ความท้าทายบทใหม่
‘โกโก้’พืชเศรษฐกิจแห่งอนาคต
พลิกโฉมเกษตรกรไทย สู่ผู้นำเกษตรมูลค่าสูง
“โกโก้” เป็นพืชเศรษฐกิจของโลกที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง ด้วยคุณประโยชน์ที่หลากหลาย โกโก้จึงเป็นที่ต้องการในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่มและขนม ยารักษาโรค เครื่องสำอาง ฯลฯ สูงถึงปีละ 5 ล้านล้านตัน แต่ผลผลิตทั่วโลกกลับลดลงจากปัญหาภัยแล้ง โรคระบาด ทำให้ราคาโกโก้ในตลาดโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กระแสความนิยมโกโก้มากขึ้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรไทยหันมาปลูกโกโก้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงสนับสนุนและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกโกโก้เป็นพืชเศรษฐกิจแห่งอนาคต (Future Crop) เพราะโกโก้ปลูกดูแลง่าย เจริญเติบโตเร็ว ทนแล้งและให้ผลผลิตสูง สามารถปลูกได้ทั้งแบบเชิงเดี่ยวและแบบปลูกแซมในสวนผสมเพื่อเป็นรายได้เสริมให้กับเกษตรกรตลอดทั้งปี
ฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้วิเคราะห์ข้อมูลการปลูกโกโก้ในไทยว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรที่ปลูกโกโก้ทั้งสิ้นราว 1,300 ครัวเรือน เนื่องจากโกโก้เป็นพืชเขตร้อนแถบเส้นศูนย์สูตร ทำให้ประเทศไทยได้เปรียบด้านพื้นที่ สามารถปลูกโกโก้ได้ทุกภาคของประเทศ อย่างไรก็ตาม การปลูกโกโก้เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาดนั้น เกษตรกรจำเป็นต้องคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และอาจต้องลงทุนระบบน้ำเพิ่มเติมในภาคเหนือและอีสาน
โกโก้ไม่ได้เป็นเพียงพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ แต่ยังเป็นตัวอย่างของการทำเกษตรเชิงนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งตลาดและสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมการเกษตรมองว่าการยกระดับเกษตรกรให้เป็น “ผู้ประกอบการ” คือหัวใจของการขับเคลื่อน “เกษตรมูลค่าสูง” เพราะไม่ใช่แค่ผลิตให้ได้มาก แต่ต้องผลิตให้ตรงความต้องการของตลาด มีการบริหารต้นทุน รู้จักสร้างแบรนด์และต่อยอดคุณค่าในสินค้าเกษตร เพื่อให้เกษตรกรยืนได้อย่างมั่นคงในระบบเศรษฐกิจยุคใหม่
โกโก้ฟาร์มลำตะคอง อาณาจักรโกโก้ 300 ไร่
ผู้เปลี่ยน ‘โกโก้’ จากพืชทดลองสู่พืชมูลค่าสูง
อาจารย์ไพฑูรย์ กระโทกนอก ข้าราชการครูวัยเกษียน สร้างโกโก้ฟาร์มลำตะคอง ฟาร์มเกษตรผสมผสานขนาดใหญ่กว่า 300 ไร่ ติดกับเขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา ซึ่งปัจจุบันไร่แห่งนี้เป็นแหล่งผลิตโกโก้คุณภาพ และยังเป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบให้เกษตรกรรุ่นใหม่ได้เห็นว่า พืชชนิดนี้คือหนึ่งในพืชอนาคตของไทยอย่างแท้จริง
อาจารย์ไพฑูรย์ตัดสินใจปลูกโกโก้เพราะหลงเสน่ห์ของโกโก้ – พืชที่แปรรูปได้ไม่รู้จบ โกโก้ 1 เมล็ดสามารถเดินทางไปเป็นผงโกโก้ เนยโกโก้ ช็อกโกแลต นม ดาร์ก ไวท์ช็อกโกแลต หรือแม้กระทั่งส่วนผสมในเครื่องสำอางได้ นอกจากนี้ โกโก้ยังให้ผลผลิตตลอดทั้งปี ทำให้แรงงานในฟาร์มมีงานทำต่อเนื่อง จึงกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เลือกปลูกโกโก้ 15,000 ต้น ผสมผสานกับยางพารา มะพร้าว มะม่วง มะยงชิด บนเนื้อที่กว่า 300 ไร่
อาจารย์ไพฑูรย์ปลูกโกโก้ลูกผสมสายพันธุ์ชุมพร ที่เหมาะกับสภาพดินฟ้าอากาศไทย ลักษณะผลมีทั้งสีแดง น้ำตาล เขียว รวมถึงรูปร่างต่างๆ ทั้งทรงกลมและยาว เป็นความหลากหลายที่ช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้แปลงโกโก้ ระบบการปลูกให้ความสำคัญกับน้ำและการจัดการแปลง ทุกต้นต้องมีระบบน้ำหยด หรือหัวพ่น พร้อมการออกแบบแปลงเพื่อให้ดูแลได้ง่าย ลดต้นทุนแรงงาน การปลูกเว้นระยะ 4×4 เมตร เพื่อให้แสงส่องถึงและตัดแต่งกิ่งได้สะดวก
การปลูกโกโก้ต้องให้ความใส่ใจอย่างใกล้ชิด เนื่องจากโกโก้เป็นพืชที่ไวต่อสภาพแวดล้อมทั้งด้านดิน น้ำ และการจัดการโรคแมลง ดินร่วนปนทรายในโคราชถือว่าเหมาะสมต่อการปลูกโกโก้ และหากมีการปรับปรุงบ้างก็สามารถทำให้ต้นโกโก้เติบโตได้ดี นอกจากนี้ น้ำเป็นปัจจัยสำคัญเช่นกัน ต้องมีแหล่งน้ำสำรอง เช่น บ่อเก็บน้ำ หรือระบบน้ำบาดาลเป็นตัวช่วยเพื่อลดความเสี่ยงในช่วงแล้ง ทำให้ต้นโกโก้ไม่ขาดน้ำและสามารถเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง
แม้ภาคอีสานจะมีสภาพอากาศแตกต่างจากภาคใต้ แต่หลังทดลองปลูกพบว่าโกโก้สามารถปรับตัวได้ เพียงแต่ต้องใส่ใจเรื่องการบำรุงในช่วงที่อากาศร้อนจัด เพื่อให้ต้นไม้มีสุขภาพแข็งแรงและให้ผลผลิตดี ในด้านศัตรูพืช โรคเชื้อรา เพลี้ย และหนอนเจาะกิ่งลำต้นเป็นปัญหาหลักของการปลูกโกโก้ การจัดการจึงต้องเน้นการใช้วิธีชีวภาพแทนการใช้สารเคมีรุนแรง ทางฟาร์มเน้นผลิตโกโก้ปลอดสารพิษเพื่อความปลอดภัยต่อผู้บริโภคแล้ว ยังเน้นรักษาสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพภายในฟาร์มอีกด้วย การดูแลอย่างใกล้ชิดและการใช้วิธีการที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติจึงเป็นหัวใจสำคัญของการปลูกโกโก้ในพื้นที่อีสานให้ประสบความสำเร็จ
นอกจากนี้ อาจารย์ไพฑูรย์ยังให้ความสำคัญกับการตัดแต่งกิ่งเพื่อให้อากาศถ่ายเทและรับแสงเพียงพอ ต้นจึงแข็งแรงและมีผลผลิตต่อเนื่องตลอดปี โดยช่วงที่โกโก้สวยที่สุดคือหน้าฝนและต้นหนาว แต่ในหน้าแล้งก็ยังคงให้ผลแม้จะน้อยลง
จากผลสู่การหมัก-หัวใจของรสชาติโกโก้
เมื่อผลโกโก้เริ่มสุกเต็มที่ การเก็บเกี่ยวเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะกำหนดคุณภาพของรสชาติ โกโก้ทุกผลจะถูกตัดอย่างพิถีพิถันด้วยแรงงานคน ทุก 10-15 วัน เพื่อให้แน่ใจว่าผลที่นำมาหมักนั้นอยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด หลังเก็บเกี่ยวผลโกโก้จะถูกผ่าออกและแกะเอาเมล็ดเปียกภายใน โดยใช้เครื่องจักรช่วยแกะเพื่อลดแรงงานและเพิ่มความรวดเร็ว
ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือ การหมัก (Fermentation) ซึ่งเป็นกุญแจในการพัฒนากลิ่นและรสชาติของโกโก้ ฟาร์มเลือกใช้วิธี Natural Process หรือการหมักแบบธรรมชาติ โดยปล่อยให้จุลินทรีย์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติในผลโกโก้และสิ่งแวดล้อมทำงาน ไม่มีการเติมสารปรุงแต่ง หรือเอนไซม์สังเคราะห์ใดๆ ทำให้รสชาติที่ได้มีความเป็นธรรมชาติ และสะท้อนลักษณะเฉพาะของฟาร์มอย่างแท้จริงเพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาสม่ำเสมอ ฟาร์มควบคุมการหมักอย่างเป็นระบบ ทั้งอุณหภูมิและค่า pH ถูกตรวจวัดแบบ Real Time เพื่อปรับสภาพการหมักให้เหมาะสมที่สุดในทุกขั้นตอน เทคนิคนี้ช่วยให้เมล็ดโกโก้ที่ได้มีคุณภาพสูง มีรสชาติคงที่ และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สามารถต่อยอดไปสู่ Quality Bean ซึ่งเป็นเมล็ดโกโก้คุณภาพสูงที่ผู้ผลิตช็อกโกแลตระดับพรีเมียมต้องการ อีกทั้งยังมีการตาก โดยจะใช้วิธี Slow Dry เพื่อพัฒนารสชาติและป้องกันเชื้อราจนได้ความชื้นไม่เกิน 7%
ยกระดับจากฟาร์มสู่ศูนย์เรียนรู้
โกโก้ฟาร์มลำตะคองมุ่งพัฒนาไปสู่ Cacao Learning Center หรือศูนย์การเรียนรู้ครบวงจร ผู้สนใจสามารถมาศึกษาตั้งแต่การปลูก การดูแล การจัดการระบบน้ำ การแปรรูปกลางน้ำ ไปจนถึงการสร้างผลิตภัณฑ์ปลายทางอย่างช็อกโกแลต ที่นี่จึงเป็นเหมือนห้องเรียนกลางไร่สำหรับเกษตรกร นักวิชาการ หรือผู้ประกอบการที่อยากเริ่มต้นในธุรกิจโกโก้แบบครบวงจร
โกโก้ไม่ได้เป็นเพียงพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ แต่ยังเป็นตัวอย่างของการทำเกษตรเชิงนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งตลาดและสิ่งแวดล้อม เป็นทางเลือกในการสร้างธุรกิจเกษตรที่ยั่งยืน ลงมือวางแผน ทดลองปลูก และเรียนรู้เทคนิคการจัดการผลผลิต คุณอาจค้นพบว่า พืชเล็กๆ อย่างโกโก้ สามารถสร้างรายได้และความภูมิใจให้กับคุณได้อย่างไม่น่าเชื่อ
‘นวัตกรรมไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น’
ปัจจุบันปัญหาด้านการเกษตรทวีความรุนแรงและมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการปลูกพืช ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ทำให้สภาพอากาศแปรปรวน กระทบกับวงจรการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช ซึ่งส่งผลต่อการเพาะปลูกของเกษตรกรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
กรมส่งเสริมการเกษตรมองบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ว่าเป็นตัวเปลี่ยนเกมของภาคการเกษตรในปัจจุบัน เนื่องด้วยศักยภาพของ AI จะช่วยเพิ่มผลผลิต ลดการสูญเสีย ส่งเสริมการใช้น้ำและดินอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการวางแผนด้านการตลาดอย่างแม่นยำ จึงได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรม AI และ IoT มาใช้เพื่อพัฒนางานด้านการเกษตร
โครงการ 1 อำเภอ 1 แปลงเกษตรอัจฉริยะ เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญของกรมส่งเสริมการเกษตร ที่มีเป้าหมายส่งเสริมและพัฒนาระบบการปลูกพืชด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ การใช้เซ็นเซอร์ตรวจวัดสภาพแวดล้อม ระบบการให้น้ำเพื่อการเกษตร และการใช้เทคโนโลยี IoT ฯลฯ เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
หากท่านใดสนใจเรื่องการปลูกโกโก้สร้างรายได้ หรืออยากเริ่มต้นทำเกษตรเชิงนวัตกรรม มาศึกษาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อก้าวแรกสู่โอกาสใหม่ๆ ของคุณได้ในงานสัมมนา Agri-Next พลิกโฉมเกษตรกรไทย สู่ผู้นำเกษตรมูลค่าสูง
พลาดไม่ได้กับ Special Talk หัวข้อ “1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง จากต้นแบบสู่โมเดลระดับชาติ”
– เจาะลึกผลลัพธ์เชิงรูปธรรม และ Roadmap ปี 2568-2570
– โมเดลความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร
– ความสำเร็จของตลาดเกษตรกรออนไลน์.com
– เป้าหมายเพิ่มรายได้เกษตรกรเฉลี่ย 3 เท่า และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันสินค้าไทยในตลาดโลก
โดย นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร
ปลดล็อกโกโก้ไทย โอกาสเติบโตในตลาดเกษตรมูลค่าสูง
เปิดวาร์ปธุรกิจ! เจาะลึก ช่องทางทำเงินใหม่ๆ ในตลาดโกโก้ ที่จะพาคุณสู่ธุรกิจมูลค่าสูง
โดย คุณไพฑูรย์ กระโทกนอก เจ้าของอาณาจักร COCOA FARM ลำตะคอง บนพื้นที่กว่า 300 ไร่ ใหญ่เป็นลำดับต้นๆ ของประเทศไทย ผู้เปลี่ยน “โกโก้” จากพืชทดลองของเกษตรวัยเกษียณ สู่พืชมูลค่าสูง
ร่วมด้วย คุณนที มาลีเพชร ผู้จัดการด้านวัตถุดิบเมล็ดโกโก้ และวัตถุดิบของ Kad Kokoa แบรนด์โกโก้สัญชาติไทย ที่สร้างชื่อเสียงไปไกลในระดับนานาชาติ
ดำเนินรายการโดย คุณพอต-อภิวรรษ สุขพ่วง เจ้าของไร่สุขพ่วง
จากนั้นมาปลดล็อกสกิลเทพ! เรียนรู้การใช้ IoT (เทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ) เพื่อให้คุณทำเกษตรแบบโปร ควบคุมทุกอย่างได้แค่ปลายนิ้ว! “Smart Farming” เกษตรยุคใหม่ ทำน้อยได้มาก งานนี้เราได้รับเกียรติจาก 2 วิทยากรระดับเทพ ที่จะมาพลิกวงการเกษตรให้คุณเห็น! พวกเขาคือผู้ที่ทำสวนแบบอัจฉริยะเกือบ 100% ด้วยการใช้เทคโนโลยี IoT เข้ามาควบคุมทุกอย่าง! โดย คุณณัฐ-ณัฐวุฒิ จันทร์เรือง เจ้าของสวนจันทร์เรือง จ.จันทบุรี เกษตรกรรุ่นใหม่ไฟแรง ผู้ตัดสินใจกลับมาพลิกโฉมสวนทุเรียนของครอบครัวให้กลายเป็นสวนแห่งอนาคต! ใช้เทคโนโลยีนำหน้า พัฒนาการทำเกษตรในสไตล์ของตัวเอง โดยมีเทคโนโลยีเป็นหัวใจหลัก
คุณเชน-สานสิน ศรีภิรมย์รักษ์ ผู้ก่อตั้ง Distar Fresh Farm การทำเกษตร Indoor Vertical Farming และโมเดลเกษตรอัจฉริยะที่ออกแบบมาเพื่อโลกยุคใหม่ ด้วยระบบปลูกพืชแนวตั้งในห้องปลอดเชื้อบนพื้นที่กว่า 400 ตารางเมตร เก็บผลผลิตได้ 10 ตันต่อเดือน ได้ทุกฤดูกาล
อย่าปล่อยให้โอกาสสร้างความมั่นคงหลุดมือ! เตรียมตัวให้พร้อมรับความรู้ โอกาส และเครือข่ายธุรกิจที่จะเปลี่ยนโลกการทำเกษตรของคุณให้เป็นพืชมูลค่าสูง แล้วพบกัน!
พบกัน วันที่ 31 ตุลาคม 2568 เวลา : 11.00-16.30 น. ณ ห้องประชุมอาคารหนังสือพิมพ์ข่าวสด
ถนนเทศบาลนิมิตใต้ หมู่บ้านประชานิเวศน์ 1 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ สถานีรถไฟฟ้าสายสีแดง สถานีวัดเสมียนนารี ติดตามข้อมูลและกิจกรรมดีๆ ได้ที่ เทคโนโลยีชาวบ้าน ทุกแพลตฟอร์ม


