หน้าแรก ประชาชื่น ‘สถาบันขงจื่อ...

‘สถาบันขงจื่อ’ British Council เวอร์ชั่นพญามังกร ไทยได้ประโยชน์อะไร? เมื่อจีนใช้ ‘ภาษา’ เป็น ‘ซอฟต์พาวเวอร์’

31.10.25 | 12:26 น.

‘สถาบันขงจื่อ’ British Council เวอร์ชั่นพญามังกร
ไทยได้ประโยชน์อะไร?
เมื่อจีนใช้ ‘ภาษา’ เป็น ‘ซอฟต์พาวเวอร์’

เมื่อเข้าสู่ยุคจักรวรรดินิยมในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18-19 หนึ่งในภาษาของเจ้าอาณานิคมชาติตะวันตกอย่าง “ภาษาอังกฤษ” ซึ่งเป็นภาษาราชการของจักรวรรดิอังกฤษ ได้มีบทบาทสำคัญในการเมืองการปกครอง การทูตระหว่างประเทศ รวมทั้งเป็นภาษาที่ใช้ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ศิลปวิทยาการที่มีความเจริญก้าวหน้าจากโลกตะวันตกสู่โลกตะวันออก รวมถึงภูมิภาคต่างๆ ที่อยู่ในอิทธิพลของจักรวรรดิอังกฤษ การเรียนการสอนภาษาอังกฤษจึงเริ่มมีบทบาทและความสำคัญในสถานศึกษา ในฐานะสื่อกลางในการติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศ และเป็นสื่อกลางในการรับรู้ข่าวสารและเรียนรู้องค์ความรู้แขนงต่างๆ เพื่อพัฒนาประเทศให้มีความเจริญอย่างชาติตะวันตก ซึ่งในยุคนั้นถือว่าเป็นต้นแบบของความศิวิไลซ์

ครั้นสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงในคริสต์ศักราช 1945 จนเข้าสู่ยุคสงครามเย็น ภาษาอังกฤษกลายเป็นภาษากลางของโลก เนื่องจากสหรัฐอเมริกาผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจโลกทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง ในโลกเสรีประชาธิปไตย นอกจากนี้ยังมีบทบาทต่อการชี้นำวัฒนธรรมร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ เพลง เทคโนโลยีวิทยาการต่างๆ ทำให้ภาษาอังกฤษมีอิทธิพลต่อคนทั่วทั้งโลกจนถึงปัจจุบัน นับแล้วเป็นระยะเวลาเกินกว่าครึ่งศตวรรษ

ทางด้านซีกโลกตะวันออก หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง แผ่นดินจีนยังคงมีสงครามกลางเมืองระหว่างรัฐบาลก๊กมินตั๋งซึ่งนำโดย “เจียงเจี้ยสือ” (蒋介石) หรือที่คนไทยคุ้นในนาม “เจียงไคเช็ค” และกองทัพปลดปล่อยประชาชนซึ่งนำโดย “เหมาเจ๋อตง” (毛泽东) ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ สุดท้ายฝ่ายกองทัพปลดปล่อยประชาชนก็เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ เหมาเจ๋อตงประกาศก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม คริสต์ศักราช 1949 (พ.ศ.2492) นับเป็นจุดเริ่มต้นของจีนยุคใหม่ ซึ่งต่อมาจะผงาดขึ้นเป็นพญามังกร หนึ่งในมหาอำนาจของโลก

บทบาทของจีนที่มีอิทธิพลต่อการเมืองโลกปรากฏให้เห็นเด่นชัด เมื่อจีนเข้าเป็นสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ.1971 (พ.ศ.2514) แทนที่สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) นับเป็นประเทศระดับแนวหน้าชาติที่สองของฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่เข้ามามีบทบาทระดับเวทีโลก ซึ่งก่อนหน้านั้นมีเพียงสหภาพโซเวียตเพียงชาติเดียวในโลกฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่เป็นหนึ่งในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

Advertisement

สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นที่จับตามองในระดับเวทีโลกอีกครั้ง เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนประกาศใช้นโยบาย “ไก่เก๋อคายฟ่าง” (改革开放) หรือการปฏิรูปและเปิดประเทศในด้านการเมืองและเศรษฐกิจในช่วงเริ่มต้นการบริหารประเทศของ “เติ้งเสี่ยวผิง” (邓小平) ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1980-1989 นโยบายนี้เองที่ทำให้จีนซึ่งเคยเหมือนมังกรที่หลับใหลได้ตื่นขึ้นมา และพัฒนาเป็นประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกภายในไม่กี่สิบปี

(ภาพจาก สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยขอนแก่น)

ยุค ‘เปิดประเทศ’
ส่ง ‘หัวกะทิ’ ศึกษาโลกเสรีนิยม

ในช่วงแรกของการดำเนินนโยบายเปิดประเทศ จีนได้ส่งนักเรียนนักศึกษาระดับหัวกะทิไปศึกษาวิทยาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ ภาษา การเงินการลงทุน รวมทั้งสาขาวิชาอื่นๆ จากโลกฝ่ายเสรีนิยม เพื่อนำความรู้เหล่านั้นมาพัฒนาวิทยาการต่างๆ ภายในประเทศ ให้เอื้อต่อการเพิ่มศักยภาพต่อการป้องกันประเทศ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 จนถึงต้นทศวรรษที่ 1990 เกิดเหตุการณ์การล่มสลายของสหภาพโซเวียต ประเทศผู้นำค่ายสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ย่อมทำให้สาธารณรัฐประชาชนจีนได้เห็นถึงจุดอ่อนของค่ายสังคมนิยมในเรื่องของเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ทำให้จีนต้องเร่งพัฒนศักยภาพของตนเพื่อป้องกันประเทศ และในขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญด้านเศรษฐกิจเพื่อใช้เป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงประเทศให้ยืนหยัดอยู่ได้ และเป็นตัวดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ ให้เข้ามาลงทุนเพื่อยกระดับการผลิตและการค้า อีกทั้งเป็นช่องทางให้จีนได้เรียนรู้เพื่อลดการพึ่งพาสิ่งต่างๆ จากต่างประเทศ เพิ่มอำนาจในการตัดสินใจและต่อรองในระดับเวทีโลกได้เป็นอย่างดี

การทูตเชิงวัฒนธรรม นับวันยิ่งแข็งแกร่ง
‘ภาษาจีนกลาง’ เครื่องมือที่ถูกเลือก

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจีนได้ใช้อำนาจทางเศรษฐกิจที่ตนมีในการเจรจาต่อรอง ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นจุดแข็งที่ทรงพลังในการสร้างอิทธิพลในประเทศต่างๆ ซึ่งแม้แต่ประเทศมหาอำนาจทางตะวันตกเองก็ยังรับรู้ได้ถึงอำนาจอันมหาศาลทางเศรษฐกิจของจีน แต่ในขณะเดียวกัน จีนเองก็ดำเนินนโยบายการทูตเชิงวัฒนธรรม ซึ่งนับวันก็ยิ่งเพิ่มความแข็งแกร่งและความสำคัญให้จีนควบคู่กับความเจริญด้านเศรษฐกิจ ตลอดช่วงระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา จีนดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจควบคู่กับการดำเนินนโยบายเชิงวัฒนธรรม และเครื่องมือที่จีนเลือกใช้นั้น
ก็คือ “ภาษาจีนกลาง”

ภาษาจีนกลางถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างอิทธิพลทางวัฒนธรรมในระดับนานาชาติของจีน เริ่มต้นตั้งแต่สมัยการเริ่มดำเนินนโยบายเปิดประเทศเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ในช่วงทศวรรษที่ 1980 จีนเริ่มเปิดโอกาสให้นักศึกษาต่างชาติเข้าศึกษาด้านภาษาจีนกลางหลังจากดำเนินนโยบายเปิดประเทศได้ไม่นาน และเริ่มมีการให้ทุนการศึกษาด้านภาษาจีนให้แก่นักศึกษาต่างชาติมากขึ้น โดยมีหน่วยงานของรัฐบาลกลางด้านการศึกษาอย่าง “สำนักงานคณะกรรมการอำนวยการส่งเสริมภาษาจีนระหว่างประเทศ” (国家汉语国际推广领导小组办公室) หรือที่ผู้ที่คร่ำหวอดในวงการภาษาจีนจะเรียกชื่อย่อว่า “ฮั่นปั้น” (汉办)

สถาบันขงจื่อแห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงก่อตั้งขึ้นภายใต้ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเซี่ยเหมิน สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยผ่านการอนุมัติจากศูนย์แลกเปลี่ยนและส่งเสริมความร่วมมือด้านภาษาจีนระหว่างประเทศ ( เดิมคือสำนักงานส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีนนานาชาติหรือ ‘ฮั่นปั้น’ เปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549

จาก ‘ฮั่นปั้น’ สู่ CLEC
หนุนต่างชาติเรียนจีนกลาง
เสริมภาพลักษณ์ โชว์ความเจริญก้าวหน้า

ฮั่นปั้นก่อตั้งขึ้นในปีคริสต์ศักราช 1987 สังกัดกระทรวงศึกษาธิการจีน เป็นองค์กรที่ดำเนินนโยบายให้แก่ภาครัฐในการส่งเสริมการเรียนภาษาจีนกลางให้แก่ชาวต่างชาติ กำหนดนโยบายการเรียนการสอน พัฒนาหลักสูตรภาษาจีนให้มีความทันสมัย ตอบสนองความต้องการเรียนภาษาจีนต่อผู้เรียนชาวต่างชาติ ขณะเดียวกันนั้นก็ส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดี วัฒนธรรมประเพณี และความเจริญก้าวหน้าของจีนโดยผ่านเนื้อหา โดยยุคแรกนั้นได้ใช้ “มหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมกรุงปักกิ่ง” (北京语言文化大学) เป็นฐานในการดำเนินการเรียนการสอนภาษาจีนให้แต่ชาวต่างชาติ

ฮั่นปั้นนอกจากพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาจีนแล้ว ยังมีการพัฒนาระบบการสอบวัดระดับภาษาจีนที่มีมาตรฐานที่เรียกว่า HSK (汉语水平考试) มาตั้งแต่ปีคริสต์ศักราช 1984 และเริ่มมีการใช้สอบอย่างเป็นทางการในปี 1990 โดยมีมหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมกรุงปักกิ่งเป็นผู้ดำเนินการ

ต่อมาเมื่อจีนเริ่มดำเนินนโยบายการตั้งศูนย์การศึกษาภาษาจีนโดยรัฐบาลในต่างประเทศ เพื่อดูแลส่งเสริมด้านการเรียนการสอนภาษาจีน รวมทั้งมีการจัดสอบวัดระดับภาษาจีน HSK ในต่างประเทศ หน่วยงานดังกล่าวมีชื่อว่า “สถาบันขงจื่อ” หรือ Confucius Institute โดยใช้นามของบรมปราชญ์ขงจื๊อ นักปราชญ์ผู้ทรงอิทธิพลต่อแนวคิดด้านต่างๆ ในอารยธรรมจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการศึกษา มาตั้งเป็นชื่อของสถาบันเพื่อสื่อให้เห็นถึงความตั้งใจและการให้ความสำคัญต่อการเรียนการสอนภาษาจีนแก่ชาวต่างชาติ รวมทั้งลูกหลานชาวจีนโพ้นทะเลที่ไม่ได้ใช้ภาษาจีนเป็นภาษาหลักในชีวิตประจำวัน มีการเปิดสถาบันขงจื่อเป็นครั้งแรกในปีคริสตศักราช 2004 ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ปัจจุบันสถาบันขงจื่อขึ้นตรงต่อ ‘ศูนย์การศึกษาและความร่วมมือด้านภาษา’ (Center for Language Education and Cooperation: CLEC) ซึ่งเป็นชื่อใหม่ของฮั่นปั้น

กำเนิด ‘สถาบันขงจื่อ’
548 แห่งทั่วโลก 16 แห่งทั่วไทย

การก่อตั้งสถาบันขงจื่อของรัฐบาลจีนมีต้นแบบมาจากการตั้งสถาบันภาษาของชาติตะวันตกหลายสถาบัน ไม่ว่าจะเป็น Goethe-Institut ของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี, Alliance fran?aise ของสาธารณรัฐฝรั่งเศส แต่ที่เห็นภาพรวมได้ชัดเจนที่สุดก็คือ British Council ของสหราชอาณาจักร ซึ่งดำเนินนโยบายส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในฐานะภาษาต่างประเทศที่สอง มีการจัดสอบวัดระดับที่เป็นที่ยอมรับอย่าง IELTS ซึ่งระดับสูงสุดของการสอบนั้นคือ ระดับ 9 ในขณะที่รูปแบบการวัดระดับการสอบภาษาจีน HSK ในปัจจุบัน ก็มีการปรับระดับสูงสุดอยู่ที่ระดับ 9 เช่นกัน สื่อให้เห็นถึงการพัฒนาการการยกระดับภาษาจีนกลางของรัฐบาลจีนอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อมูลจาก “วิเทศวารสาร” ฉบับที่ 5/2567 จากศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่าปัจจุบันสถาบันขงจื่อกระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกจำนวน 548 แห่ง มีสถาบันขงจื่อที่เปิดในราชอาณาจักรไทยจำนวน 16 แห่ง

การเรียนการสอนภาษาจีนที่ดำเนินการโดยสถาบันขงจื่อนั้น มีส่วนสำคัญในการเผยแพร่ภาพลักษณ์ของสาธารณรัฐประชาชนจีนในด้านที่ดี โดยผ่านเนื้อหาเกี่ยวกันสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรมประเพณี เนื้อหาที่ปรากฏในบทเรียนภาษาจีนหลายจุดนั้นสื่อถึงชาวตะวันตกที่เข้ามาเรียนภาษาจีนที่สามารถใช้ภาษาจีนได้อย่างคล่องแคล่ว บางเนื้อหากล่าวชื่นชมบรรยากาศและสภาพบ้านเมืองของจีนยุคใหม่หลังการดำเนินนโยบายเปิดประเทศ กระตุ้นให้ผู้เรียนที่เป็นชาวต่างชาติให้ความสำคัญต่อการเรียนภาษาจีน และอยากที่จะเรียนภาษาจีนมากขึ้น

ยกระดับภาษาจีน
สู่กุญแจ ‘เศรษฐกิจ’

เมื่อรัฐบาลจีนส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีนอย่างเป็นระบบโดยอิงมาตรฐานแบบโลกตะวันตก จนสามารถยกระดับภาษาจีนให้กลายเป็นหนึ่งในภาษาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจได้แล้ว ภาษาจีนกลางย่อมเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าถึงสื่อต่างๆ ที่จีนผลิต โดยเฉพาะสื่อบันเทิงไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ เพลง การท่องเที่ยว การลงทุน นำมูลค่าการบริโภคจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของจีน หากพิจารณาแล้วก็มีความคล้ายคลึงกับวิธีการที่สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาใช้ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในการยกระดับความสำคัญของภาษาอังกฤษเพื่อเอื้อต่อเศรษฐกิจและการดำเนินนโยบายการต่างประเทศของตน

นอกจากนี้แล้ว ภาษาจีนกลางยังทำให้ชาวต่างชาติเข้าถึงการศึกษาขั้นที่สูงขึ้นในสถาบันการศึกษาต่างๆ ของจีนได้มากขึ้น ในปัจจุบันชาวต่างชาตินิยมเรียนภาษาจีนในระดับที่สูงขึ้นเพื่อสอบวัดระดับ HSK เมื่อคะแนนได้ตามเกณฑ์มาตรฐานที่สถาบันการศึกษากำหนด ชาวต่างชาติเหล่านั้นย่อมสามารถยื่นใบสมัครเพื่อเข้าศึกษาต่อ หรือขอทุนการศึกษาจากสถาบันในประเทศจีนเพื่อพัฒนาตนเองในอนาคตต่อไป ในปัจจุบันนักศึกษาต่างชาติในประเทศจีนจำนวนไม่ได้เน้นการเรียนภาษาจีนเพียงอย่างเดียว แต่เข้าศึกษาต่อในสาขาวิชาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และทางด้านสังคมศาสตร์ ซึ่งได้รับการพัฒนาการเรียนการสอนโดยบุคลากรของจีนที่ได้โอกาสไปเรียนรู้วิทยาการจากต่างประเทศเมื่อครั้งเริ่มดำเนินนโยบายเปิดประเทศ

สถาบันขงจื่อหลายแห่งในประเทศตะวันตกถูกปิดตัวลง รวมถึง ที่มหาวิทยาลัยทรอย อลาบามา สหรัฐอเมริกา (ภาพจาก Wikimedia Commons)

สหรัฐจับตา
เปรียบ ‘ม้าโทรจัน’ ในศึกกรุงทรอย

สถาบันขงจื่อในประเทศต่างๆ นั้นมีส่วนสำคัญในการให้ทุนการศึกษาด้านภาษาจีน และทุนการศึกษาในสถาบันการศึกษาต่างๆ ของจีนแก่นักศึกษาต่างชาติจากประเทศที่กำลังพัฒนา โดยเฉพาะในเขตภูมิภาคแอฟริกา, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, กลุ่มประเทศในเอเชียกลาง ทั้งยังมีการเปิดสถาบันขงจื่อในประเทศมหาอำนาจชาติตะวันตกเช่นอังกฤษและสหรัฐอเมริกาเอง แต่การเริ่มมีอิทธิพลของภาษาจีนในระดับนานาชาติ และการที่สถาบันขงจื่อเข้าถึงพื้นที่ทางการศึกษาของชาติมหาอำนาจตะวันตกนั้น ย่อมก่อให้เกิดความกังวลต่อชาติมหาอำนาจเหล่านั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

The Heritage Foundation ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยด้านนโยบายฝ่ายอนุรักษนิยมของสหรัฐอเมริกา ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้ลงบทความเกี่ยวกับสถาบันขงจื่อเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2021 ภายในเว็บไซต์ขององค์กร เนื้อหาเปรียบเทียบสถาบันขงจื่อว่าเป็นดั่งม้าโทรจัน
ในศึกกรุงทรอย เป็นสถาบันที่ดูเหมือนจะไม่มีพิษมีภัย เน้นการศึกษา แต่อาจเป็นเครื่องมือในการโน้มน้าวความคิดที่มีต่อสาธารณรัฐประชาชนจีน ตามที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนต้องการได้

อีกทั้งสถาบันขงจื่อนั้นก็มีการควบคุมเนื้อหาการเรียนการสอนจากรัฐบาลจีน จนดูเหมือนจำกัดเสรีภาพด้านการศึกษา รวมทั้งการหลีกเลี่ยงการแสดงออกด้านความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ที่เป็นประเด็นอ่อนไหวในทางการเมือง เป็นเหตุให้หน่วยงานภาครัฐของสหรัฐอเมริกาจับตามองท่าทีของสถาบันขงจื่อเป็นพิเศษ สถาบันการศึกษาหลายแห่งในสหรัฐอเมริกาก็มีคำสั่งปิดสถาบันขงจื่อ เพื่อป้องกันการแทรกแซงเสรีภาพทางการศึกษา และป้องกันการชี้นำแนวคิดที่ชาวอเมริกันมีต่อประเทศจีนอันขัดต่อหลักเสรีภาพขั้นพื้นฐาน

สถาบันขงจื๊อ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเมื่อ พ.ศ.2550

ไทยมองบวก ปลื้มจีนส่งคนคุณภาพ
สร้างสะพานเชื่อม 2 ชาติ
นำซอฟต์พาวเวอร์สู่สายตาโลก

ถึงแม้มหาอำนาจชาติตะวันตกจะแสดงความหวาดระแวงสถาบันขงจื่อ ว่าอาจเป็นไส้ศึกสอดแนม แต่สำหรับประเทศไทยนั้นมีทัศนคติที่ดีต่อสถาบันขงจื่อ ในฐานะสถาบันที่ส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีนกลางที่มีมาตรฐาน ส่งเสริมการศึกษาภาษาจีนในฐานะภาษาต่างประเทศที่ 2 ให้แก่ภาครัฐและภาคเอกชน มีการส่งบุคลากรที่มีคุณภาพจากประเทศจีนมาช่วยสอนและดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมจีน มีการฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรด้านการสอนภาษาจีนในประเทศไทย ตัวสถาบันขงจื่อในประเทศไทยนั้นก็เน้นการเอื้อประโยชน์ในการเรียนรู้ด้านวัฒนธรรม มากกว่าที่จะแสดงการแทรกแซงเสรีภาพหรือครอบงำแนวคิดทางการศึกษา

นอกจากนี้สถาบันขงจื่อยังเป็นสะพานเชื่อมที่พานักเรียนนักศึกษาที่สนใจภาษาจีน ได้มีโอกาสไปศึกษาต่อ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีการมอบทุนการศึกษาให้ในระดับการศึกษาต่างๆ เพื่อส่งนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยในไทยไปศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาต่างๆ ในประเทศจีน เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของชาติอีกทางหนึ่ง เมื่อเรามีบุคลากรที่รู้ภาษาจีนแล้ว ก็ย่อมเอื้อต่อการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจระหว่างจีนและไทยได้มากขึ้น

ถึงแม้จีนจะดำเนินนโยบายการทูตเชิงวัฒนธรรมผ่านสถาบันขงจื่อ ด้วยการเอื้อประโยชน์ในผู้คนทั่วโลกมาเรียนรู้ภาษาจีน เพื่อให้เกิดความสนใจและเกิดประโยชน์ในเชิงการทูต แต่ประโยชน์ที่คนไทยได้รับตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็นับว่ามาก

เมื่อคนไทยเรียนภาษาอังกฤษจนสามารถใช้เป็นเครื่องมือสื่อให้เห็นความน่าสนใจสู่สายตาชาวโลกได้ฉันใด ถ้าคนไทยเรียนภาษาจีนจนสามารถสื่อถึงความน่าสนใจของผู้คนและประเทศสู่สายตาชาวจีนได้ ภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาชาวจีน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ร่วมกันในด้านต่างๆ ก็ย่อมส่งผลดีต่อสองประเทศได้ในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อชาวไทยต้องการนำเสนอความเป็นไทยในฐานะซอฟต์พาวเวอร์สู่สายตาชาวโลกมากขึ้น

จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าภาษาจีนมีความสำคัญไม่น้อยกว่าภาษาอังกฤษ และสถาบันขงจื่อก็อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการนำเสนอความเป็นเราได้มากขึ้นด้วย