หน้าแรก ประชาชื่น 18 ปี ‘วงนั่ง...

18 ปี ‘วงนั่งเล่น’ กับ Lifetime Achievement ‘นักดนตรีมันไม่มีเกษียณ’

2.11.25 | 11:14 น.

18 ปี ‘วงนั่งเล่น’
กับ Lifetime Achievement
‘นักดนตรีมันไม่มีเกษียณ’

“โดยชื่อและความหมายของรางวัล Lifetime Achievement มันอดทำให้พวกเรารู้สึกไม่ได้ว่า ตลอด 30 40 50 ปี ที่ทำงานกันมา วันนี้มันมีคนเห็น มันมีคนเข้าใจ รางวัลนี้ มีมิติอะไรบางอย่าง

ทุกๆ รางวัลในประเทศไทย พวกเราได้มาหมด บางรางวัลได้ 3-4 อัน แต่ไม่เคยได้ Lifetime Achievement

จริงๆ ใกล้จะเข้าโลงแล้ว แต่อยู่ๆ ได้รางวัลนี้ ก็ถือว่าเป็นกำลังใจให้เราทำงานต่อไปได้”

คือคำตอบของสมาชิก ‘วงนั่งเล่น’ ต่อการได้รับรางวัล Lifetime Achievement สาขาดนตรี จากเวที FEED X KHAOSOD AWARDS 2025

Advertisement

9 สมาชิกที่ชื่ออาจไม่ได้ร้อง ‘อ๋อ’ ยาวๆ ทว่าต้องร้อง ‘ว้าววว’ หากได้ฟังชื่อเพลงและศิลปินที่พวกเขาร่วมผลักดันปลุกปั้นตลอดห้วงเวลาการทำงานหลายทศวรรษกับค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ตั้งแต่วันที่เทปคาสเซตและซีดียังเฟื่องฟู

พนเทพ สุวรรณะบุณย์, กมลศักดิ์ สุนทานนท์, ปิติ ลิ้มเจริญ, เศกสิทธิ์ ฟูเกียรติสุทธิ์, อิศรพงศ์ ชุมสาย ณ อยุธยา, เกริกศักดิ์ ยุวะหงษ์, ณัฏฐ์ (เทอดไทย) ทองนาค, พรเทพ สุวรรณะบุณย์ และศราวุธ ฤทธิ์นันท์ คือกลุ่มคนดนตรีที่สร้างสรรค์ผลงานอมตะประดับวงการเพลงไทยนับแต่ทศวรรษ 1980 เป็นอย่างน้อยในฐานะ ‘เบื้องหลัง’

ก่อนมานั่ง ‘เบื้องหน้า’ ชวนกันมาเล่นแบบสนุกๆ หลังได้ชมภาพยนตร์เรื่อง Across the Universe สบตา The Beatles ผ่านบทเพลงจากจอเงิน เมื่อ 18 ปีก่อน

“พวกเราไปดู Across the Universe กันที่สกาลา ช่วงนั้นวงการเพลงเริ่มมีปัญหา เริ่มกระสับกระส่าย เริ่มมีสมาร์ทโฟนเข้ามา พฤติกรรมในการเสพเพลงมันเปลี่ยน พวกซีดีอะไรพวกนี้เริ่มขายไม่ได้ เราก็เริ่มคิดว่า เฮ้ย! มาเล่นดนตรีกันดีกว่า เล่นกันแบบเล่นๆ แค่ช่วงเวลาเดียว ไม่ได้คิดว่าจะยาวหรือจะสั้น ตอนแรกก็กะขำๆ ไม่ได้จริงจัง แต่พอเล่นไปเรื่อยๆ ก็เริ่มมีพี่น้องพรรคพวกเข้ามามากขึ้นๆ แล้วก็เริ่มคิดว่า เอ๊ะ! เราแต่งเพลงให้คนอื่นมาตั้งเยอะ ทำไมไม่แต่งเพลงให้ตัวเองบ้าง ก็เลยเริ่มแต่งให้ตัวเอง”

สายลม, ดอกไม้ในที่ลับตา, ขอคนใจ๋ดีเป็นเพื่อนปี้สักคน, อกหักให้มันเท่ๆ หน่อย, เพราะเธอ, สิ่งที่เป็น กับ สิ่งที่เห็น Something Good, Dream, จนกระทั่งถึง, WHEN (เมื่อไหร่ใจเธอจะซึ้งถึงใจคนรอ) และอีกมากมาย จึงเกิดขึ้น และได้รับความนิยม ชม และชอบ แม้อาจไม่ได้พุ่งปรี๊ดระดับท็อปฮิต แต่หลัก ‘ล้าน-สิบล้านวิว’ ก็มีมาให้เห็นเป็นที่ประจักษ์

ที่น่าสนใจไปกว่ายอดวิว คือ เอฟซีที่มีหลากหลายเจเนเรชั่น แม้อายุอานาม 9 สมาชิกรวมกันมีค่าเฉลี่ยเกินวัยเกษียณ

แต่พวกเขายืนยันว่า “ชีวิตนักดนตรี นักแต่งเพลงมันไม่มีเกษียณ”

18 ปีในฐานะคนเบื้องหน้า ‘วงนั่งเล่น’ ออกทัวร์แสดงสดทั่วไทยท่ามกลางแฟนๆ ที่โอบรับอย่างอบอุ่น

ต่อจากนี้ คือถ้อยคำที่เรียบเรียงจากทั้ง 9 สมาชิกที่ร่วมกันตอบคำถามของ ‘มติชนทีวี’ ในบรรยากาศสบายๆ เช่นเดียวกับท่วงทำนองของบทเพลงอันมีอุณหภูมิและกลิ่นอายเยียวยาหัวใจของผู้คน

จาก ‘ไปขอเขาเล่น’
ถึงวัน ‘ต้องจัดคิวงาน’

ตอนแรกเราเล่นคัฟเวอร์แบบเพลงสากลหลายๆ ที่ ครั้งแรกไปหัวหิน ไปขอบาร์เขาเล่นอยู่เกือบปี ถึงเริ่มแต่งเพลงสายลม ตอนนั้นรู้สึกว่า เราอายุเยอะไปหรือเปล่าที่จะมาเริ่มใหม่ แต่ตอนหลังก็คิดว่าไม่เป็นไรหรอก ในเมื่อเริ่มต้นมาจากสนุกๆ เราก็ไปสนุกๆ เรื่อยๆ แล้วกัน ก็เริ่มจาก สายลม เป็นเพลงแรก โดยไม่ได้มีทิศทางว่าจะไปยังไง

พอมีงานบ่อยๆ ทุกอย่างก็เริ่มจะเซต เพื่อความสะดวกในการทำงาน แต่ก็ไม่ได้ทำให้อึดอัดอะไรมาก เพราะความตั้งใจคือ สนุก แค่นั้นพอ เพียงแต่การจัดการทั้งหลาย มันทำให้เป็นระบบขึ้น จากตอนแรกคือ เดินหิ้วกีตาร์ไปขอเขาเล่น พอตอนหลังเราก็ต้องเซตทุกอย่างให้พร้อม

นักแต่งเพลง (ไทย)
‘เรียกอาชีพยังไม่ได้เลย’

สิ่งที่อยากพูดเลยจริงๆ อาชีพนักแต่งเพลงหรืออาชีพนักดนตรีบ้านเรา มันเรียกว่าเป็นอาชีพยังไม่ได้เลย เพราะรายได้มันไม่พอที่จะเลี้ยงตัวเอง เลี้ยงครอบครัว จนถึงวันนี้ก็ยังรู้สึกอย่างนั้น แล้วพอเรามารวมตัว ก็รู้สึกว่าไม่สนแล้ว เพราะตอนนั้นลูกเต้าก็เรียนจบหมดแล้ว สบายแล้ว ไม่ต้องเล่นดนตรีเพื่อ make a living แล้ว เราเล่นกันสนุกๆ แล้วก็คุยกันไว้ก่อนในตอนที่ตั้งวง ว่ามาเล่นฟรีนะไม่ได้ตังค์นะ อย่างที่บอกว่างานแรก ไปขอเขาเล่นนะ เขาจะไม่ให้เล่นด้วยซ้ำ เขามองว่า โอ้โฮ! พวกนี้แก่ๆ ทั้งนั้น เขาไม่ได้รู้จักเรา เพราะเราทำงานเบื้องหลังมาตลอด ดูรูปลักษณ์ไม่น่าจะเป็นนักดนตรี

‘สนุก’ คำเดียว นักแต่งเพลงมันไม่มีเกษียณ
ไม่เคยนับ แต่งมาแล้วกี่เพลง

เราไม่ได้คิดเรื่องเงินเรื่องทองเลย พอเล่นเพลงที่แต่ง เจ้าของร้านก็เลยรู้จัก บอกว่า อ๋อ! พี่แต่งเพลงนี้เหรอ พี่แต่งเพลงนั้นเหรอ อะไรอย่างนี้ ก็เลยเริ่มสนุก เขาบอกว่า พี่ ทีหลังถ้าจะมา บอกนะ จะได้โปรโมตก่อน เราตระเวนเล่นประมาณปีหนึ่ง มีเครื่องชุดเล็ก พรรคพวกให้มา ตอนนั้นมีชื่อวงว่า ‘นั่งเล่น’ แล้ว

ชีวิตนักดนตรี นักแต่งเพลงมันไม่มีเกษียณ ตอนแรกที่เราซ้อมพร้อมกัน มีกีตาร์ตัวเดียว

18 ปีไม่เคยนับเลย ว่าเขียนเพลงใหม่ไปกี่เพลง บางเพลงเล่นแล้วไม่ได้เอามาเล่นอีกเลยก็มี บางทีเป็นเพลงเฉพาะกิจก็มีแต่ง บางทีเป็นเพลงที่แต่งให้หนัง ให้ละคร บางทีคนขอเพลงแล้ว เฮ้ย! เรามีเพลงนี้ด้วยเหรอ ลืมไปแล้ว คงประมาณ 20 หรือ 30 กว่าเพลง

‘ลงน้ำกันเถอะ’ เพลงเฉพาะกิจ
เรื่อง ‘แก้บน’ แต่ไม่ได้แต่งเพื่อแก้บน

มีเพลงที่เป็นเรื่องแก้บน แต่ไม่ได้แต่งเพื่อแก้บน เกร็ดสนุกๆ คือตอนอัดเพลง ขอคนใจ๋ดีเป็นเพื่อนปี้สักคน ที่ร้านเฮือนสุนทรี ของลานนา คัมมินส์ กับคุณแม่เขาที่ริมน้ำปิง วันนั้นตั้งกองจะถ่ายตรงนั้น จำได้ว่าไปถึงประมาณเที่ยงกว่าก็เซตอยู่นั่นแหละ จนมันจะ 15.00 น.แล้ว ซึ่งพอ 15.00 ปุ๊บ เราต้องมูฟเพราะมีงานต้องไปเล่น แต่คอมพ์มันแฮ้ง ทำไงดี เลยนึกเล่นๆ ยกมือแล้วพูดในใจบอกว่า แม่น้ำปิงครับ เดี๋ยวถ้าคอมพ์ติดปุ๊บ จะลงไปเล่นน้ำด้วย ก็แปลกดี ไม่ถึง 20 วินาทีมันก็ติด อัดได้เลย แล้วก็มีเครื่องบินบินผ่านปุ๊บ! พอดี

หลังจากนั้น ก็ลงน้ำ 2 คน พอจะขึ้นจากน้ำ เลยอธิษฐานในใจต่ออีกว่า แม่น้ำปิงครับ ถ้าเพลงนี้ยอดวิวครบ 10 ล้าน ต้องลงน้ำกันทุกคนในวง พอครบก็เลยต้องขึ้นเครื่องบินไปแก้บนกันหมดเลย จัดเป็นมินิคอนเสิร์ตไปเลย เอาเชือกผูกข้ามแม่น้ำด้วยนะ กลัวจะจมน้ำ ซึ่งเราจะเห็นใน MV เพลงลงน้ำกันเถอะ ซึ่งเล่นทีเดียวเฉพาะกิจ

‘ไม่ใช่เก่งมารวมกัน แล้วมันจะดี’
วงดนตรีคือทีมเวิร์ก

เราไม่ได้ตั้งโจทย์เลยว่านานเท่าไหร่จะปล่อยเพลงใหม่ สมมุติว่าล่าสุด ไปเจอเรื่องราว หรือคำที่ให้กำลังใจคนในช่วงเวลาที่เจอปัญหาหลายๆ อย่าง ก็รู้สึกว่า จริงๆ แล้วเราน่าจะทำเพลงที่แบบให้กำลังใจก็เอาอันนี้มาคุยกัน แล้วก็ค่อยๆ เริ่มเลย เหมือนเพลง “ดอกไม้ในที่ลับตา” ก็เป็นเพลงที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริง มันเลยเป็นเพลงที่มีชีวิต

พวกเราอยู่ด้วยกันมา กินเที่ยวด้วยกัน อยู่ในทีมเดียวกัน ตอนตั้งวงไม่ได้คิดถึงเรื่องฝีมือ จริงๆ จะไปหาคนอื่นที่เก่งกว่านี้ก็อาจจะได้ แต่ไม่เอา จะเอาพวกเรานี่แหละ เราจะทำวงแบบนี้

หัวใจก็คือ เราอยากมีเพื่อนที่อยู่และคุยกัน เล่นดนตรีด้วยกันไปได้เรื่อยๆ เพราะเวลาไปต่างจังหวัด เราต้องกินนอนด้วยกันนะครับ มันก็เลยต้องสนิทใจกันมากๆ ถึงจะไปกันได้ เราอยู่ในวงการมานานแล้ว ก็จะเข้าใจว่าจริงๆ แล้ว ไม่ต้องเก่งก็ได้ ขอให้เข้าใจกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

วงดนตรีมันก็เป็นเรื่องของทีมเวิร์ก ไม่ได้หมายความว่าเก่งแล้วมารวมกัน แล้วมันจะดี

18 ปี คิดว่าไม่เคยทะเลาะกันนะ (หัวเราะ) หรืออาจมีทะเลาะกันในใจ กระแนะกระแหนกัน มีบ้างข้อดีที่สุดของวงนั่งเล่น ไม่ใช่ฝีมือ แต่เพราะนิสัยดี เราอยู่ในวงการดนตรีมานานแล้ว ก็รู้ว่าปัญหาของนักดนตรีในวงส่วนใหญ่จะมีเรื่องนู้นเรื่องนี้ แต่วงนี้ไม่ค่อยมี ส่วนมากนิสัยดี

เพื่อชีวิต ฮีลใจ ไม่มียอดขาย ไร้ทาร์เก็ต
‘เหมือนเป็นเพลงต้องห้าม’

จริงๆ แล้วมันมีคำว่า Inside out กับ Outside in คือเมื่อก่อน ถ้าเราทำเพลงแมส เราก็จะ Outside in ถือว่าเราก็จะต้องดูภาพรวมของคนทั่วๆ ไป เราควรส่งอะไรที่เขาจะรับ หรือสนใจช่วงนั้น

ตอนอยู่ในค่ายใหญ่ๆ เขาก็จะมีคล้ายๆ คำแนะนำว่า เพลงลักษณะอย่างเพลง สายลม ก็ดี หรือเพลงของวงนั่งเล่นที่เราเรียกกันว่าเพลงเพื่อชีวิต มันไม่มีทาร์เก็ต พูดง่ายๆ ว่าจะไม่มียอดขาย เหมือนเป็นเพลงต้องห้าม

แต่พอมาทำวงนั่งเล่นแล้ว เรากลับข้างเลย คือ inside out สิ่งที่เราคิด หรืออยากสื่อสาร เราทำไปเลย

อีกอย่างหนึ่ง เวลาทำบริษัท บางทีเราเขียนเพื่อจะขอให้นักร้องคนอื่นเขาร้อง แต่นี่เราร้องกันเอง เพราะฉะนั้น ทุกอย่างที่สื่อออกไป มันก็มาจากพวกเรา

แต่ง ‘เพลงรัก’ มาเป็นพัน แต่มันฟูมฟายไม่ได้แล้ว!

มันก็เป็นมุมมองแบบพวกเรา เพลงก็คือเพลง พอถึงเวลา บางทีเราก็มีอารมณ์อยากจะสร้างเพลงแบบนั้นขึ้นมาบ้าง ทำเสร็จก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา บางครั้งเอฟซีก็ขอด้วย “พี่ๆ แต่งเพลงรักมั่งสิ” เพราะเขาก็ทราบว่าพวกเราเคยแต่งมาเป็นร้อยๆ พันๆ เพลงแล้ว เพลงรักสมัยที่อยู่ในค่าย ไม่ใช่ว่าเราแต่งไม่เป็น แต่โดยทรงอย่างเรา มันคงฟูมฟายไม่ได้แล้ว วัยนี้ แต่มันก็ยังเป็นรสแบบพวกเรา ถ้าน้องๆ ที่เขาฟังเพลง แล้วมาเห็นหน้าพวกเรา แล้วทำเศร้าอยู่อีก ทั้งๆ ที่อายุประมาณนี้แล้ว มันจะดูทุเรศแค่ไหน

เล่นมา 50 ปี ดนตรีให้ชีวิตได้เลือก

พวกเรามีอายุแล้ว เล่นมา 50 ปี ก็อยากให้เด็กรุ่นหลังดูเป็นตัวอย่าง ว่าถ้าอยากเล่นดนตรี ก็ยังเล่นได้นะ ดนตรีเป็นทางหนึ่งให้เลือกในชีวิต ดีกว่าที่ไปทำอะไรอย่างอื่นที่ไม่ดีๆ

แต่อย่างที่บอกตอนแรกว่าจริงๆ แล้ว นักดนตรีบ้านเรา นักแต่งเพลงบ้านเรา ใช้คำว่าอาชีพแทบไม่ได้เลย จนถึงวินาทีนี้ก็ยังรู้สึกอย่างนั้น เพราะรายรับมันไม่พอ 50 ปีที่แล้ว นักดนตรีที่เล่นตามบาร์ ก็ได้ค่าตัวประมาณนี้ ผ่านมา 50 ปี ค่าครองชีพมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว ก็ยังได้เท่าเดิม หรือบางทีน้อยกว่าเดิมอีก ในขณะที่อาชีพอื่นเขาไปไหนต่อไหนแล้ว มันเหมือนกับว่าบ้านเราไม่ได้ให้คุณค่า ไม่ได้ให้เกียรติกับคนทำงานศิลปะเท่าที่ควร ถ้าเราเชื่อว่าดนตรีคือศิลปะ

มันเลยทำให้วงการดนตรีบ้านเราไม่เจริญเท่าที่ควร เพราะมันเลี้ยงครอบครัวไม่ได้

ลองสังเกตดูว่าคนที่ทำงานศิลปะจริงๆ เพียวอาร์ตจริงๆ ในบ้านเรา ส่วนใหญ่จะลำบาก เหมือนกับนักเขียนนวนิยายก็ดี นักดนตรี นักเขียนกาพย์กลอนสมัยก่อนก็ดี ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีความผิดอะไรเลย เพียงแต่เขารักธรรมชาติ เขารักศิลปะ เขาอยากทำงานในสิ่งที่รัก แต่มันไม่นิ่ง เลี้ยงครอบครัวไม่ได้

ถ้าไม่ดังจริง ไม่ได้อยู่ระดับท็อปจริงๆ ก็ลำบาก นักดนตรีเชียงใหม่เก่งเยอะแยะ แต่ต้องมีร้านกาแฟ พวกเล่นจ๊งเล่นแจ๊ซอะไรอย่างนี้ ค่าตัวคืนหนึ่งได้ 100-200 บาท

อยากจะบอกสังคมไทยว่า เพลง และศิลปะต่างๆ ไม่ใช่จะผลิตง่ายๆ กว่าจะได้มาแต่ละเพลง ต้องใช้พรสวรรค์ ความพยายาม บางคนแต่งเป็นร้อยๆ พันๆ เพลง กว่าจะดังสักเพลง

สิ่งที่ตกผลึกก็คือ ในภาพรวม คนไทยยังให้ค่ากับศิลปะของตัวเองไม่ดีเท่าที่ควร

หวัง ‘ลิขสิทธิ์’ พัฒนา
ประเทศเจริญ ให้ค่าศิลปะ
‘ดังเพลงเดียว อยู่ได้ทั้งชาติ’

ช่วงที่พี่เต๋อ (เรวัต พุทธินันทน์) มาทำวงการ ช่วงที่มีแกรมมี่ อาร์เอส อะไรพวกนี้ ก็เป็นช่วงหนึ่งที่โอเค พออยู่ได้ แต่หลังจากนั้น โดยเฉพาะช่วงเวลานี้ก็ไม่ดี

เรื่องลิขสิทธิ์เผยแพร่ตอนนี้มันก็ยังไม่ค่อยชัดเจน แต่หวังว่าวันข้างหน้ามันจะดีขึ้น เพราะประเทศที่เจริญแล้ว เขาให้ความสำคัญกับศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นงานจิตรกรรม งานเขียน งานอะไรก็แล้วแต่ เมืองนอก แค่ One-hit wonder มีเพลงดังจริงๆ เพลงเดียว อยู่ได้เลยทั้งชาติ เพราะทุกครั้งที่ถูกทำซ้ำก็จะได้รายได้ แต่งเพลง Happy Birthday หรือเพลงคริสต์มาส เพลงเดียวนี่แหละ อยู่ได้ทั้งชีวิตเลย

นี่คือเรื่องที่เป็นห่วงพี่ๆ น้องๆ ลูกๆ หลานๆ ที่รักชอบดนตรีเหมือนพวกเรา บางทีแม้แต่ลูกหลานเราเอง เรายังไม่กล้าแนะนำเลยว่า มาเป็นนักดนตรีเถอะ มาเป็นนักแต่งเพลงเถอะ ไม่แน่ใจว่าเขาจะอยู่ได้หรือเปล่า กลัวเขาลำบาก

สร้างมัน แล้วส่งออกไป ‘อยู่ที่จะคิดอะไรออกมา’

จริงๆ ยุคนี้มีโอกาสดีกว่าสมัยที่พวกเราทำงานกันเยอะ ด้วยวิวัฒนาการทางโซเชียลมันดีกว่าเมื่อก่อนเยอะ ทำให้โอกาสสำหรับเด็กรุ่นใหม่มีมากขึ้น ตอนนี้ทุกคนมีสื่อในมือ อยู่ที่ว่าจะคิดอะไรออกมา สร้างมัน แล้วส่งออกไป

สมัยก่อน ยุคค่ายเพลง เป็นยุคที่มีนายทุน พอเขาลงทุน ก็ต้องหวังได้คืน เพราะฉะนั้นมันก็จะเริ่มมีบล็อกว่า ต้องแต่งแบบนี้นะ เพราะมี Target Sales ก็จะขายได้เยอะ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าลูกค้ารายใหญ่คือเด็กวัยรุ่น ซึ่งเขาก็จะโฟกัสเรื่องรักๆ ช้ำๆ อะไรพวกนี้ มันก็เหมือนเราถูกสั่งให้แต่งเพลงอย่างเดียว

เพราะฉะนั้น พอมาแต่งเพลงอย่างอื่น เพลงของวงนั่งเล่น จริงๆ แล้วมียอดแฟนคลับไม่เยอะหรอก ถ้าเทียบกับเพลงทั่วไป

ถ้ารักจริง ก็มีทางไป
ตกต่ำ ก็หาทางกลับมาได้ หยุดเมื่อไหร่ มันคือจบ

ถ้าเรารักอะไรจริงๆ ก็ซื่อสัตย์กับอาชีพ แล้วทำไป มันจะมีทางไปเอง อาจจะลำบากหรือไม่ลำบากก็แล้วแต่ แต่มันมีทางแน่นอน ไม่ว่าอาชีพอะไร คนเก่งจริงจะอยู่ได้

คนที่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก เวลาตกต่ำ ไม่ว่าอย่างไรเขาจะหาทางกลับมาได้ เขาจะไม่หยุด การล้มเหลวแค่ 2-3 ครั้งมันไม่ได้เป็นข้อตัดสิน มันต้องทำไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นอย่ารู้สึกล้มเหลวเร็วจนเกินไป

น้องๆ ที่ทำงานเพลงปัจจุบัน โชคดีมากที่อยู่ในยุคนี้ซึ่งมีทุกอย่าง มีสื่ออยู่ในมือ เหลือแค่ตัวเองเท่านั้น ขอให้พยายามทำ พอเริ่มทำแล้วก็อย่าหยุด เพราะเมื่อไหร่ที่หยุด มันคือจบ