หน้าแรก ประชาชื่น แท็งก์ความคิด...

แท็งก์ความคิด : ต้อนรับเทรนด์ AI

26.10.25 | 11:15 น.

แท็งก์ความคิด : ต้อนรับเทรนด์ AI

ได้เปิดโลกทัศน์สำหรับงานสัมมนาที่มติชนกับเอไอเอสร่วมจัด

Matichon-AIS Talks for Thailand 2025 AI for Equality เติมพลังเท่าเทียม

โชคดีที่วันนั้นมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านเอไอและด้านความเท่าเทียมมารวมอยู่ด้วยกัน

วิทยากรแต่ละคนสามารถทอล์กเพื่อประเทศไทย ได้ตามความตั้งใจ

Advertisement

ใครที่ได้ฟังตั้งแต่ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปจนถึงวงสัมมนาตอนท้าย คงจับประเด็นต่างๆ เป็นไอเดีย

คงทราบว่า AI เป็นเทรนด์ของโลก และประเทศไทยก็ต้องรับเอากระแส AI เข้ามาในที่สุด

ทั้งนี้ ดร.ศุภวุฒิได้ตั้งโจทย์ที่ดีสำหรับกระแส AI ของโลก

ดร.ศุภวุฒิยอมรับว่า AI จะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 3 ข้อ ได้แก่ 1.ช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน 2.ช่วยเพิ่มจีดีพี ทำให้หนี้สาธารณะของประเทศที่กำลังพัฒนาลดลง และ 3.ช่วยลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อนผ่านโซลาร์เซลล์ รถอีวี สมาร์ทกริด เป็นต้น

แต่ในขณะเดียวกัน ดร.ศุภวุฒิก็แสดงความกังวลว่า AI จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำขึ้นหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ดร.ศุภวุฒิมองว่า ขณะนี้เทคโนโลยีมีต้นน้ำอย่างแร่หายาก และปลายน้ำคือ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

มองแล้วช่วงตรงกลางระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำ น่าจะเป็นโอกาสของไทยได้

ขณะที่เทรนด์ AI นั้นดูเหมือนว่าจะเป็นเทรนด์ที่มิอาจหลีกเลี่ยง

คุณกระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล ประธาน กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป หรือ KBTG ได้อัพเดตข้อมูลล่าสุดว่า ขณะนี้เราอยู่ในยุคของ Multiagent AI

ภายในปี 2028 ร้อยละ 80 ขององค์กรจะเริ่มใช้ AI agent หลายๆ ตัวคุยกัน เพื่อแก้โจทย์ธุรกิจ เพื่อเสิร์ฟลูกค้า

การใช้ AI ให้เกิด productivity นั่นคือโจทย์ของปีนี้ แต่ปีหน้าคือ ‘การล้อมรั้ว’ (Deploying AI Guardrails) ไม่ให้ AI ไปทำเรื่องไม่ดี

ต่อไป AI จะทำงานแทนเราได้ เช่น จองตั๋วเที่ยวบิน, โรงแรม

องค์กรต่างๆ ในประเทศไทยจะต้อง 1.นำ AI เข้าไป Integration กับคนและระบบดั้งเดิม

และ 2.Scaling and Measuring Outcomes

วันนั้นคุณกระทิงฉายภาพรายละเอียดให้ฟังอย่างเข้าใจ

ฟังแล้วต้องยอมรับว่า AI มาแน่ และเราจะต้องอยู่กับ AI

ฟังคุณกระทิงแล้วต้องหวนนึกถึงมุมมองของ น.ส.กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส ที่ขึ้นเวทีนี้พร้อมกับให้สัมภาษณ์พิเศษ

คุณกานติมายอมรับว่า กระแส AI สร้างความกังวลให้แก่สังคม ความกังวลดังกล่าวทำให้แบ่งคนออกเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มแรก สามารถขี่ AI หรือใช้ AI เป็นเครื่องมือเพิ่มศักยภาพ

อีกกลุ่มหนึ่ง ปฏิเสธการใช้ AI ซึ่งกลุ่มนี้ยังแยกออกเป็นกลุ่มย่อย 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่ไปต่อได้ และกลุ่มที่ปิดรับและถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ข้อแนะนำของคุณกานติมาคือ ขี่กระแส AI พร้อมทั้งชักชวนภาคเอกชนให้ช่วยรัฐ

และไปช่วยสังคม

เอไอเอสได้ทำ “ภารกิจคิดเผื่อ” ใช้ AI พัฒนาองค์กรและช่วยเหลือสังคม เบื้องต้นพุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้พิการ ผู้สูงอายุ

มีโครงการ JUMP THAILAND Hackathon ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

การพัฒนาเครื่องช่วยแทนสายตาสำหรับผู้พิการทางสายตา จัดทำห้องสมุดดิจิทัลและระบบเรียนรู้ให้โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล

สำหรับความเท่าเทียม คุณกานติมามีความฝัน อยากเห็นบริษัทใหญ่ๆ ร่วมทำโครงการ “1 บริษัท 1 กระทรวง”

ใช้ภาคเอกชนไปช่วยภาครัฐ และช่วยลดความเหลื่อมล้ำ

ใช้ AI เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสิ่งต่างๆ ให้เท่าเทียมกัน

ตอนท้ายของงานสัมมนา มีวงเสวนาเรื่อง “AI ตัวช่วย หรือตัวฉุด ความเท่าเทียม”

มี ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) รศ.นพ.เชิดชัย นพมณีจำรัสเลิศ รองอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศและดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน มหาวิทยาลัยมหิดล ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ที่ปรึกษาสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และ ผศ.ดร.ราชศักดิ์ สมยานนทนากุล กรรมการและเลขานุการ สมาคมปัญญาประดิษฐ์แห่งประเทศไทย ร่วมเวที

เท่าที่สดับฟังทราบว่า ทุกคนมองเห็นทั้งประโยชน์และโทษของ AI และมีความหวังว่าประเทศไทยจะใช้ AI มาเป็นประโยชน์

มาช่วยเหลือสังคม และทำให้คนไทยมีโอกาสอย่างเท่าเทียม

แต่ทั้งนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้อง “ออกแบบ” การใช้ AI เพื่อสังคม

คำถามก็คือ ใครจะเป็นเจ้าภาพเรื่องนี้

นฤตย์ เสกธีระ