หน้าแรก ประชาชื่น พระที่นั่งอนั...

พระที่นั่งอนันตสมาคม จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ก่อสร้างสยาม คอนกรีตเสริมเหล็กแห่งแรก บนก้าวย่างความท้าทาย

23.10.25 | 16:22 น.

พระที่นั่งอนันตสมาคม
จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ก่อสร้างสยาม
คอนกรีตเสริมเหล็กแห่งแรก บนก้าวย่างความท้าทาย

23 ตุลาคม วันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์สยาม

ทรงนำความอารยะเข้ามาสู่ประเทศในหลากมิติ ไม่เพียงด้านการปกครองบ้านเมือง กฎหมาย และอีกมากมาย แต่ยังรวมถึงศิลปะสถาปัตยกรรม

ในรัชสมัยของพระองค์ ก่อเกิดตึกรามบ้านช่องและเวียงวังอันอลังการไปด้วยกลิ่นอายแห่งโลกตะวันตกอันเจริญรุดหน้า ที่สำคัญไปกว่านั้น คือวิทยาการด้านการก่อสร้างสถาปัตยกรรมอันงามสง่า

‘คอนกรีตเสริมเหล็ก’ ถูกนำมาเนรมิตอาคารหลังใหญ่ที่คนไทยรู้จักในนาม ‘พระที่นั่งอนันตสมาคม’ สถาปัตยกรรมอิทธิพลเรเนอซองส์และนีโอคลาสสิก สูงเกือบ 50 เมตร

Advertisement

นับเป็นความท้าทายอย่างยิ่งยวดสำหรับนายช่างประจำ ‘กระทรวง โยธาธิการ’ กับโจทย์ ‘หลังคาโดม’ ขนาดยักษ์ ภายใต้ข้อจำกัดทางเทคโนโลยีเมื่อ 117 ปีก่อน

อาคารขนาดใหญ่เช่นนี้ ไม่เคยมีมาก่อนในสยาม แม้จะเคยสร้าง ‘ที่ทำการศาลสถิตยุติธรรม’ ซึ่งมีหอนาฬิกาสูงตระหง่านได้ปรากฏมาแล้วก่อนหน้า แต่โครงสร้างจากอิฐและซีเมนต์ ไม่สามารถรับน้ำหนัก
ได้ดีพอ สุดท้ายเกิดรอยร้าวเสียหายรุนแรงจนต้องรื้อลงในที่สุด

จากบทเรียนนี้ กระทรวงโยธาธิการจำเป็นต้องเฟ้นหาระบบการก่อสร้างที่มีความก้าวหน้ามากกว่าแค่ในประเทศ เพื่อให้เมกะโปรเจ็กต์ลุล่วง

จนท้ายที่สุด ค้นพบว่าโลกนี้มีระบบ คอนกรีตเสริมเหล็กแบบเฮนเนบิก (Hennebique) ซึ่งมีบริษัทเพียงไม่กี่เจ้าในโลกที่ถือสิทธิบัตรการก่อสร้างดังกล่าว ในจำนวนที่ว่าเรียกว่า ‘นับนิ้วได้’ ซึ่งแน่นอนว่าพ่วงมาด้วยเงื่อนไขของบริษัทรับเหมาของฝรั่งเศส อันเข้มงวด

ผศ.ดร.พินัย สิริเกียรติกุล อาจารย์ภาควิชาศิลปสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เคยกล่าวถึงเรื่องราวนี้โดยละเอียดไว้ในวงเสวนา ‘CreativeMatters Talk I รวม His…tory เพราะทุกอย่างในโลกนี้มีที่มา’ ในหัวข้อ ‘เสริมความทันสมัย: ระบบคอนกรีตเสริมเหล็กแบบเฮนเนบิกในการก่อสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม’ ณ หอสมุดวังท่าพระ มหาวิทยาลัยศิลปากร กรุงเทพฯ

ผศ.ดร.พินัย สิริเกียรติกุล

คอนกรีตเสริมเหล็ก นวัตกรรมยุโรป
สู่ ‘หลังคาโดม’ พระที่นั่งอนันตสมาคม

ผศ.ดร.พินัย กล่าวว่า การก่อสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม เป็นที่อาคารที่มีการใช้คอนกรีตเสริมเหล็กแบบ ‘เฮนเนบิก’ ครั้งแรกในสยาม ซึ่งเริ่มสร้างต้นในปี ค.ศ.1907 แล้วเสร็จในปี 1917 การใช้คอนกรีตเสริมเหล็กที่ว่านี้ เป็นส่วนของโครงสร้างสำคัญ เช่น พื้น ผนังบางส่วน หลังคา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘หลังคาโดม’

“พีเรียดในการใช้คอนกรีตในอาคารหลังนี้ เป็นเพียงเวลาสั้นๆ เท่านั้นเอง คือ ช่วง 2-3 ปีแรกของการก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่ามันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์การก่อสร้างของสยาม” อาจารย์สถาปัตย์เกริ่น ก่อนขยายความต่อไปว่า

เหตุที่มองเช่นนั้น เพราะการนำระบบคอนกรีตเสริมเหล็กแบบเฮนเนบิกมาใช้ในสยามครั้งแรก ไม่ค่อยลงรอยกับแนวพระราชดำริของรัชกาลที่ 5 ที่ทรงมีพระราชประสงค์ในการรวมศูนย์การก่อสร้างไว้ที่กระทรวงโยธาธิการ

“ความจำเป็นการนำระบบเฮนเนบิกเข้ามา มันไปขัดแย้งกับนโยบายการรวมศูนย์ คำถามของผมคือ ชนชั้นนำสยามได้อะไร และในขณะเดียวกันเขาสูญเสียอะไร เดี๋ยวจะได้ขยายความให้ฟัง” ผศ.ดร.พินัยแย้มประเด็นชวนติดตาม

จากนั้น เล่าไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์นวัตกรรมเสริมเหล็กซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปลายศตวรรษที่ 19 ในยุโรป ซึ่งนอกจากจะทำให้คอนกรีตมีความมั่นคงแข็งแรงแล้ว ยังทำให้คอนกรีตสามารถประสานส่วนประกอบที่แยกจากกัน เช่น พื้น เสา ผนัง หลังคา ให้เป็นโครงสร้างที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อีกด้วย

กลับมาที่ประเด็นการขัดต่อนโยบายรวมศูนย์ก่อสร้าง นักวิชาการท่านนี้อธิบายว่า คอนกรีตเสริมเหล็ก คือ นวัตกรรมที่มีการ ‘จดสิทธิบัตร’ จึงต้องใช้ภายใต้ ‘เงื่อนไข’ ของสิทธิบัตร

“เงื่อนไขตรงนี้แหละที่ผมคิดว่า มันไปขัดกับนโยบายการรวมศูนย์ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของกระทรวงโยธาธิการ เนื่องจากมันมีเงื่อนไขเยอะมาก เราไม่ใช้มันได้ไหม มันมีข้อจำกัดต่างๆ ถ้าเราหันไปใช้วัสดุอื่นดั้งเดิม เช่น อิฐ ไม้ ซึ่งก็ทำอาคารมาก่อน ซึ่งถ้าเราย้อนกลับไปดูในปลายศตวรรษที่ 19 เราจะพบว่า มันก็ทำได้ แต่ทำได้แค่ระดับหนึ่ง ยกตัวอย่าง ที่ทำการศาลสถิตยุติธรรม มีการใช้อิฐและซีเมนต์เป็นส่วนหนึ่งของการก่อสร้างแล้ว ปรากฏว่า สร้างเสร็จเพียง 3 ปี หอนาฬิกาก็เกิดรอยร้าว ต้องรื้อ

เช่นเดียวกับพระที่นั่งอนันตสมาคม ในยุคแรกวิศวกรลองทำฐานรากด้วยอิฐ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ฉะนั้น กระทรวงโยธาธิการจึงไม่มีทางเลือกอื่น ถ้าคุณจะสร้างอาคารขนาดใหญ่ ซึ่งมีความกว้างเกือบ 50 เมตร ยาว 112 เมตรครึ่ง และสูงเกือบ 50 เมตร อาคารขนาดนี้มันไม่เคยทำมาก่อนในสยาม ดังนั้น คุณต้องใช้ระบบที่มีความก้าวหน้ามากกว่าระบบการก่อสร้างที่มีอยู่ในประเทศ” ผศ.ดร.พินัยเล่า

อี. โจวันนิ กอลโล (ยืนชูหมวก)

เงื่อนไขเคร่งครัด ‘สิทธิบัตร’ เป็นเหตุ
สำนักงานฝรั่งเศสคุมเข้ม

จากนั้น เล่าถึงเมื่อครั้ง เจ้าพระยายมราช แม่กองจัดการก่อสร้าง โทรเลขไปหา คาร์โล อัลเลกรี (Carlo Allegri) วิศวกรใหญ่ชาวอิตาเลียน สังกัดกระทรวงโยธาธิการของสยาม ในขณะกลับไปเยี่ยมบ้าน ว่าให้เสาะหาวิธีที่ ‘ก้าวหน้า’ เพื่อนำมาใช้กับพระที่นั่งอนันตสมาคม อัลเลกรีจึงติดต่อ Hennebique ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งโดย Francois Hennebique ผู้คิดค้นระบบคอนกรีตเสริมเหล็ก โดยมีสำนักงานอยู่ในฝรั่งเศส โดยเป็นหนึ่งในบริษัทที่ถือสิทธิบัตรเพียงไม่กี่เจ้าในโลก

“ตอนนั้นมีในจำนวนที่นับนิ้วได้ แต่เฮนเนบิกเป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด สำนักงานอยู่ที่ปารีส เป็นศูนย์รวมของวิศวกร และวิศวกรพวกนี้สามารถนำแบบจากสถาปนิกที่จะใช้คอนกรีตเสริมเหล็กมาแปลงให้ทำได้ นอกจากนั้นยังมีเอเยนต์ไปประเทศต่างๆ เช่น อังกฤษ อิตาลี ทวีปต่างๆ ก็มีตัวแทนให้กับบริษัท รวมทั้งมีผู้รับเหมาในสังกัด (Concessionaire Licenses) โดยถูกผูกเงื่อนไขที่ว่า ต้องทำอยู่ภายใต้การผูกเหล็กของเฮนเนบิกเท่านั้น คุณจะไปใช้ระบบอื่นไม่ได้ จะไปคิดเองก็ไม่ได้”

ตอนนั้น มารีโอ ตามัญโญ ซึ่งเป็นสถาปนิกพระที่นั่งอนันตสมาคม ส่งแบบไปที่ปารีส ซึ่งแบบแรกที่ส่งไปมันย่อมไม่มีแบบโครงสร้างทางวิศวกรรม เพราะหน้าที่ในการทำแบบโครงสร้างอยู่ที่วิศวกรปารีส ซึ่งวิศวกรกระทรวงโยธาฯไม่ได้ทำหน้าที่นี้เลย แต่ทำหน้าที่แค่ประสานงานเท่านั้นเอง

นอกจากจะคุมการออกแบบโครงสร้างแล้ว สิ่งหนึ่งที่เฮนเนบิกควบคุมด้วยซึ่งอยู่ในสิทธิบัตรเลย ก็คือ เขาจะเป็นคนเลือกผู้รับเหมาเอง ถ้าคุณต้องการใช้ระบบนี้ คุณจะไม่สามารถไปบอกเขาให้คำนวณมา เดี๋ยวเรามาใช้ผู้รับเหมาเราที่คุ้นเคย ไม่ได้นะ เขาต้องให้ผู้รับเหมาในสังกัดของเขาเป็นคนเอางานไปทำ เพราะมันเป็นการรักษา Know how ให้อยู่กับบริษัท เพราะถ้าองค์ความรู้ตรงนี้ถูกเผยแพร่ไป คนอื่นก็จะเอาไปทำเองฉะนั้น กระทรวงโยธาธิการจึงไม่ได้มีหน้าที่ในการเลือกผู้รับเหมาเลย แต่สิทธิอยู่ที่เฮนเนบิก” ผศ.ดร.พินัยอธิบาย

2 จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์
เมื่อ ‘กระทรวงโยธาธิการ’ แทบไร้บทบาท

ตัดภาพมาถึงขั้นตอนที่แบบไปถึงปารีสแล้ว วิศวกรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคอนกรีตของเฮนเนบิก ก็ทำการคำนวณเบื้องต้น ปัญหาหนึ่งที่พบ คือ บริเวณพื้นที่ ‘สวนดุสิต’ ประกอบไปด้วย ‘ชั้นดินอ่อน’ ข้างใต้มีแต่ดินเหนียวซึ่งเป็นปัญหามากในการก่อสร้างอาคารที่มีน้ำหนักมากขนาดนั้น

“วิศวกรของเฮนเนบิก ก็บอกว่า งั้นใช้ระบบ ‘กอมแบร็ศโซล’ (Compactual) ซึ่งจดสิทธิบัตรที่ปารีสใน ค.ศ.1902 มันเป็นระบบหนึ่งของ Concessionaire ภายใต้สังกัดของเฮนเนบิก วิธีการคือใช้ปั้นจั่นในการดึงลูกตุ้มหนัก 2 ตัน แล้วกระทุ้งลงไปในดิน ทำให้เกิดความลึก 8-12 เมตร แล้วก่อคอนกรีตเข้าไป

หลังจากที่งานมีความก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัด ปรากฏว่าเกิดจุดสำคัญที่ผมคิดว่ามันนำไปสู่จุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ 2 เหตุการณ์ด้วยกัน อันที่หนึ่ง คือ บรรดาวิศวกรของกระทรวงโยธาธิการซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอิตาเลียน รู้สึกว่าบทบาทของเขามันจำกัดมาก คือ ไม่เหลืออะไรให้ทำ เพราะงานออกแบบก็ไม่ได้ออกแบบ ฉะนั้นสิ่งเดียวที่เหลือคือ การทำหน้าที่ควบคุมงาน

ซ้ำร้ายในบทบาทการควบคุมงานของพวกเขา ยังอยู่ภายใต้เงื่อนไขของเฮนเนบิก ซึ่งส่งวิธีการผูกเหล็กมา เขียนสเปก บอกให้ทำอย่างนี้ๆ ทำอย่างอื่นไม่ได้ ฉะนั้นวิศวกรในกระทรวงโยธาฯ แทบจะไม่มีบทบาทอะไรเลย นอกจากคุมไปอย่างนั้น

มันอันนี้เป็นจุดที่รู้สึกว่ามันเป็น Dilemma คือ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะในด้านหนึ่งคุณก็ต้องใช้ระบบสิทธิบัตรของเฮนเนบิก มันเป็นระบบที่มีศักยภาพซึ่งไม่มีในประเทศไทย ไม่มีทางเลือกอื่น ในขณะเดียวกัน คือ เงื่อนไขในการใช้ระบบเฮนเนบิก มันขัดกับนโยบายรวมศูนย์ในยุคนั้น ซึ่งต้องการให้การโยธาทั้งปวงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงโยธาฯ” ผศ.ดร.พินัยวิเคราะห์ลึก

ภาพเปรียบเทียบแปลนฐานพระที่นั่งอนันตสมาคม ระหว่างแบบ เฮนเนบิก กับ กอลโล ที่ทำผนังเสริม (สีแดง) เพื่อเชื่อมเสาเข็ม กับห้องใต้ดินอันเป็นฐานรากใหม่ ซึ่งประสบความสำเร็จในการหยุดการทรุดตัวของพระที่นั่งฯ

Underpin สกัด ‘ฐานรากทรุด’
สร้าง ‘ทางเลือก’ ให้สยาม ไม่เหนือกว่า ก็ทัดเทียม

จากนั้น อาจารย์สถาปัตย์ ศิลปากร กล่าวถึงเหตุการณ์ที่ 2 ของการก่อสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคมอันนำไปสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ นั่นคือ ‘ฐานรากทรุด’

“หลังจากก่อสร้างไปได้สัก 2 ปี ปรากฏว่าฐานรากทรุดตัว มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน แล้วที่สาหัสก็คือจุดตัดของอาคาร ซึ่งอยู่ตรงโดมประธานที่เป็นจุดรับน้ำหนักส่วนที่สูงที่สุดของอาคารได้รับความเสียหายมาก ปรากฏว่าวิศวกรชื่อ กอลโล (Emilio Giovanni Gollo) ลูกน้องของอัลเลกรี ตัดสินใจเข้าไปแทรกแซง โดยทำ Underpin หนุนเสริมฐานรากที่กำลังทรุดตัว ให้มันหยุดทรุด เราทราบเรื่องนี้จากบันทึกของอัลเลกรี หลังจากงานเสร็จแล้ว ซึ่งเขาได้บันทึกว่า วิศวกรกอลโลได้ออกแบบและดำเนินการสร้างระบบฐานรากแบบใหม่อย่างรวดเร็ว เพราะน้ำอาจจะรั่วซึมเข้าบริเวณชั้นใต้ดิน โดยเขาได้รื้อโครงสร้างเดิม ออกเป็นจุดๆ บ้างก็รื้อเป็นบางส่วน บ้างก็รื้อออกทั้งหมด แล้วสร้างเป็นปล่องสูง ทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กเข้าไปแทนที่ทั่วทั้งใต้ถุนอาคาร

เมื่อทำเช่นนี้แล้วก่อสร้างไม่ต้องหยุดชะงัก ผลงานของเขา หากไม่เหนือกว่า ก็ต้องถือว่าสามารถทำงานได้ทัดเทียมกับผู้เชี่ยวชาญและผู้ชำนาญการเฉพาะทาง ซึ่งเป็นที่ยอมรับนับถือในงานนี้ได้อย่างงดงาม”

วีรกรรมของกอลโลในครั้งนั้น ทำให้วิศวกรผู้นี้ได้รับการยกย่องอย่างมาก ว่าการทำ Underpin ฐานราก หากไม่เหนือกว่า ก็ถือว่าทัดเทียมกับระบบเฮนเนบิกแล้ว ในระยะสั้น สามารถหยุดการทรุดตัวของพระที่นั่ง ทำให้การก่อสร้างดำเนินต่อไปได้ แต่ในระยะยาว แนวทางนี้ ได้ให้ ‘ทางเลือก’ กับสยาม ในการใช้ระบบคอนกรีตเสริมเหล็ก ไม่ใช่การท้าทายพระราชอำนาจ แต่เป็นส่วนหนึ่ง
ของพระราชอำนาจ เพราะกอลโลเป็นเจ้าพนักงานของกระทรวงโยธาธิการนั่นเอง

“ผมคิดว่าแนวทางที่กอลโลทำ มันสอดคล้องกับนโยบายที่ต้องการรวบรวมงานโยธาและการสร้างพระราชวังทั้งปวงให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงโยธาฯ คือ สามารถดึงอำนาจในการควบคุมการก่อสร้าง ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกดึงไปอยู่ในมือของเฮนเนบิก ให้กลับมาอยู่ภายใต้กระทรวงโยธาธิการอีกครั้ง”

โบกมืออำลาเฮนนาบิก ‘กอลโล’ เนื้อหอม
นโยบายยุค ร.5 ผสมความทันสมัย ผสานคุณค่าแบบไทย

ครั้นเวลาล่วงมาหลังการก่อสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคมแล้วเสร็จ อิทธิพลของเฮนเนบิก ลดลงอย่าง ‘ฮวบฮาบ’ กล่าวคือ ระหว่างการก่อสร้างพระที่นั่งฯ ยังมีการใช้ระบบเฮนเนบิกในการสร้างสะพานข้ามคลองในกรุงเทพฯ เช่น สะพานหัวช้าง และสะพานมหานาค เป็นต้น แต่หลังจากการสร้างพระที่นั่งฯเสร็จสิ้น ไม่มีการใช้คอนกรีตเสริมเหล็กแบบเฮนนาบิกอีกแล้ว

“อันนี้ทำให้สยามแตกต่างไปจากอินโดจีนและฝรั่งเศส คือ ถ้าไปดูในลาว กัมพูชา เวียดยาม คุณจะพบว่ามีการใช้ระบบเฮนนาบิกอย่างต่อเนื่อง แต่สยาม พอสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคมเสร็จ ก็โบกมือบ๊ายบาย ซึ่งก็ไม่เป็นที่ประหลาดใจ”

หลังจากอิทธิพลแบบเฮนเนบิกสิ้นสุดลง สถานะของกอลโลก็สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาได้รับความชื่นชมอย่างมาก เป็นคนเนื้อหอมขึ้นมาทันที มีบทบาทในการสร้างอาคารสำคัญๆ ในเวลาต่อมาอีกเยอะแยะมากมาย โดยไม่ใช่แค่วิศวกร แต่กลายมาเป็นผู้รับเหมาเอง ไม่ต้องใช้เฮนเนบิกอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพระราชวังพญาไท บ้านนรสิงห์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ราชตฤณมัย เป็นต้น

นอกจากนั้น ยังมีบทบาทในการจัดตั้งโรงปูนซีเมนต์ที่บางซื่อ ซึ่งทำให้สยามสามารถผลิตซีเมนต์ใช้ในประเทศได้ใน ค.ศ.1919 ตรงกับสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

“ฉะนั้น ผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้กอลโลได้รับสถานะที่สูงขึ้น และได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลสยามเป็นอย่างมาก ก็เพราะความเชี่ยวชาญในการใช้คอนกรีตซึ่งเสริมพระราชอำนาจ แทนที่จะท้าทายพระราชอำนาจ” ผศ.ดร.พินัยวิเคราะห์เหตุปัจจัยอย่างลุ่มลึก

แม้กระทั่งเกษียณแล้ว รัชกาลที่ 6 ก็ทรงต่ออายุราชการให้กอลโลอีกถึง 5 ปี อีกทั้งพระราชทานบรรดาศักดิ์ในแบบที่คนอื่นไม่เคยได้

“อัลเลกรี หรือ ตามัญโญ (Mario Tamagno สถาปนิกชาวอิตาลี) ก็ไม่เคยได้ยศถาบรรดาศักดิ์แบบที่กอลโลได้เป็นถึงพระยาศิลปศาสตร์โสภิต คือ ถ้าเป็นคนไทยคุณเป็นเสนาบดีได้เลย” ผศ.ดร.พินัยกล่าว ก่อนทิ้งท้ายว่า ข้อเสนอนี้สอดคล้องกับที่นักวิชาการคนอื่นๆ ที่เคยเสนอไว้ก่อนหน้าไม่ว่าจะเป็น เดวิด เค วัยอาจ และ รศ.ดร.กุลลดา เกษบุญชู มี้ด ซึ่งบอกว่า

พระบรมราโชบายของรัชกาลที่ 5 คือ การผสมผสานความทันสมัยเข้ากับคุณค่าแบบไทย