจิทัลแพลตฟอร์ม เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และระบบอัตโนมัติทางอุตสาหกรรม ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ ตั้งแต่การเชื่อมทางราง ไทย-ลาว-จีน ไปจนถึงการลงทุนของจีนในไทยอย่างมาก ใน EEC และ BOI คือฐานให้ไทยปรับบทบาทจากฐานผู้ประกอบสู่ฐานการวิจัย การพัฒนา การทดสอบ และมาตรฐานมากขึ้น

ปี 2568 ความท้าทายและหมุดหมายปีทองไทย-จีน
ในก้าวย่างสู่วาระ 50 ปี รัฐบาลไทยได้ย้ำ 3 วาระสำคัญกับจีน 1) เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ในสาขาอนาคต (EV, Semiconductor, Data Centre) 2) ความปลอดภัยการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน เร่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม Soft Power รวมถึงการเตรียมพร้อมแพนด้ายักษ์คู่ใหม่ในฐานะทูตสันถวไมตรี
อย่างไรก็ตาม การลงทุนจากจีนในช่วงหลังมีขนาด “มากและเร็ว” มีทั้งในด้านบวกและด้านที่อาจจะมีปัญหา หอการค้าไทย หอการค้าไทย-จีน และสมาคมวิสาหกิจจีนในไทย ภายใต้การแนะนำของสถานทูตจีนจึงร่วมกันตั้ง “คณะกลไกประสานงานและส่งเสริมธุรกิจไทย-จีนอย่างยั่งยืน” เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการแก้ปัญหา รวมถึงแนวทางที่ตรงจุดพร้อมสร้างความโปร่งใสและเพิ่มความเชื่อมั่นให้ทุกฝ่าย นี่คือการยืนยันว่าความร่วมมือไม่ได้ถูกปล่อยให้เดินเองแต่ถูกกำกับให้เดินถูกทาง
ในการนี้ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมกับหอการค้าไทย-จีน, สมาคมการค้าวิสาหกิจจีน ในประเทศไทย และบริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ภายใต้ คณะกลไกฯ ไทย-จีนยังได้เตรียมจัดงาน Thailand-China Cooperation Expo 2025 ระหว่างวันที่ 26-28 กันยายน 2568 ภายใต้แนวคิด “50 ปี ไทย-จีน: ก้าวสู่ความรุ่งเรืองร่วมกัน” เป้าหมายชัดเจนคือผลักดันไทยสู่ Global Supply Chain Hub ด้วยกิจกรรมครบวงจร ตั้งแต่ MOU การค้ารวมกว่า 6,000 ล้านบาท, Supply Chain Forum & Business Matching ในสาขายุทธศาสตร์ (NEV, พลังงานหมุนเวียน, ดิจิทัลแพลตฟอร์ม, เกษตร-อาหารสมัยใหม่) Job Fair กว่า 3,000 ตำแหน่ง และ Education Fair มอบทุนกว่า 400 ทุน
5 ด้าน สู่ ‘60 ปี’ ที่ยั่งยืน
5 ด้าน ที่ไทย-จีนควรสร้างร่วมกันในทศวรรษหน้า ก่อนก้าวสู่ 60 ปีที่ยั่งยืน ได้แก่
ด้านที่ 1 สร้างซัพพลายเชนเทคโนโลยี จากการประกอบสู่การวิจัย พัฒนา ทดสอบ และมาตรฐาน ใน EV/แบตเตอรี่-รีไซเคิล อิเล็กทรอนิกส์ ออโตเมชั่น ดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้มูลค่าเพิ่มอยู่ในไทยมากขึ้น เพื่อจะได้กำหนดเป็นสินค้า made in Thailand
ด้านที่ 2 สร้างมาตรฐาน ความโปร่งใส และความเป็นธรรม มีกลไกหรือระบบคัดกรอง กำกับดูแลการลงทุนที่เร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้
ด้านที่ 3 สร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีความสามารถร่วมกัน ทำให้การเคลื่อนย้าย Talent ไทย-จีน เป็นไปได้อย่างสะดวก สร้างโควต้าทักษะเฉพาะทาง จัดโปรแกรมสหกิจ ฝึกงาน ที่เชื่อมอุตสาหกรรมเข้ากับมหาวิทยาลัยหรือสถานศึกษา
ด้านที่ 4 สร้างการค้าดิจิทัล เชื่อม e-invoice/e-payment/e-certificate และแพลตฟอร์มโลจิสติกส์ข้ามแดน ลดต้นทุน เพิ่มความเร็ว ต่อยอดสู่ท่องเที่ยวดิจิทัล (วีซ่า ประกัน ชำระเงิน) แบบไร้รอยต่อ
ด้านที่ 5 สร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน ร่วมผลักดัน RE100, เศรษฐกิจหมุนเวียน, คาร์บอนเครดิต, พลังงานสีเขียว นำร่องในนิคมหรือคลัสเตอร์อุตสาหกรรมไทย-จีน เพื่อความไม่เสียเปรียบในการแข่งขันทางการค้าโลก
เมื่อมองย้อนไป จากพี่น้องสู่คู่ค้า จากเพื่อนบ้านสู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ความร่วมมือที่เริ่มจากผลไม้และผัก ได้เติบโตสู่ซัพพลายเชนเทคโนโลยีระดับโลก ตัวเลขการค้าแตะระดับแสนล้านดอลลาร์ในบางปี การเดินทางของคนสองประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เรื่องเล่า 50 ปีจึงไม่ได้จบลงที่ปี 2568 หากเพิ่งเริ่มบทใหม่ที่มุ่งเชื่อมกับเศรษฐกิจโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน

