แท็งก์ความคิด : พิธีเมื่อ3พันปีก่อน
บรรยากาศเศร้าโศกเสียใจยามนี้ไม่มีอะไรจะบรรเทาทุกข์ใจได้ดีไปกว่าหนังสือ
หนังสือที่อยู่ใกล้มือได้มาจากงานมหกรรมหนังสือระดับชาติที่เพิ่งผ่านพ้น
ส่วนใหญ่ที่ได้มาเป็นหนังสือจากสำนักพิมพ์มติชนที่มีหลากหลายเรื่องราว
เล่มหนึ่งที่หยิบขึ้นมาอ่านคือ “ประวัติศาสตร์ไทยหลายชาติพันธุ์” ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ
เหตุที่หยิบขึ้นมาอ่านเพราะมีเรื่องราวของมนุษย์ในยุคโบราณที่อาศัยอยู่ในละแวกแผ่นดินไทยนี้
ตามเนื้อหาของหนังสือระบุว่า พบหลักฐานเป็นโครงกระดูกมนุษย์ชุดแรก อายุราว 3000 ปี ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี
เมื่อพบโครงกระดูกก็ยืนยันว่า ณ ที่นั่น เวลานั้น มีมนุษย์อาศัยอยู่
ยังมีหลักฐานที่ชี้ว่ามนุษย์ในยุคนั้นกินข้าวเป็นอาหาร
หนังสือเล่มเดียวกันบอกว่า ต้นข้าวเป็นพืชตระกูลหญ้าอย่างหนึ่ง มีขึ้นทั่วไปเป็นธรรมชาติเหมือนกับหญ้าชนิดอื่นๆ ในโลก
แต่พืชชนิดนี้เรียกกันว่า “ข้าวป่า” ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็น “ข้าวปลูก” ซึ่งเริ่มเมื่อไหร่ไม่ทราบ
เพียงแต่ได้พบซากเมล็ดข้าวที่ จ.แม่ฮ่องสอน อายุราวหมื่นปีมาแล้ว
ส่วนข้าวเก่าแก่ที่สุดในไทย ที่คนกินครั้งแรก คาดว่าจะประมาณ 7000 ปีมาแล้ว แต่บางตำราบอกว่าก่อนหน้านั้น
โดยได้พบหลักฐานเมล็ดข้าวไร่ในไทย ทั้งข้าวเหนียว และข้าวเจ้า ที่ จ.แม่ฮ่องสอน เหมือนกัน
ข้าวที่คนยุคนั้นกิน เขากินกับปลา
ทั้งนี้พบหลักฐานที่ จ.ชลบุรี และที่ จ.นครราชสีมา พบกากข้าวและปลา อายุไม่น้อยกว่า 3000 ปี
ด้านความเชื่อ ผู้คนสมัยก่อนเชื่อว่า “คนเป็น” อยู่ใน “โลกมนุษย์” ส่วน “คนตาย” อยู่ใน “โลกผี”
เชื่อว่า เหตุที่คนตาย เพราะขวัญหายออกจากร่าง แล้วหลงทางกลับร่างไม่ถูก
ถ้าเรียกขวัญคืนร่างได้คนก็ไม่ตาย
ดังนั้น แม้คนจะตาย แต่ “ขวัญ” ไม่ตาย ขวัญยังเคลื่อนไหวเหมือนมีชีวิต แต่อยู่ต่างมิติ จับต้องไม่ได้ มองไม่เห็น
จึงถูกเรียกว่า “ผี”
เมื่อมีคนตาย คนเป็นจะทำพิธีกรรมงานศพและฝังศพให้
ลำดับความจากเนื้อหาของหนังสือ ทราบว่าเมื่อ 2500 ปีที่แล้ว เมื่อปรากฏความตายจะแบ่งออกเป็นร่างกายและขวัญ
ในสมัยนั้นยังไม่พบหลักฐานเรื่องพิธีสู่ขวัญ แต่สมัยหลังๆ พบว่ามีพิธีสู่ขวัญหลายวัน
พิธีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากมีคนตายและทำพิธีฝังศพครั้งแรก
การทำพิธีสู่ขวัญก็ด้วยความหวังว่าขวัญจะคืนร่าง คนตายจะฟื้นคืนมา
เมื่อเวลาผ่านไปหลายปีจนศพเหลือกระดูก คนเป็นจะนำกระดูกมาทำความสะอาด แล้วรวบรวมใส่ภาชนะดินเผาที่รูปร่างคล้ายน้ำเต้า
จากนั้นทำพิธีศพครั้งที่ 2
ในครั้งที่ 2 นี้ ต้องส่งขวัญคนตายขึ้นฟ้าไปรวมพลังกับผีฟ้า เพื่อปกป้องคุ้มครองคนเป็นในชุมชน
เป็นความเชื่อในศาสนาผีที่ดำรงอยู่เมื่อพันปีก่อน
สำหรับภาชนะที่บรรจุกระดูกคนเมื่อ 2500 ปีก่อน มี 2 แบบ
หนึ่ง ก้นกลมมน เหมือนหม้อดินเผา คล้ายน้ำเต้า และสอง ทรงกระบอกยาว เหมือนแคปซูล มีการขุดพบที่ จ.ร้อยเอ็ด
เชื่อว่าคนสมัยก่อนเชื่อเรื่องตายแล้วกลับคืนสู่ครรภ์มารดา
ภาชนะกลมมน คล้ายน้ำเต้า ที่เปรียบเสมือนครรภ์มารดา จึงน่าเชื่อว่านี่คือเหตุของการใช้ภาชนะลักษณะนี้มาใส่กระดูก
และภาชนะรูปร่างดังกล่าวก็เป็นต้นแบบของโกศในสมัยหลังๆ มาจนถึงปัจจุบัน
ความจริงแล้วภายในหนังสือ “ประวัติศาสตร์ไทยหลายชาติพันธุ์” ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ ยังมีเรื่องอื่นๆ อีกมาก
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรือน เรื่องบ้าน เรื่องสยาม เรื่องไท เรื่องไทย เรื่องเชื้อชาติ เรื่องชาติพันธุ์
เป็นความรู้ที่น่าอ่าน และทำความเข้าใจ
ทุกอย่างที่ปรากฏในเล่ม เป็นเรื่องที่อยู่รอบๆ ตัวเรานี่เอง
เพียงแต่ห้วงเวลานี้ จิตใจได้รับผลกระทบจากความสูญเสีย
จึงพลิกไปอ่านเรื่องที่เกี่ยวกับเกิด แก่ เจ็บ ดับ
อ่านแล้วได้ความรู้ ได้ตระหนักถึงกฎไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ไม่ว่าจะเป็นคนเมื่อ 3000 ปีก่อน หรือคนในปัจจุบันนี้
ต่างก็ยังอยู่ภายใต้กฎแห่งสัจธรรมเดียวกันนี้
นฤตย์ เสกธีระ

