หน้าแรก ประชาชื่น สีสัน ‘เทียนจ...

สีสัน ‘เทียนจิน’ เมืองตะวันออกพบตะวันตก มหานครเศรษฐกิจของจีนเหนือ

24.10.25 | 13:31 น.

สีสัน ‘เทียนจิน’
เมืองตะวันออกพบตะวันตก
มหานครเศรษฐกิจของจีนเหนือ

หากกรุงปักกิ่งคือหัวใจแห่งอำนาจของจีน “เทียนจิน” หรือ “เทียนสิน” ก็คือปอดที่เป็นลมหายใจเศรษฐกิจหล่อเลี้ยงภาคเหนือของประเทศ เมืองท่าริมแม่น้ำไห่เหอแห่งนี้ ผ่านรอยเวลาและการเปลี่ยนแปลงมหาศาล จากเมืองท่าหลวงที่ใช้ขนส่งสินค้าไปยังกรุงปักกิ่งของราชวงศ์ชิง สู่มหานครอุตสาหกรรม และวันนี้กำลังก้าวสู่เมืองนวัตกรรมทันสมัยที่โลกจับตา

“เทียนจิน” เป็นหนึ่งในสี่มหานครปกครองโดยตรงของจีนในปัจจุบัน เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 รองจากเซี่ยงไฮ้และปักกิ่ง ตั้งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศ ห่างจากกรุงปักกิ่ง 120 กิโลเมตรทางตะวันตกเฉียงเหนือ และติดกับทะเลปั๋วไห่ทางตะวันออก เป็นเมืองท่าสำคัญและศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่มีเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว ในด้านการท่องเที่ยว เทียนจินยังมีชื่อเสียงจากการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปและจีน อีกทั้งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง หนึ่งในนั้นคือ สถาบันจูลเลียร์ดเทียนจิน (TIANJIN JUILLIARD SCHOOL) สถาบันศิลปะการแสดงแห่งแรกในจีนที่มอบปริญญาเอกสาขาดนตรีที่สหรัฐอเมริการับรอง

อาคารสไตล์ยุโรปในเขตเมืองเก่า

เมืองนี้เกิดขึ้นในสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อ แห่งราชวงศ์หมิง ก่อนจะกลายเป็นศูนย์กลางขนส่งข้าวและสินค้าธัญพืชขึ้นไปยังกรุงปักกิ่งในสมัยราชวงศ์ชิง ด้วยทำเลที่อยู่ติดชายฝั่งทะเลปั๋วไห่และเชื่อมต่อกับแม่น้ำไห่เหอ เทียนจินจึงเป็น “ประตูการค้าสำคัญ” ของจีนทางตอนเหนือมาแต่โบราณ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่คนมักเรียกชื่อเมืองเทียนจินว่า “เทียนสิน” นั่นเป็นเพราะการสะกดคำของตัวอักษร ในอดีตเคยมีการสะกดเป็น “Tientsin” ตามระบบไปรษณีย์จีน แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนมาใช้การสะกดแบบพินอินว่า “Tianjin” ชื่อเทียนจินจึงใช้กันแพร่หลายในระดับสากล แปลตรงตัวว่า “ท่าเรือแห่งสวรรค์”

เหตุการณ์ที่เปลี่ยนชะตาเมืองนี้จริงๆ คือหลัง “สนธิสัญญานานกิง” และ “สงครามฝิ่น” เทียนจินกลายเป็น “เขตเช่าต่างชาติ” ต้องเปิดเมืองให้ชาติตะวันตกเข้ามาค้าขาย มีทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี รัสเซีย รวมทั้งญี่ปุ่น ขณะที่เมืองอื่นๆ ที่มีชะตาเดียวกัน ได้แก่ กว่างโจว, เซียะเหมิน, ฝูโจว, หนิงโป และเซี่ยงไฮ้ รวมถึงเกาะฮ่องกง ต่างชาติต่างตั้งถิ่นฐานของตนในเมืองเทียนจินจนเกิดเป็นภาพ “ตะวันออกปนตะวันตก” ที่ยังเห็นได้จนทุกวันนี้ ยกตัวอย่างย่าน “ถนนห้าสาย” หรือ Wudadao จะเห็นบ้านสไตล์ยุโรป ตั้งแต่แบบ
วิกตอเรียนจนถึงนีโอคลาสสิก เนื่องจากย่านนี้เคยเป็นที่พักของนักการทูตและชนชั้นสูงในยุคอาณานิคม มีโบสถ์เซนต์โจเซฟ สร้างโดยมิชชันนารีชาวฝรั่งเศส และมี “บ้านกระเบื้อง” (Porcelain House) คฤหาสน์ฝรั่งเศสเก่าที่ถูกแปลงโฉมเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ตกแต่งด้วยเศษเครื่องกระเบื้องจีนโบราณกว่า 700 ล้านชิ้น

Advertisement
หอสมุดปินไห่ ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในห้องสมุดที่สวยที่สุดในโลก ดีไซน์ล้ำสมัยและแปลกตา

อย่างไรก็ตาม เทียนจินไม่เคยทอดทิ้งอดีต บนถนนสายวัฒนธรรมโบราณที่เรียกว่า “กู่เหวินฮวาเจีย” เป็นถนนคนเดินที่ยังคงสถาปัตยกรรมแบบจีนโบราณตามแบบฉบับราชวงศ์ชิง ที่นี่ถูกรัฐบาลจีนยกให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับชาติ 5A ที่ผสมผสานวัฒนธรรม ศิลปะ การค้า และอาหารเข้าไว้ด้วยกัน มีร้านค้าขายของที่ระลึกและหัตถกรรมพื้นเมือง อาหารท้องถิ่น และขนมขึ้นชื่อมากมาย รวมถึงเป็นที่ตั้งของ “วัดเจ้าแม่ทับทิม” เรียกอย่างจีนว่า “ศาลเจ้าแม่มาจู่” ซึ่งเป็นเทพคุ้มครองผู้เดินทางทางทะเล ศาลเจ้าแห่งนี้จึงเชื่อมโยงอย่างมากกับการเดินเรือและการค้าขายของเทียนจินในอดีต ทั้งยังเป็นที่พึ่งทางใจ เชื่อกันว่าจะนำความสงบสุข ความเจริญรุ่งเรือง และความปลอดภัยมาให้

หลังการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949 เทียนจินได้รับการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมหนักของประเทศ โรงงานเหล็ก เครื่องจักรกล และเคมีภัณฑ์เกิดขึ้นทั่วเมือง ด้วยทำเลใกล้ปักกิ่ง ท่าเรือเทียนจินจึงกลายเป็นหนึ่งในท่าเรือใหญ่ที่สุดของเอเชีย เป็นประตูสู่โลกภายนอกของจีนทางตอนเหนือ ต่อมาในศตวรรษที่ 21 เทียนจินได้พลิกโฉมอีกครั้งภายใต้นโยบาย “เขตพัฒนาใหม่ปินไห่” (Binhai New Area) สร้างเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษพัฒนาอุตสาหกรรมไฮเทค เน้นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศรุ่นใหม่ เทคโนโลยีชีวการแพทย์ และพลังงานใหม่ ที่ดึงดูดการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ มีบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ไปตั้งศูนย์อยู่ เช่น เทียนจิน เทดา, แอร์บัส, เลอโนโว, บริษัทเทียนจิน เต๋อต้า เอฟซี,
โนโวนอร์ดิสก์ ฯลฯ รวมถึงอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด และโลจิสติกส์ ถือเป็นศูนย์กลางการค้าและเทคโนโลยีที่สำคัญทางภาคเหนือของจีน

อาคารรูปทรงล้ำสมัยในเขตปินไห่ เขตพัฒนาใหม่ศูนย์กลางนวัตกรรมสำหรับเทคโนโลยีชั้นสูงของเทียนจิน

ปัจจุบันมีสถาปัตยกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมายในเขตปินไห่ อาทิ หอสมุดปินไห่ ที่ออกแบบภายในให้เหมือน “คลื่นหนังสือ” โอบล้อมลูกตาแห่งความรู้ตรงกลาง กลายเป็นหนึ่งในหอสมุดที่สวยที่สุดในโลก ขณะเดียวกันเมืองเก่ายังได้รับการบูรณะให้กลายเป็นย่านศิลปะ เช่น ถนนอิตาเลียน ที่รวมร้านอาหาร คาเฟ่ และแกลเลอรี่ ต้อนรับนักท่องเที่ยว และถนนวัฒนธรรมโบราณ ที่รวบรวมศิลปหัตถกรรมพื้นเมือง ร้านเครื่องลายคราม และขนมเก่าแก่ของเทียนจิน

ความเป็นเมืองท่าหลายวัฒนธรรมทำให้เทียนจินมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คนที่นี่พูดสำเนียงเทียนจินที่มีจังหวะเร็ว สนุกสนานมากกว่าคนปักกิ่ง จนกลายเป็นเมืองต้นกำเนิดของ “ศิลปะพูดตลกแบบจีน” หรือ
“เซียงเซิง” การพูดตลกแบบนี้กล่าวกันว่าพัฒนามาจากการเล่าเรื่องตลก ล้อเลียนริมถนนในยุคแรกๆ กระทั่งในช่วงต้นของสาธารณรัฐจีน ได้พัฒนารูปแบบเข้าไปอยู่ในร้านน้ำชาและโรงละคร ปัจจุบันเซียงเซิงได้แพร่หลายและจัดแสดงผ่านทางวิทยุและโทรทัศน์ด้วย

ในด้านอาหาร เทียนจินมีชื่อเสียงไม่แพ้เมืองใหญ่ใดในจีน อาหารขึ้นชื่อคือ “ซาลาเปาโก่วปู้หลี่” แปลเป็นไทยว่า “ซาลาเปาหมาไม่แล”

ซาลาเปาหมาไม่แล ของกินขึ้นชื่อของเมือง

เป็นของขึ้นชื่อของเมืองเทียนจิน ชื่อนี้มาจากชื่อเล่นของเจ้าของร้านคนแรกที่ชื่อ เกา กุ้ยโหย่ว ชื่อเล่นคือ “โก่วจื่อ” หรือ “ลูกหมา” เขาเป็นคนทำซาลาเปาอร่อยมากจนมีลูกค้าเยอะ จึงยุ่งกับการขายจนไม่มีเวลาพูดคุยกับใคร ลูกค้าจึงแซวว่า “โก่วจื่อขายซาลาเปา ไม่สนใจลูกค้าเลย” จนชื่อนี้กลายเป็นชื่อร้านที่ติดปากและใช้เป็นชื่อแบรนด์ ใครไปเยือนเทียนจินต้องหาทางไปกิน ยังมี “ขนมทอดเอ๋อร์ตัวเหยี่ยน” หรือขนมรูหู มีประวัติมาจากของกินเล่นในท้องถิ่น ทำจากแป้งสาลีห่อไส้ถั่วแดงแล้วนำไปทอดจนกรอบนอกนุ่มใน, ปลาคาร์ปซือเหิง นอกจากเป็นปลาสวยงามแล้ว ปลาคาร์ปยังสามารถนำไปทำเป็นอาหารเมนูต่างๆ ได้อีก เช่นที่ญี่ปุ่นจะทำเป็นซาชิมิ ส่วนที่เทียนจินจะทอดแล้วราดด้วยซอสเปรี้ยวหวาน มีความเชื่อว่าปลาคาร์ปช่วยเสริมดวงด้านการเงินและธุรกิจ

จากเมืองท่าในอดีตที่เคยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของตะวันตก มาสู่มหานครอุตสาหกรรม และกำลังเปลี่ยนผ่านเป็น “เมืองแห่งนวัตกรรมและวัฒนธรรมร่วมสมัย” ในอนาคต เทียนจินจึงไม่เพียงเก็บรักษาร่องรอยของอดีตไว้ แต่ยังบันทึกเรื่องราวบทใหม่ของจีนในยุคปัจจุบัน ผ่านแม่น้ำไห่เหอ ท่าเรือเทียนจิน คลังสินค้า และอาคารอัจฉริยะทั้งหลายที่กำลังเติบโตสองริมฝั่งทะเลปั๋วไห่ เมืองเทียนจินจึงยืนอยู่บน “ความทรงจำในอดีต” และ “แสงแห่งอนาคต” ได้อย่างงดงามที่สุด

 

9 เสน่ห์ของเทียนจินที่ห้ามพลาด!

1.ย่านห้าถนน-พื้นที่ประวัติศาสตร์ที่เคยเป็นเขตเช่าของชาติตะวันตก เต็มไปด้วยบ้านสไตล์ยุโรป ตั้งแต่อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี
เดินเล่นแล้วเหมือนหลุดไปอยู่ยุโรปกลางเมืองจีน สวยสุดช่วงฤดูใบไม้ร่วง เพราะต้นไม้เปลี่ยนสี นิยมใช้ถ่ายหนังและซีรีส์ย้อนยุค

2.เทียนจินอาย-ชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนสะพานหย่งเล่อ เหนือแม่น้ำไห่เหอ สัญลักษณ์ของเมืองเทียนจิน สูงประมาณ 120 เมตร มองเห็นวิวเมืองโดยรอบ สวยที่สุดตอนกลางคืนเมื่อแสงไฟสะท้อนน้ำ

3.ถนนวัฒนธรรมโบราณ-ถนนสายเก่าที่รวบรวมบ้านเรือนสไตล์ราชวงศ์ชิง ร้านขายของ
พื้นเมือง งานหัตถกรรม และของกินโบราณ
จุดเด่นอยู่ที่ “ศาลเจ้าแม่ทับทิม” หรือ “วัดเทียนโหวกง” สายมูต้องไป ในนี้ยังมีร้านค้ามากมายขายของฝาก เช่น ของเล่นไม้เป่า เครื่องเขียนพู่กันจีน เป็นต้น

4.โบสถ์เซนต์โจเซฟ-โบสถ์คาทอลิกสไตล์โรมันที่ใหญ่ที่สุดในเมือง สร้างโดยมิชชันนารีฝรั่งเศสในปี 1916 ภายนอกเป็นอิฐสีแดง มีโดมใหญ่สง่างามมาก

5.บ้านกระเบื้อง-สถานที่สำคัญมากของเมืองนี้ บ้านหลังนี้เดิมเป็นคฤหาสน์เก่าที่สร้างขึ้นในยุคอาณานิคมฝรั่งเศส ต่อมา เฉิน เหม่ยเซิน นักสะสมศิลปะชาวจีน ได้ซื้ออาคารนี้แล้วบูรณะใหม่ตกแต่งทั่วทั้งหลังด้วยเศษเครื่องกระเบื้องจีนโบราณกว่า 700 ล้านชิ้น ผนังทั้งภายในและภายนอกประดับด้วย จาน ชาม แจกัน และกระเบื้องเคลือบจากราชวงศ์ถัง หมิง ชิง มีการนำมังกรเซรามิกยาวกว่า 700 เมตร พันรอบอาคาร ภายในจัดแสดงของสะสมโบราณ เช่น แจกันหยก เครื่องถ้วยจีน เครื่องเงิน จนได้ชื่อว่า “บ้านที่ประดับด้วยประวัติศาสตร์กว่า 5,000 ปีของอารยธรรมจีน” นับเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กที่โด่งดังที่สุดของเมืองเทียนจิน

6.ถนนอิตาเลียน-ย่านที่เคยเป็นเขตเช่าของอิตาลีในสมัยก่อน ปัจจุบันกลายเป็นย่านคาเฟ่ ร้านอาหาร และร้านศิลปะ ตอนกลางคืนเปิดไฟสวยงาม เหมาะนั่งจิบกาแฟหรือไวน์ชมวิว

7.หอสมุดปินไห่ หรือหอสมุดเทียนจินปินไห่-เป็นหอสมุดสาธารณะขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่สำหรับอ่านหนังสือและศึกษา ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในห้องสมุดที่สวยที่สุดในโลก ด้วยดีไซน์ที่ล้ำสมัยและสถาปัตยกรรมที่แปลกตาเหมือนหลุดเข้าไปในโลกอนาคต ภายในตกแต่งอย่างมีเอกลักษณ์ โดดเด่นด้วยโดมทรงกลมขนาดใหญ่ตรงกลางที่เปรียบเสมือน “ดวงตา” ของห้องสมุด และมีชั้นหนังสือโค้งไปมาสูงจรดเพดาน แม้ว่าหนังสือที่เห็นบนชั้นวางส่วนใหญ่เป็นเพียงภาพพิมพ์เพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ก็ยังมีหนังสือจริงให้เลือกอ่านในห้องอ่านหนังสือได้ บรรยากาศเงียบสงบ คนนิยมไปถ่ายรูป แต่มีข้อจำกัดว่าห้ามนำกล้องถ่ายรูปเข้าไปในอาคาร ใช้ได้แค่กล้องจากโทรศัพท์มือถือเท่านั้น

8.บ้านจักรพรรดิองค์สุดท้าย-รู้จักกันในชื่อ “จิ้งหยวน” เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานและสถาปัตยกรรมที่ต้องอนุรักษ์พิเศษของเทียนจิน ภายในจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติชีวิตของจักพรรดิปูยี หรือจักรพรรดิเสวียนถ่ง จักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์ชิงก่อนล่มสลาย ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเทียนจิน หลังจากจักรพรรดิปูยี ฮองเฮาหวั่นหรง และพระสนมเหวินซิ่ว ถูกเนรเทศออกจากพระราชวังต้องห้ามในกรุงปักกิ่งก็ได้มาพำนักที่บ้านหลังนี้ ซึ่งเป็นเขตเช่าของญี่ปุ่นในเทียนจิน

9.ย่านริมแม่น้ำไห่เหอ-เป็นจุดชมวิวของเมืองสองฝั่งแม่น้ำไห่เหอ และมีบริการล่องเรือชมวิวกลางเมือง ชมตึกยุโรปโบราณกับตึกระฟ้าทันสมัย
โดยเฉพาะตอนกลางคืนบรรยากาศสวยงามและน่าประทับใจ แสงไฟระยิบระยับจากตึกและอาคารสไตล์ยุโรปที่ทันสมัยสะท้อนในน้ำ อีกฝั่งเป็นหอนาฬิกาโลก ผู้คนนิยมออกมาเดินเล่นชมวิวและถ่ายรูป สามารถสัมผัสวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นที่ทำกิจกรรมต่างๆ อาทิ วัยรุ่นมาร้องเพลงเล่นดนตรีริมแม่น้ำ หรือเลือกซื้ออาหารว่าง เครื่องดื่ม มานั่งกินริมน้ำมองวิวเพลินๆ เป็นสีสันของเมืองที่สวยงาม