หน้าแรก ประชาชื่น แต่ก่อนเคยตึง...

แต่ก่อนเคยตึง ปัจจุบันฟิตเฟิร์ม ‘ท็อป ทศพล’ กับการทรานส์ฟอร์มร่าง อยากบอกคนทำงาน ก่อนออฟฟิศซินโดรมจะถามหา…

26.10.25 | 11:39 น.

แต่ก่อนเคยตึง ปัจจุบันฟิตเฟิร์ม
‘ท็อป ทศพล’ กับการทรานส์ฟอร์มร่าง
อยากบอกคนทำงาน ก่อนออฟฟิศซินโดรมจะถามหา…

กลายเป็นหยุดไม่อยู่

กระแสจับคู่ ‘โคตรจะเข้ากัน’ ที่ทำเอาหลายคนหุบยิ้มไม่ไหว

สำหรับ หนุ่มท็อป และพี่ลูกก้อย สองนักแสดงมากความสามารถ หลังรายการ ‘ปล่อยกูไป’ ทริปภูสอยดาว เดินป่าปีนเขากับก๊วนเพื่อน ออนแอร์ไปไม่นาน ภาพโมเมนต์ถูกแชร์ว่อนโซเชียล

ไม่เพียงความสัมพันธ์ที่น่าจับตามอง ยังปลุกเทรนด์เดินป่า อีกทั้งพิสูจน์ให้เห็นว่า หนุ่มท็อปพร้อมเป็นผู้ซัพพอร์ตในทุกสถานการณ์ ทั้งด้วยหุ่นที่ฟิตปั๋ง ความรักครอบครัว การเทกแคร์เพื่อนร่วมทริป เอยใด

Advertisement

แม้ล่าสุดจะออกมายอมรับว่า ถึงชงหนักแต่ไม่ขึ้น จึงต้องติดตามต่อไปว่าสถานะ จะอัพเลเวลจาก ‘เพื่อน’ เป็นคนรู้ใจได้หรือไม่?

เหนือสิ่งอื่นใด แน่นอนว่าเบื้องหลังความแข็งแกร่งที่ประจักษ์ต่อสายตาขนาดนี้ ต้องอาศัยความมุ่งมั่นอย่างเอาจริงเอาจัง

การตัดสินใจเปลี่ยนตัวเองอย่างกะทันหันเพราะต้องถ่ายหนัง นั่นคือจุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนชีวิตท็อปไปตลอดกาล

“ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยไปเดินป่า ผมไม่รู้ว่าการเดินป่าขึ้นเขา แบกเป้ 10 กิโลฯ มันจะไหวไหม แต่ผมโชคดีที่ ‘เฟย’ ชวนไปในตอนที่ผมร่างกายฟิตมากๆ ผมดูแลตัวเองมาดีมากตลอด 1 ปีที่พยายามมา

เฮ้ย! มันเดินไหว แล้วพอมันไหว เวลาไปเที่ยวเรามีความสุข (ยิ้ม) เพราะเราได้พาตัวเองโดยที่ไม่แบบ เฮ้อ เมื่อไหร่ถึงวะ?”

‘ท็อป’ ทศพล หมายสุข นักแสดงหนุ่มสุดฮอต มากฝีมือ โดดเด่นเป็นที่รู้จักจากบทหนุ่มแบดๆ ในภาพยนตร์เรื่อง 4Kings, วัยหนุ่ม และธี่หยด 2 และล่าสุดปรากฏตัวในหนังแอ๊กชั่นเรื่อง ‘เสือ’ (4 Tigers) ที่ได้รับเสียงตอบรับว่า โคตรจะมันส์ หลังเข้าโรงไปเมื่อ 23 ต.ค.ที่ผ่านมา

ท็อป แชร์ผลลัพธ์จากความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต ที่ต้องบอกว่าแต่ละบทใช้ร่างกายเยอะมาก

จากที่ออกกำลังกายประปราย ในวัย 36 เขาทุ่มเวลาไปกับการฟิตหุ่นอย่างจริงจัง ฝึกฝนวินัย ดูแลสุขภาพอย่างหนักหน่วง

จนทรานส์ฟอร์มร่างจากหนุ่มลุคชิลๆ สู่สายรักสุขภาพอย่างเต็มตัว ด้วยรูปร่างฟิตเฟิร์มกว่าที่เคย

ไม่นานมานี้ ณ SCBX NEXT STAGE สยามพารากอน หนุ่มท็อป นั่งแชร์ประสบการณ์เจาะลึกโปรแกรมการดูแลสุขภาพและการสร้างความฟิต ในเวที ‘GPO ออฟฟิศพิชิตโรค : องค์การเภสัชกรรมเคียงข้างสุขภาพคนทำงาน’

พิสูจน์เองแล้วว่า ‘สุขภาพที่ดี’ คือการเตรียมพร้อมสำหรับทุกบทบาท

อะไรคือแรงกระตุ้นที่ทำให้ท็อปตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตัวเองครั้งใหญ่? และวินัยในการออกกำลังกายที่สร้างขึ้นมานี้ ได้กลายเป็นการปฏิวัติรูทีนชีวิตของตัวเองอย่างได้ผล!

⦁ หันมาเริ่มออกกำลังกายตอนไหน?

มันเริ่มตั้งแต่ตอนถ่ายทำเรื่อง 4Kings2 ปกติจะเป็นคนที่ไม่ได้มีวินัยแบบออกกำลังกายเป็นประจำ ทำเป็นรูทีน จนมาเล่นเรื่อง 4Kings2 มันมีฉากที่เราจะต้องวิ่ง แล้วซีนนั้นถ่ายตั้งแต่ 5 โมงเย็นจนถึงตี 5 ผมวิ่งอยู่ 3-4 ชั่วโมงได้ จนเริ่มมีอาการเจ็บเข่า วิ่งสัก 4-5 กิโลฯ ไม่ได้แล้วจะเริ่มเจ็บเข่าข้างๆ ด้วยความที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายด้วย ตอนนั้นเลยคิดว่า เออ เราคงกล้ามเนื้ออักเสบแหละ สุดท้ายพอเริ่มออกกำลังกายจริงจัง ผมเลยหันมาสนใจปัญหานี้ว่าเราเป็นได้ยังไง? จนได้รู้ว่ากล้ามเนื้อที่จะซัพพอร์ต joint (ข้อต่อ) ส่วนต่างๆ มันมีไม่พอ

จุดที่ผมก้าวขาไปออกกำลังกายอย่างจริงจัง คือเริ่มจากการถ่าย ‘วัยหนุ่ม’ แล้วมันต้องเปลี่ยนร่างกาย อย่างที่บอกว่าผมไม่เคยออกกำลังกายเป็นวินัยตั้งแต่เด็กจนโต เราก็เตะบอล เล่นบาสกับเพื่อนบ้าง จนมันต้องมาเปลี่ยนร่างกายภายในเวลาสองเดือน ซึ่งมันเป็นอย่างเดียวไม่มีทางลัด การที่จะเปลี่ยนบอดี้ มันต้องอาศัยวินัยมากๆ แล้วด้วยระยะอันสั้น ออกกำลังกายอย่างเดียวไม่พอ ช่วงนั้นมันต้องคุมอาหาร ต้องคาร์ดิโอ (Cardio Exercise) ด้วย พอเข้าสู่โหมดนั้นแล้วมันติดมา

พอเรามีอาการบาดเจ็บจากการที่ออกกำลังอย่างหนัก (Overtraining) ก็ต้องเริ่มศึกษาแล้วว่า ทำไมเราถึงเจ็บส่วนนั้นส่วนนี้ ออกกำลังโอเวอร์โหลดท่านั้นปุ๊บแล้วเจ็บ ซึ่งเวลาเจ็บทีนึงต้องพักยาว มันก็เลยเริ่มศึกษามากขึ้นเรื่อยๆ อ๋อ โอเค ร่างกายแต่ละส่วนเราต้องออกกำลังยังไงบ้าง อาหารที่กินได้แล้วมีข้อดีกับร่างกาย เพื่อที่เราจะเอาอะไร ‘เข้าไป’ บ้าง

⦁ จากปกติไม่เคยสนใจอาหาร ใช้ชีวิตปกติ กินหมดทุกอย่าง จุดเปลี่ยนคือ วิ่งหลายรอบแล้วเจ็บเข่า ได้คำตอบบ้างไหมว่าต้องแก้ที่จุดไหน?

หลักๆ คือเราต้องเทรนพวกกล้ามเนื้อให้มาซัพพอร์ต อีกอย่างคือ ‘ความยืดหยุ่น’ ตอนนั้นพอไปเทสต์ผมได้แค่ 1 เต็ม 10 แม้กระทั่งยืน ผมก้มสุดได้แค่นิดเดียว แฮมสตริง (Hamstring) ด้านหลังคือตึงมากกก! แล้วมันตึงไปหมดทั้งสะโพก ด้านข้าง คราวนี้พอมันตึงก็เกิดเอฟเฟ็กต์ตามมาว่า กล้ามเนื้อยืดเหยียดได้ไม่สุด เวลาเราก้าวขาวิ่งออกไป มันกลายเป็นแรงไปลงหนักส่วนอื่น แทนที่จะยืดเหยียดได้สุด ด้วยความที่ไม่ถูกสรีระ พอมันมีส่วนนึงที่เกร็ง ส่วนนึงที่ยืดเหยียดไม่สุด มันเลยเสี่ยงที่จะไปออกแรงจุดอื่นซึ่งมันเป็นกล้ามเนื้อมัดเล็กกว่า เราก็เลยไปเจ็บจุดนั้น

⦁ พอเริ่มดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง ตอนนี้กิจวัตรเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง?

ตอนนี้คือเริ่มยืด (Stretching) ด้วย เราไม่ได้สักแต่ว่าตื่นแล้วไปวิ่ง ไปยิม เรื่องการ Stretching สำคัญมากๆ ก่อนจะออกแรง หรือออกกำลังกายอะไรก็ตาม ต้องยืดเหยียดก่อน ผมลองปรึกษาโค้ชก็พบว่าช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือ ก่อนนอน กับตื่นนอน ไม่จำเป็นว่าคุณต้องเป็นนักกีฬา หรือทำตอนจะไปวิ่งเท่านั้น แค่เราลุกไปทำงาน เราก็ควรจะยืดด้วยเหมือนกัน

⦁ เรียกได้ว่าส่วนใหญ่ เราใช้ร่างกาย แต่ไม่ค่อยได้ผ่อนคลายมัน?

ใช่เลย เพื่อให้กล้ามเนื้อได้คลายบ้าง เพราะพอไม่ยืดนานๆ บางทีมีจุดที่เป็น ‘ผังผืด’ แล้วปวดเมื่อยได้ เพราะกล้ามเนื้อดึงรั้ง ถ้าให้พูดถึงท่ายืดเหยียดร่างกายว่าผมทำท่าไหนบ้าง โห! มีเยอะมากๆ แต่ผมไม่ใช่เอ็กซ์เปิร์ตที่ไปเรียนจบวิทยาศาสตร์การกีฬามา แต่ผมจะดูว่า ‘เรามีปัญหาตรงไหนบ้าง’ เช่นหลักๆ ผมมีปัญหาแฮมสตริง ดังนั้นผมจะต้องยืดส่วนนี้ก่อนวิ่ง ตอนแรกตึงมากกกก ทำไม่ได้เลย ของพวกนี้มันจะค่อยๆ ทำให้มากขึ้นเอง เหมือนยืนแตะปลายเท้า แต่ก่อนผมทำไม่ถึงนะ บางคนเอามือไปวางไว้ปลายเท้าได้เลย มันจะช่วยลดการบาดเจ็บได้ด้วย

เวลาตื่นนอนมาบนเตียง เรายังไม่ต้องลุกไปไหน แค่ลืมตาตื่นสะบัดผ้าห่มออก แล้วก็ยืดเถอะ เคยเห็นไหมที่เขาเรียกว่า ‘ยืดสลักเพชร’ นอนหงายมือแบะออกแล้วเอาขาพาดเข่าไปอีกฝั่งหนึ่ง ทำ 2 ข้าง ค้างไว้ข้างละ 30 วินาที ผมว่าแค่นี้ก็โอเคแล้ว พยายามดึงไว้ ยกขาขื้นเอามือแตะปลายนิ้ว แรกๆ มันจะทำได้น้อย ไม่ต้องตกใจ เพราะเราไม่เคยทำ แต่พอทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ แบบนี้ทุกวัน เช้า-เย็นก่อนนอน มันไม่ไปเบียดเวลาการใช้ชีวิตส่วนอื่นด้วย

⦁ มองย้อนกลับไปวันที่เราตัวแข็ง ตัวตึงมากๆ เทียบกับตอนนี้ ความรู้สึกมันต่างกันอย่างไรบ้าง?

ต่างมาก! เพราะว่าหลังจากยืดแล้วผมไปวิ่ง มันไม่เจ็บเข่า ไม่เจ็บเส้นข้างๆ แล้ว คือมันหายไปเลย ซึ่งยังมีเทคนิคด้วยนะ เวลาที่ก้าววิ่ง ถ้ายิ่งก้าวยาวใช้แรงเยอะ จะยิ่งลงน้ำหนักแรงกระแทกกลับมาที่หัวเข่าได้มากกว่า การก้าวสั้นแล้วให้มันถี่ขึ้น ก็จะช่วยลดแรงที่เราใช้และลดอาการบาดเจ็บเข่าได้ด้วย เห็นได้ชัดว่ามันคนละเรื่องเลย ทำให้การขยับมันโฟลว์มากขึ้น

⦁ เรื่องโภชนาการก็ไม่ได้ปล่อยเช่นกัน ได้ข่าวว่าอะไรที่ผัดๆ เป็นน้ำมัน ถ้าเลี่ยงได้คือเลี่ยง?

คือช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมาเราเข้มงวด (Strict) มาก ทั้งปีเรียกได้ว่าผมไม่กินน้ำตาล-น้ำมันเลย พอตัดน้ำมัน-น้ำตาลที่เติมปรุงลงไป พวกน้ำมันพืช Seed oil ทั้งหมดเลย ไม่เอา ไขมันที่ได้คือจากไข่แดง จากเนื้อสัตว์ อะโวคาโดเท่านั้น ผมไม่หลุดเลย กินอาหารข้างนอกบ้านน่าจะสักประมาณ 5 มื้อได้ตลอดทั้งปี มีช่วงเอ็นจอยบ้างเวลาอยู่กับเพื่อน ไปเที่ยวกัน เข้าร้านอาหารแบบมีกุ้งเผา หมึกผัดไข่เค็ม เราก็กินบ้างนะ จอยๆ ไป ก็มีชีวิตที่ความสุขบ้าง แต่ในรูทีนปกติของผมก็คือจะตัด ‘น้ำมันกับน้ำตาล’ เป็นเรื่องปกติไปแล้ว

⦁ เป็นผลที่ตามมาจากการเริ่มปรับอะไรบางอย่าง แล้วร่างกายดีขึ้น หรือคุมโภชนาการควบคู่มาอยู่ด้วยแล้ว?

เรื่องคุมโภชนาการ ผมทำตอนแรก พร้อมๆ กับตอนที่เปลี่ยนร่างกายเพื่อถ่าย ‘วัยหนุ่ม’ เราเริ่มออกกำลังกายกับคุมอาหารไปพร้อมกัน ผมให้ทุกอย่าง 100 เปอร์เซ็นต์ ‘พักผ่อน กิน ออกกำลัง’ สามอย่างนี้ไม่มีมาแบ่งว่าอันนี้เบา อันนั้นบาลานซ์กันไป ผมให้ทุกอย่างเต็ม สุดหมด เพราะตอนนั้นมีเวลาแค่ 2 เดือน หลังจากนั้นพอเราเริ่มทำมันจนกลายเป็นวินัย มันเลยรู้สึกว่าเรา Maintain ต่อไปเรื่อยๆ ดีกว่า แล้วพอผมไปตรวจเลือด ‘ไตรกลีเซอไรด์’ (Trigleceride) หรือไขมันดีในร่างกาย คือเราเห็นผลแล้วยิ้มได้ แฮปปี้ เลยรู้สึกว่า เออ… ร่างกายเรามันก็เป็นไปตามสิ่งที่เรากินจริงๆ

ผมว่า ‘การกิน’ จริงๆ สำคัญมากกว่าการออกกำลังกายด้วยซ้ำ เราออกกำลังกายให้พอดี บาลานซ์กับไลฟ์สไตล์ แต่ว่าเรื่องกิน มันคือการเอาของเข้าตัว 2-3 ครั้งต่อวัน ร่างกายเราจะเป็นยังไง อยู่ที่ว่าเราเอาอะไรเข้าไปบ้าง

⦁ แล้วส่วนตัวร่างกายเปลี่ยนไปยังไงบ้าง หลังจากปรับการกินจริงจัง?

ที่แน่ๆ เลย ความรู้สึกที่ต่างจากสิ่งที่เคยผ่านมา คือตื่นมาทุกเช้าแล้วมันสดชื่น การใช้ชีวิต ทำอะไรทุกอย่าง มันมีเอ็นเนอร์จี้ มีพลังงานมากขึ้น แล้วก็ที่รู้สึกเป็นสิ่งแรกๆ คือ เราไม่เหนื่อยง่าย จากที่เราเคยทำ เคยออกไป หรือยกอันนี้แล้วเหนื่อย ไม่ไหว มันกลายเป็นว่าทุกอย่างเราทำได้โดยตัวเอง แล้วทำได้แบบมีประสิทธิภาพ มี Quality มากขึ้น

อย่างก่อนหน้านี้ผมไม่เคยไปเดินป่า ผมไม่รู้ว่าการเดินป่าขึ้นเขา แบกเป้ 10 กิโลฯ มันจะไหวไหม แต่ผมโชคดีที่ ‘เฟย’ ชวนไปในตอนที่ผมร่างกายฟิตมากๆ ผมดูแลตัวเองมาดีมากตลอด 1 ปีที่พยายามมา เฮ้ย! มันเดินไหว แล้วพอมันไหว เวลาไปเที่ยวเรามีความสุข (ยิ้ม) เพราะเราได้พาตัวเองโดยที่ไม่แบบ “เฮ้อ เมื่อไหร่ถึงวะ?”

มันเหมือนเรามาอย่างมีความสุข ได้เอ็นจอยกับสิ่งรอบข้าง แล้วสุขภาพก็แฮปปี้ เรายังทำนู่นทำนี่ ทำกิจกรรมกับเพื่อนได้อีก

⦁ พอเรามีร่างกายที่แข็งแรงแล้ว เราคิดอยากทำอะไรมันก็ไปได้เลยเพราะเรา ‘พร้อม’ ไม่ร่วงกลางทางแน่?

ใช่เลย คือสิ่งที่สำคัญสุดๆ ผมว่าสุภาษิตไทยใช้ได้เสมอ ‘การไม่มีโรค คือลาภอันประเสริฐ’ อันนี้คือของจริงมากๆ แล้วพออายุมากขึ้น ผมว่ารางวัลของชีวิตมันคือ ไม่ว่าจะอายุเยอะขึ้นเท่าไหร่ก็ตามเรายังสามารถทำชีวิตประจำวันได้ด้วยตัวเองในทุกๆ อย่างการลุกไปหยิบอันนั้น เดินไปทำอันนี้ ออกไปวิ่งสูดอากาศบริสุทธิ์ได้โดยที่เราไม่เจ็บป่วย ผมว่าอันนี้คือที่สุดแล้ว (ยิ้ม)

⦁ ต้องบอกว่าเป็นอะไรที่ยากมาก การเปลี่ยนจากคนที่ไม่เคยลุกขึ้นมาออกกำลังกาย มาเป็นคนที่คุมอาหารการกินอย่างจริงจังได้ทุกวัน มีคำแนะนำไหมว่าควรเริ่มต้นจากอะไร?

ผมเข้าใจเลย จะมีเพื่อนมาปรึกษาเยอะมาก เราก็บอกว่า ผมทำแบบนี้ๆ นะ ทุกคนก็จะบอกว่า “โห ตึงจัง แล้วจะใช้ชีวิตยังไง” ร้านอาหารตามสั่ง ยังไงผัดกะเพรามันต้องใช้น้ำมันอยู่แล้ว ไข่ดาว มันจะดาวได้ยังไงถ้าไม่มีน้ำมัน ใช่ไหมละ? คือจริงๆ แล้ว มันสามารถผัดด้วย ‘น้ำ’ ได้ จริงๆ ถ้าบางร้านเราก็จะบอกเขาว่า ‘พี่ครับกะเพรามันสุกด้วยน้ำได้’ ใช้ความร้อนกับน้ำ มันก็เหมือนต้มแหละ แต่พอผัดแล้วน้ำมันแห้งไป มันก็จะร่วน เหลือน้ำมันจากไขมันสัตว์ เราไม่ได้เพิ่มไขมันอื่นเข้าไป ผมมองจากแบบนี้ เปลี่ยนทีละอย่าง

จริงๆ แล้ว อาหารคลีนมันมีอยู่ทุกร้าน แค่เรามองเห็นไหมว่าเรากินอันนี้ได้ หรือเราไม่ควรกินอันนี้ เพราะไม่อย่างนั้นผมใช้ชีวิตไม่ได้แล้วทุกวันนี้ (ยิ้ม)

ยกตัวอย่าง ‘ชาบู’ แล้วกัน ผมก็กินนะ กินน้ำใส หรืออย่างบางวันที่จะต้องไปถอดเสื้อทำงาน (ต้องใช้หุ่น) ผมบอกเขา เติมน้ำเปล่า แล้วผมก็เอาเนื้อลงไปแกว่ง แล้วผมก็จิ้มกับพอนสึ กินกับข้าวสวยและไข่ไก่ แต่นี้มันคือ โคตรคลีน! อาหารคลีนมันอยู่ทุกที่เลย เราหาสิ่งนี้กินได้ แค่บางทีเราอาจจะมองไม่เห็นมัน

⦁ คนที่ทำงานออฟฟิศ บางทีอาจไม่มีเวลามากพอไปออกกำลังกาย ต้องรีบตื่นเช้าไปทำงาน ทำงานเสร็จก็ค่ำ ต้องรีบกลับ ถึงบ้านแล้วเหนื่อยแล้ว หนึ่งเลยคือ ‘ไม่มีเวลา’ ทำยังไงดีกับตารางชีวิตแบบนี้?

สิ่งแรกเลย ปรับมายด์เซตตัวเองใหม่ ทุกคนเล่นมือถือวันนึงกี่ชั่วโมง? ตราบใดที่คุณมีเวลา ตื่นมาตอนเช้าแล้วหยิบมือถือขึ้นมาดูอย่างแรก แปลว่าคุณมีเวลาออกกำลังกายเหมือนกัน เทรนเนอร์ผมใช้คำเดียวง่ายๆ “ท็อปเล่นมือถือวันละกี่ชั่วโมง พี่ขอชั่วโมงนึงได้ไหม ท็อปเอามือถือไปเล่นบนลู่วิ่ง” เราเถียงอะไรไม่ได้ เพราะว่าเราจับมือถือ ผมกล้าพูดได้เลยว่าบางคนเกิน 5 ชั่วโมงต่อวัน แต่คุณบอกว่าไม่มีเวลาออกกำลังกาย

จริงๆ มันมีแค่คุณแบ่งเวลา เจียดมันออกไป บางคนบอกว่า โห! ทำงานเหนื่อยแล้ว ผมเข้าใจ คนทำงานประจำเป็นรูทีนเหนื่อยจริงๆ ไหนจะต้องเดินทางสู้กับรถติดบนถนนอีก กว่าจะกลับถึงบ้านหมดพลังแล้ว เพราะนั่งอยู่หน้าคอมพ์ทั้งวัน คอ บ่า ไหล่ น็อกหมด มันไม่รู้จะยังไงแล้วผมเข้าใจ แต่ถ้าเราลองจัดตารางชีวิตใหม่ เราลองขยายมันออกดูว่าแต่ละเวลาของเราที่กลับมา เราทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาแล้วเปิดซีรีส์ดู เพราะนี่คือการผ่อนคลาย กินอะไรอร่อยๆ เราลองมาถ่างมันออกดูว่า ถ้าเราไม่ทำสิ่งเหล่านั้นแล้วเราเริ่มแค่ ‘กินดีมากขึ้น’

ผมเชื่อว่า ไอ้ที่บอกว่าตื่นเช้าไปทำงานก็หมดแรงแล้ว ถ้าเราเอาสิ่งที่ดีเข้าร่างกาย คุณจะเริ่มสังเกตความเปลี่ยนไปของร่างกายตัวเองได้ตั้งแต่ตอนนี้เลยว่า คุณจะนอนดีขึ้น หลับลึก หลับสนิทมากขึ้น คุณจะมีพลังในการใช้ชีวิตวันต่อไปมากขึ้น แล้วคุณจะมีเวลาที่จะแบ่งเอาพลังงานที่เหลือของคุณ ‘ไปออกกำลังกาย’ คุณเลือกได้เลยว่าคุณจะออกตอนเช้าก่อนไปทำงาน หรือคุณจะออกตอนหลังเลิกงานก็ได้ 20-30 นาทีก็มีผลนะ ไม่ใช่บอกว่า ผมไม่มีเวลาไปฟิตเนสเป็นชั่วโมงขนาดนั้นหรอก แค่คุณเดินลู่วิ่ง 15-30 นาที หรืออะไรก็แล้วแต่ ขอแค่ได้เริ่ม มีผลกับชีวิตตลอด

ตอนที่ผมเก็บชั่วโมงคาร์ดิโอ เทรนเนอร์ผมบอกเลยว่า “ท็อปครับ 20-30 นาทีก็มีผล เพราะผมต้องเดินวันละ 140 นาที” ถ้าผมรู้สึกว่าผมไม่มีเวลา 140 นาทีนั้นทั้งก้อน ผมก็จะแบ่งเช้า 80 นาที เย็น 80 เพราะมันบวกกันได้ 160 ผมหั่นวอร์มออกไป 10 นาที แต่ว่าถ้าคุณไม่มีเวลาเหล่านั้น แปลว่าคุณจะไม่ทำหรอ ไม่ได้! มี 20 ก็ทำ 20 มี 30 ก็ทำ 30 ขอแค่ต้องทำ

⦁ เรียกได้ว่าจัดการชีวิตตัวเองได้อย่างมีวินัย ไม่เละเทะ ไม่มีปาร์ตี้สังสรรค์อะไรกับเขาบ้างเหรอ?

แต่ผมก็ปาร์ตี้นะ เพราะผมรู้สึกว่าเพื่อนก็สำคัญ สังคมก็สำคัญ การออกไปเจอเพื่อนไปปาร์ตี้ผมก็ยังทำอยู่ ยังเป็นมนุษย์คนนึงที่ละทางโลกแล้วเข้าไปสู่โหมดเพื่อสุขภาพเลย ไม่ใช่ ผมยังกินพิซซ่าได้ กินไก่ทอดเหมือนกัน

แต่ว่าใน 1 ปี ทีพอเราไม่ได้ทำอะไรแบบนี้เลยแล้วได้กิน มันเหมือนรางวัลชีวิต เอ็นจอย เออ! ของกินมันก็ยังอร่อยอยู่เนอะ แต่แค่รู้ปริมาณที่เรากินเข้าไป จะเอามันออกยังไง แล้วคุณปรับจูน บาลานซ์ชีวิตของตัวเองได้

⦁ พอลองปรับจุดนึงกลายเป็นเรามองเปลี่ยนไป ว่าการวางแผนสุขภาพ จริงๆ มันเริ่มง่ายๆ เลย แค่รู้ว่าเราเอาอะไรเข้า-ออกกับร่างกายเท่าไหร่ต่อวัน?

จริงๆ ผมอยากให้ทุกคนเป็นแบบนั้น เพราะสุดท้ายแล้วมันไม่มีใครมาบังคับเราได้ว่าเรากำลังจะหยิบอะไรเข้าปาก ผมอยากให้ทุกคนลองดูของที่ตัวเองกำลังจะกินก่อน ลองคิดดูดีๆ ว่าในนั้นมันมีอะไรบ้าง หนึ่งอย่างที่ผมอยากให้ตัดออกเลย คือ Processed Food ซึ่งยากมาก เพราะอาหารพวกนี้มันง่าย อะไรที่มันอยู่ในถุงในซอง แต่อยากให้ลองดูว่ามันจะส่งผลยังไงกับคุณในระยะยาว ยิ่งตอนแก่ตัวไป

อย่างที่ผมบอกเลย การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ แต่ถ้าคุณไม่ดูแลมันตั้งแต่วันนี้ วันหน้าลำบากแน่นอน มันคือเรื่องจริง

⦁ ฝากผลงาน สิ่งที่แฟนๆ กำลังจะได้เห็นเร็วๆ นี้?

ก่อนจะฝากผลงานภาพยนตร์เรื่องเสือ (4 Tigers) ผมอยากฝากให้ทุกคนหันมารักตัวเองจริงๆ

เราเข้าใจว่าของอร่อย ของพวกนี้มันถูกวิจัยมาแล้วว่า Processed Food กับ Ultra Processed Food ว่าเมื่อคุณได้กินมันแล้วคุณจะอยากกินอีก แล้วคุณจะอร่อยมากเลย แต่อยากให้ใจแข็งกับตัวเองนิดนึง ลองเริ่มต้นจากดูในแต่ละมื้อ ว่าของที่เรากินบ่อยๆ แล้วมันเป็นโปรเซสสุดๆ แต่มันอร่อยมาก ถ้าเราไม่กิน แล้วไปหาอย่างอื่นแทนที่มันเป็น Real Food อย่างเช่น ถ้าหิวกินผลไม้ ถ้าหิวกินไข่ กินกล้วยอะไรอย่างนี้ ลองหาผลไม้ที่ตัวเองชอบติดตู้เย็นไว้ก็ได้

อยากให้คุณเริ่มมองอาหารที่คุณกำลังจะกิน ว่านั่นคืออนาคตสุขภาพของคุณ

อยากให้คิดทุกครั้ง ก่อนที่จะหยิบอะไรกินเข้าไป

อธิษฐาน จันทร์กลม