80 ปีคืนไต้หวันสู่แผ่นดินใหญ่
ย้อนประวัติศาสตร์ เปิดกฎหมาย
โลกนี้มี ‘จีนเดียว’
25 ตุลาคม 2025 ตรงกับวาระครบรอบ 80 ปีที่ ‘ไต้หวัน’ หวนสู่แผ่นดินใหญ่ เมื่อญี่ปุ่นส่งมอบเกาะดังกล่าวคืนใน ค.ศ.1945 หลังเข้ายึดครองตั้งแต่ ค.ศ.1895
สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย จึงจัดเสวนาเพื่อการ ‘รำลึกครบรอบ 80 ปีการคืนไต้หวันสู่แผ่นดินใหญ่’ โดยมีผู้แทนจากภาคส่วนต่างๆ เข้าร่วมอย่างคับคั่ง อาทิ พินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีนและส่งเสริมความสัมพันธ์, ตัวแทนสมาคมชาวจีนโพ้นทะเล สมาคมมิตรภาพไทย-จีน บริษัทจีนในประเทศไทย เป็นต้น รวมกว่า 200 ราย
ทูตจีนย้ำ ‘สองจีน ไม่มีจริง’
ตามกฎหมาย-ประวัติศาสตร์ ไต้หวันเป็นของจีน
จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย กล่าวปาฐกถาหลัก ในวาระครบรอบ 80 ปีแห่งชัยชนะของชาวจีนในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และวาระ 80 ปีที่ไต้หวันกลับคืนสู่มาตุภูมิ โดยระบุว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการผ่านมติแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ที่จะมีการส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างช่องแคบไต้หวันด้วยความสันติ ถือเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ของการรวมชาติ และการได้เห็นการรวมตัวกันของชาวจีน และมิตรสหายในประเทศไทยในวันนี้ มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง
“การที่ไต้หวันคืนสู่มาตุภูมิเป็นความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่จากการต่อสู้อย่างกล้าหาญและเสียสละของชาวจีนทั้งประเทศ ในสงครามต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น และการที่ไต้หวันกลับคืนสู่มาตุภูมิได้ลบล้างความอัปยศอดสูของชาติจากการรุกรานจากต่างชาติซ้ำแล้วซ้ำเล่า” ทูตจางกล่าว
ก่อนเน้นย้ำว่า ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินจีนตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และกฎหมายที่ระบุไว้ชัดเจนว่าใน ค.ศ.1945 ไต้หวันกลับคืนสู่มาตุภูมิ และจีนมีอำนาจปกครองเหนือไต้หวัน ทำให้ประเด็นเรื่องสถานะของไต้หวันได้รับการแก้ไขจนสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 1971 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้มีการลงมติที่ 2758 ด้วยคะแนนเสียงที่ท่วมท้นว่าให้คืนสิทธิทั้งหมดให้แก่สาธารณรัฐประชาชนจีน รับรองผู้แทนรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมเพียงผู้เดียวของจีนในสหประชาชาติ และขับผู้แทนของเจียงไคเช็คออกจากการครอบครองอย่างผิดกฎหมายในสหประชาชาติ ข้อมตินี้ไม่เพียงแต่แก้ไขปัญหาเรื่องกฎหมายได้ แต่ยังทำให้จีนมีที่นั่งเพียงที่เดียวในสหประชาชาติ ทำให้เรื่อง ‘สองจีน’ นั้นไม่มีอยู่จริง
หลัก ‘จีนเดียว’ 3 ประการ
‘รวมชาติ’ เลี่ยงไม่ได้ ฟื้นความยิ่งใหญ่ รองรับโลกเปลี่ยน
เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เอ่ยว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนถือว่าการแก้ไขสถานะไต้หวัน และการรวมประเทศกลับสู่มาตุภูมิเป็นภารกิจทางประวัติศาสตร์อย่างแน่วแน่
“การแก้ไขประเด็นไต้หวันและการรวมชาติโดยสมบูรณ์เป็นบรรทัดฐานร่วมกันของชาวจีนทุกคน และเป็นสิ่งจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับการฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองของชาติจีน
ในการประชุมสมัชชาใหญ่ครั้งที่ 18 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ปรับยุทธศาสตร์โดยรวมเพื่อการฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองของชาติจีนอันยิ่งใหญ่เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของโลก นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอแนวคิดและกลยุทธ์มากมายสำหรับแผนยุทธศาสตร์โดยรวมเพื่อกำหนดทิศทางเกี่ยวกับประเด็นไต้หวัน” ทูตจางกล่าว
จากนั้น กล่าวถึงหลักการ ‘จีนเดียว’ ซึ่งมีทั้งหมด 3 ประการ ได้แก่
1.มีจีนเพียงผู้เดียวในโลก
2.ไต้หวันเป็นดินแดนของจีนที่ไม่อาจแบ่งแยกได้
3.รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นรัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมายเพียงผู้เดียว
หลักการจีนเดียวเป็นพื้นฐาน และรากฐานของการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ ทั้งหมด อีกทั้งเป็นพื้นฐานพืของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเป็นฉันทามติของประชาคมโลก
“ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่สร้างความสัมพันธ์ทางการทูต ประเทศจีนและไทยได้ยึดว่ามีความเคารพซึ่งกันและกัน มีความเสมอภาค และความไว้วางใจ ซึ่งได้มีความจริงใจและให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันมาอย่างเหนียวแน่นในการปกป้องความมั่นคง ผลประโยชน์ และการพัฒนาของชาติ” ทูตจางกล่าว
ชื่นชมไทยมั่นคงไม่ลดละ
ปักหมุด ‘ปีทองมิตรภาพ’ สร้างความไว้วางใจ 2 ชาติ
ท่านทูตจีนยังกล่าวชื่นชมในความยึดมั่นในหลักการจีนเดียวของไทยอย่างมั่นคงตลอดมา
“จีนยินดีใช้โอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตจีน-ไทย และปีทองมิตรภาพจีน-ไทย เป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ครั้งใหม่เพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจทางการเมืองระหว่างสองประเทศ
การสนับสนุนหลักการจีนเดียวอย่างไม่ลดละของชาวจีนโพ้นทะเลและคนจีนในประเทศไทยทำให้เกิดเป็นสาธารณรัฐที่เข้มแข็งในช่วงเวลาที่สำคัญ
ไทยและไต้หวันมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อน ปัจจุบันประชาชนในสังคมไทยบางส่วนยังคงมีมุมมองที่ดูกลัวและเข้าใจผิดเกี่ยวกับประเด็นไต้หวัน หวังว่าท่านที่อยู่ที่นี่จะสามารถแสดงบทบาทในการกลับบ้านของไต้หวันอย่างหนักแน่น” ทูตจางทิ้งท้าย
‘พินิจ’ ยกย่องความสำเร็จเหนือกำลังทหาร
กล้าประกาศ ‘สี จิ้นผิง’ นำโลกสู่สันติ
ด้าน พินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีนและส่งเสริมความสัมพันธ์ ร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับงานแสดงแสนยานุภาพของประเทศจีนในวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา ว่าความสำเร็จที่เหนือกว่ากำลังทหาร อาวุธ ในการเดินขบวน คือสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ว่า
‘การแสดงแสนยานุภาพในครั้งนี้ก็เพื่อไปสู่สันติภาพโลก ไม่ใช่เพื่อสู้รบกับใคร’
เหตุเพราะไม่มีผู้นำคนไหนกล้าพูดถึงสันติภาพโลกมาก่อน
“ไม่มีผู้นำโลกคนไหนที่ประกาศเช่นเดียวกันกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประเทศจีนถือว่าโชคดีมากที่ในยุคสมัยนี้มีประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นผู้นำ เพราะถ้าคนอื่นนำ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าโลกและประเทศจีนจะเป็นอย่างไร เพราะสถานการณ์ทั้งหลายทั้งปวงขึ้นอยู่กับผู้นำ แต่ประเทศจีนนั้นพรรคคอมมิวนิสต์มีขั้นตอน และขั้นตอนเหล่านี้ล้วนมีกลไกสำคัญที่ทำให้ประเทศจีนประสบความสำเร็จ ผมกล้าประกาศว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะเป็นผู้นำโลกไปสู่สันติสุข” พินิจกล่าว
จากนั้น ประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีนฯ กล่าวแสดงความยินดีกับจีนที่ได้ไต้หวันกลับคืนมา
“ในความเป็นจริง ตั้งแต่สมัยบรรพกาล 1,000 ปีที่แล้ว ไต้หวันไม่เคยเป็นดินแดนของประเทศใด แต่เป็นดินแดนของจีนตลอดมา แต่ที่ประวัติศาสตร์เป็นแบบนี้ก็เพราะการแทรกแซงของมหาอำนาจ
ค.ศ.1949 ก่อนที่ประธานาธิบดีเหมา เจ๋อตง จะนำกองทัพบุกจัตุรัสเทียนอันเหมินและประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน คนจีนยังอดอยาก ยากจน ด้อยพัฒนา อีกทั้งยังถูกต่างชาติข่มเหง แต่จีนก็พัฒนาอย่างรวดเร็วจนมีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจอย่างมาก” อดีตรองนายกรัฐมนตรีไทยกล่าว
ก่อนหยิบยกประเด็น แผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 (2026-2030) ที่เพิ่งผ่านมติไป โดยจีนประกาศอย่างชัดเจนว่าจะเป็นเข็มมุ่งทางยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ
“ประเทศจีนจะไปได้ไกล และเหนือกว่าหลายประเทศ เพราะผู้นำจีนมีคุณธรรม มีความเสียสละ และการที่จีนดำเนินการกำจัดคอร์รัปชั่นต่อไปอย่างเด็ดขาด ยิ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่จะทำให้ประเทศจีนแข็งแกร่งในหลายๆ เรื่อง
เมื่อแข็งแกร่งแล้ว ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวว่าจะไม่แทรกแซงใคร กองทัพจะไม่รุกรานแต่จะเป็นอาวุธเพื่อสร้างสันติภาพของโลก ลดความขัดแย้ง ลดสงคราม ลดการต่อสู้ ให้อยู่กันอย่างสันติ มีการแบ่งปัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน นี่คือโลกของสันติภาพที่ผมสนับสนุนอย่างยิ่ง จีนโชคดีที่มีประธานาธิบดีสี จิ้นผิง
ไม่เฉพาะจีนโชคดี แต่ชาวโลกโชคดีด้วย” พินิจกล่าว ก่อนทิ้งท้ายถึงสมาคมจีนยุคใหม่ว่า
ขอให้มีความจริงใจต่อกัน พยายามสร้างมิตร หาสมาชิกในการสร้างความร่วมมือกับประเทศจีนสืบต่อไป

