อิสรภาพของ ‘ป้าอัญชัญ’
เคสประวัติศาสตร์ที่โลกจดจำ
คนสามัญ ฝันเกษียณสำราญ บำนาญไม่ถูกพราก
จินตภาพในหัวของคุณในวัยเกษียณ
อาจเป็นการได้อยู่รายล้อมคนที่รัก พักในบ้านที่แสนอบอุ่น
หากแต่ไม่ใช่สำหรับ อัญชัญ ปรีเลิศ
“ผลกระทบจากการโดนคดี บอกเลยว่ามันขาดอิสรภาพ พลัดพรากจากคนที่รัก และขาดความมั่นคงในชีวิต”
ในวัยย่าง 70 ปี ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แม้ได้รับอิสรภาพยังคงไม่ได้พัก ด้วยชีวิตที่แทบไม่เหลืออะไร จำใจต้องเดินต่อทวงคืนสิทธิที่ควรได้รับในฐานะประชาชนคนหนึ่ง
ข้าราชการกรมสรรพากร C8 คือตำแหน่งสุดท้าย
‘บำนาญ’ ที่ถูกฟ้องให้ริบคืนเป็นการเทียบปรับ หลังสารภาพรับทัณฑ์ ต้องโทษสูงสุดในประวัติศาสตร์จากคดีอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา14 จากการแชร์คลิปเสียง ‘บรรพต’ ดีเจรายการใต้ดิน

‘ป้าอัญชัญ’ เล่าย้อนภาพที่ลืมไม่ได้จำไม่ลง
25 มกราคม 2558 ถูกล็อกตัวขณะสาธิตขายตรง ท่ามกลางบรรยากาศกฎอัยการศึก
“มีตำรวจนอกเครื่องแบบและทหาร มาที่บ้านตลิ่งชัน บ้านของน้องสาวหลังติดกัน เราก็ตกใจ หูย มากันเยอะแยะ ปิดตั้งแต่ต้นจนท้ายซอย”
ถูกยึดเครื่องมือสื่อสาร ปิดตา คลุมถุงดำไปสอบสวนที่ราบ 11 ซุกอยู่ในห้องแถวหน้าต่างปิดทึบอยู่ 5 วัน
แม้ให้ความร่วมมือทุกอย่าง บนโต๊ะตัวยู ทว่านับแต่ 30 มกราคม 2558 กลับต้องก้าวขาเข้าสู่ทัณฑสถานหญิงกลาง อย่างไม่รู้ชะตากรรมอีกเลย
3 ปี 7 เดือน 7 วัน ก่อนได้รับประกันตัวในศาลทหาร คดีโอนสู่ศาลอาญา จึงได้ออกมาเห็นโลกได้เพียง 2 ปี ได้ใช้สิทธิเลือกตั้ง
ก่อนต้องถูกจองจำอีกครั้ง 19 มกราคม 2564 คือวันที่จำได้ไม่ลืม หนนี้โทษยาวนานถึง 29 ปี 174 เดือน (สารภาพจึงลดโทษกึ่งหนึ่ง จาก 43.5 ปี เหลือกระทงละ 1 ปี 6 เดือน)
“ป้าใช้ความอดทนมากๆ เราจะต้องมีลมหายใจออกไป ต้องอยู่ให้ได้ ไม่มีปัญหากับใคร ต้องรักษาชั้นของเราไว้ เพื่อที่จะได้รับอิสรภาพออกมา เราต้องเป็นนักโทษที่ดี ชั้นเยี่ยม ที่จะต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ของเขา ซึ่งเยอะมากๆ”
อยู่ครบกำหนด 8 ปี กระทั่งได้ปล่อยตัวจากการพระราชทานอภัยโทษ
ป้าอัญชัญคือสัญลักษณ์ของคนธรรมดาที่ผ่านเรื่องหนักหนา แต่ไม่เคยสิ้นหวัง
เป็นดั่งกิ่งไผ่ที่ลำแกนมั่นคง แม้จำต้องโน้มตามลมในบางครั้ง
8 ปี 4 เดือน 15 วัน ไม่เห็นเดือนตะวัน ผ่านขวากหนามทุกข์ยากลำเค็ญ ยังคงยืนเด่น สีหน้าแจ่มใส
“ได้ออกมา 27 สิงหาฯ 68 ดีใจที่ความเป็นมนุษย์กลับคืนมา อยู่ในนั้นเราไม่มีอิสระ ชีวิตจำเจ อยู่สภาพเดิมอย่างนั้น บอกตรงๆ ต้องอดทนมาก”
ในวันนี้ เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการขายน้ำพริก เรียนรู้อยู่กับสิ่งที่เหลืออยู่น้อยนิดแต่ติดตัวมาเสมอ นั่นคือ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยให้คำสัตย์ปฏิญาณกับตัวเองว่าไม่ขอกลับเข้าไปอีกเด็ดขาด

ในสภาวะที่อิสรภาพถูกกักขัง และความหวังดูเลือนลับ ป้าอัญชัญมีวิธีปรับตัวและหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณอย่างไร? หาคำตอบได้ในบรรทัดนับจากนี้
⦁ ตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน กิจวัตรข้างในเป็นอย่างไรบ้าง?
ต้องตื่นนอนตี 4 กว่า เก็บที่นอนให้เรียบร้อย อีก 10 นาที 6 โมง เขาจะปล่อยให้คนแก่ออกมาอาบน้ำอาบท่าก่อนห้องอื่น ให้อาบแบบสบายๆ หน่อย แต่ก็ยังเบียดกัน ถึงเวลาไปกินข้าว บางคนมีงานที่ต้องไปทำ คนแก่ก็ต้องมานั่งที่เขาให้นั่งจนกว่าเขาจะปล่อย นั่งกันอยู่อย่างนั้นกี่ปีล่ะคิดดู ชีวิต (หัวเราะ) ถ้าเราไม่หาอะไรทำก็จะอยู่สภาพแบบนั้น ป้าเบื่อๆ เซ็งๆ ก็ไปห้องสมุด หาความรู้ บางทีมีอบรมอะไรที่เราชอบ อย่างโหราศาสตร์ ก็ไปศึกษากับเขา
⦁ การเข้าไปในฐานะ ‘นักโทษทางการเมือง’ ได้รับการปฏิบัติดีไหม?
สตริกต์มากนะ บอกตรงๆ เขาก็จับตามองว่าเราจะแสดงพฤติกรรมแบบไหน ขนาดจดหมายกว่าจะผ่านเข้ามาได้ ของป้าไม่ได้แค่ผ่านผู้คุม แต่ต้องผ่านฝ่ายปกครองอีก ถ้าไม่ได้ก็ต้องแก้ พอมาระยะหลังที่แอมเนสตี้ฯพูดเรื่องจดหมายก็ดีขึ้นหน่อย
⦁ ในเรือนจำมีกลุ่มเพื่อนให้คุยระบายความในใจบ้างไหม?
ก็พอมีคนที่พูดคุยกันได้ แต่นักโทษการเมืองเขาจะไม่ค่อยให้เจอกันนะ พอมาเจอกันก็มีคนจับตา ต้องแอบคุยกัน คิดดูสิ (หัวเราะ) โอ้โห! จะพูดจะคุยอะไรกันไม่ได้เลย

⦁ นักโทษหลายคนเครียด ต้องใช้ยา แล้วสภาพจิตใจของป้าเป็นอย่างไรบ้าง มีวิธีจัดการความรู้สึกอย่างไร?
เครียดนะ แต่ต้องทำใจ ตอนที่เข้าไปครั้งแรก ไม่ได้กินยานะ พอมีอาการเราก็ไปหาหมอ แต่พอได้ประกันตัวแล้วเข้าไปอีกครั้ง ความเครียดมันเกิด จนต้องกินยาความดันตั้งแต่นั้นมา แต่เขา (กรมราชทัณฑ์) ก็ดีนะ มีการตรวจรักษา เอกซเรย์ มีอะไรต่ออะไร เมื่อมีงบประมาณมา เขาก็ดูแลดี ส่วนในเรื่องสภาพจิตใจอย่าให้พูดเลย คนเบลอกันเยอะ กินยาจิตเวชแล้วตัวแข็ง เพี้ยนไปเลยก็มี จากคนที่หน้าตาดีๆ น่ารักๆ เอ๋อไปเลย
⦁ ได้เจอพี่มานี (เงินตา คำแสน) บ้างไหม?
อ๋อ ได้เจอกันตอนเยี่ยมญาติเลย เขาอยู่แดนใน ป้าอยู่แดนนอก อย่าง เอกชัย หงส์กังวาน จะมาเยี่ยม เขาก็จะนัดแฟนของมานีมาเยี่ยมใกล้ๆ กัน เลยได้คุย มานีเจอก็เรียกคุย มีอยู่ครั้งหนึ่ง น้องๆ ที่อยู่ข้างในเขารู้จักป้ามาคุย ป้าไม่รู้จักเขาหรอก ผู้คุมมาว่าทันที ‘คุยอะไรกัน!’ ‘อ้าวทำไมล่ะคะ คุยกันไม่ได้เลยหรอ” ก็เถียงไป คุยกันไม่ได้เลยลูกเอ๋ย (เสียงสูง) เสรีภาพไม่มีเอาเสียเลย ขนาดห้องนอน ยังเอาอะไรเข้าไปไม่ได้เลย ผ้าเช็ดหน้าสักผืนจะเอามาปูหมอน ก็ตรวจแล้วตรวจอีก หนังยาง เอาเข้าไปได้แค่วงเดียว ยาดมยาหอม ก็ไม่ได้
⦁ แต่ก็ถือว่าเข้มแข็งมาก อยู่ข้างในถึง 8 ปี ออกมายังรักษาสภาพจิตใจได้ดี ยังคงแจ่มใส มีอะไรที่หล่อเลี้ยงจิตใจ จดหมายที่ส่งเข้าไปพอจะช่วยเยียวยาได้ไหม?
ขอบคุณค่ะ (ยิ้ม) คือเราต้องอยู่กับปัจจุบัน ต้องปรับตัวให้ได้ ถ้าพูดตรงๆ กำลังใจคือคนที่ยังไม่ทิ้งป้า อย่างกลุ่มต่างๆ ที่ช่วยดูแล หลายคนเข้าไปเยี่ยมเราบ่อย ส่งจดหมายเข้าไป ติดต่อญาติให้ เพราะญาติก็มีอยู่คนเดียว คือพี่ชาย ซึ่งเขาก็ไม่ค่อยแข็งแรง ได้เยี่ยมผ่านออนไลน์เดือนละครั้ง
⦁ ถ้ามองพื้นฐาน เสรีภาพควรเป็นแบบไหน อาจแค่การไปซื้อข้าวหน้าปากซอยได้โดยไม่ต้องคอยระแวงหน้าระวังหลัง?
เสรีภาพควรจะเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง ต้องมองเห็นค่าประชาชน อย่างพวกหนูๆ ทั้งหลายที่ชุมนุมเรียกร้อง ลองฟังหน่อย คุณมีอำนาจก็จะใช้แต่อำนาจเดิมๆ อยู่อย่างนี้ คำพูดของเด็กรุ่นใหม่คุณไม่เอามาคิดบ้างเลยเหรอ เพื่อให้ประเทศนี้มันดีขึ้น เราอยากให้สิ่งต่างๆ มันถูกต้อง แล้วดูสิ เด็กๆ เขาต่อสู้ก็จับเขาเข้ามา
⦁ หลังจากได้รับอิสรภาพ มองว่า ณ ตอนนี้มีเสรีภาพจริงๆ แค่ไหน?
ป้าว่าไม่นะ เรายังถูกบังคับใช้อยู่ ผู้มีอำนาจยังยึดมั่น เขายังไม่ให้สิทธิเราอย่างแท้จริง
⦁ การกลับมาอยู่ในสังคมหลังห่างหายไป 8 ปีเต็ม เห็นอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง?
ไม่เห็นเปลี่ยนเลย ทุกวันนี้ก็ยังไม่ให้ประกันตัวคดีการเมือง ป้าคิดว่า ยังย่ำอยู่กับที่ ยังไม่ไปข้างหน้า มันยังวนๆ อยู่อย่างนี้

⦁ เราเห็นความพยายามของคนที่อยู่ข้างนอก จัดงาน Run for Free หรือแม้แต่การที่แอมเนสตี้ฯ เข้าไป ทำแคมเปญทั้ง ‘เขียน เปลี่ยน โลก’ หรือแม้แต่ Free Ratsadon, Free Anchan สิ่งเหล่านี้พอจะต่อเติมความหวัง ขยับขอบเขตเสรีภาพในไทยได้บ้างไหม?
ณ วันนี้มันยังไม่เกิดขึ้น แต่ด้วยกาลเวลา ป้าว่าพวกหนูๆ ทั้งหลายจะชนะ แต่ในชีวิตป้าจะได้เห็นหรือเปล่าไม่รู้ ป้าดีใจ ที่ยังมีกลุ่มคนที่ไม่ทอดทิ้งเรา ให้เคสเราเป็นตัวอย่างในการทำแคมเปญเรียกร้องทั่วโลก ดีใจที่ผู้หญิงแก่ๆ คนหนึ่ง ยังไม่โดนทอดทิ้ง เขาบอกว่ามีคนข้างนอกรู้จักป้าอีกเป็นล้านๆ คนเลยนะ เราก็ โห! ขนาดนั้นเลยเหรอ เป็นอะไรที่อยากขอบคุณทุกคนที่ยังคิดถึงป้า มีข้อความที่พรินต์มาเป็นแผ่นๆ เยอะเลยนะ ได้อ่านทุกข้อความเลย ตอนที่แอมเนสตี้ฯ กับหนูๆ จัดงานวันเกิดให้ วันรุ่งขึ้น ผู้คุมเรียกมาถามเลย ป้าเกิดวันที่เท่าไหร่นะ (ยิ้ม)
⦁ ในฐานะเจ้าของ ‘รางวัลจารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย’ ประจำปี 2568 จากสภานักศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ รู้สึกอย่างไรที่คนรุ่นใหม่เข้ามารายล้อม ทั้งถ่ายรูป ส่งกำลังใจในงานรำลึก 6 ตุลาฯ?
โหย! เป็นเกียรติอย่างยิ่งเลยที่เขามีมติมอบให้ป้า ไม่คิดเลยว่า ณ วันนั้นป้าจะได้ถ่ายรูปเยอะแยะมากมายก่ายกอง ใครๆ ก็บอกว่าขอถ่ายรูปหน่อย ขอบคุณมากๆ เลย
ป้าเคยบอกกับน้องๆ เขาไปว่า ‘ฝากด้วยนะลูก’ ‘ต่อไปต้องเป็นพวกหนูแล้วนะที่ต้องรับภาระนี้ไป เราอยากให้ลูกหลานสบาย หนูก็ต้องสู้กันนะ’ นี่พูดจริงๆ ป้าจะคอยมองดู ว่าจะได้เห็นไหม
⦁ เลือกตั้งครั้งหน้า ไปใช้สิทธิแน่นอน?
แน่นอน ดีใจที่ได้ออกมา คิดว่ามีไหมเนี่ย เขาจะไม่มีหรือเปล่าเนี่ย (หัวเราะ)
⦁ ช่วงเวลาที่ยากลำบากสุด คือช่วงไหน ผ่านมาได้อย่างไร?
ต้องปล่อย ต้องทำใจกับมัน ในเมื่อเรามาอยู่ตรงนี้แล้ว เราจะตายเหรอ ก็ไม่ใช่ เราต้องอยู่ให้ได้ในสภาพแบบนั้น ยอมรับ อดทน ฝ่าฟันจนได้รับอิสรภาพ
⦁ กำลังจากคนข้างนอก สำคัญขนาดไหน จดหมายฉบับไหนที่อ่านแล้วประทับใจจนจดจำมาถึงวันนี้?
เขาบอกว่าเป็นนักศึกษา รู้สึกจะอายุ 18 น่ารักมากเลย เรายังยื่นให้คนข้างๆ ดูสิ เด็กอายุเท่านี้เขายังรู้จักฉัน เขียนจดหมายมาให้กำลังใจ
บางคนเป็นนักเรียน เป็นอาจารย์ก็มี ขอบคุณมากที่ยังนึกถึงเรา ซาบซึ้งใจจริงๆ บางครั้งที่เหี่ยวแห้ง ท้อ เบื่อ จดหมายเหล่านั้นมันเป็นกำลังใจได้มากสำหรับนักโทษทางการเมือง ไม่คิดว่าจะได้รับเกียรติมากมายขนาดนี้
อันหนึ่งที่ชอบมากเลย เขาเขียนว่า ‘เรื่องราวดีๆ ยังรออยู่ข้างหน้า’ ก็หวังว่าเรื่องราวดีๆ จะเกิดขึ้นกับพวกเรา
ป้าภูมิใจที่มีจดหมายเข้ามามากมาย ทำให้เราไม่โดดเดี่ยว มีความรู้สึกว่าเราเป็นคนสำคัญคนหนึ่ง
ผู้คุมข้างในก็รู้สึกว่า ยัยคนนี้ดังนะ ไม่ใช่ย่อยเหมือนกันเว้ย (ยิ้ม) ไม่ใช่ธรรมดา มีคนสนใจ ดูอยู่ มีจดหมายจากต่างประเทศด้วยนะ เขาอยากให้เราได้รับอิสระ

⦁ รู้สึกอย่างไรที่กลายเป็นไอดอลด้านอุดมการณ์ มีอะไรอยากสื่อสาร หรือถอดบทเรียน?
ป้าได้รับเกียรติเป็นไอดอล อยากฝากว่า อย่าท้อนะ ให้สู้ ปัจจุบัน ยังเป็นระบบผู้มีอำนาจบังคับใช้ ต้องเอาตัวรอดให้ได้ อย่าเข้าไปอยู่ในนั้น (เรือนจำ) ต้องระมัดระวัง จะทำอะไรก็ได้แต่อย่าให้เพลี่ยงพล้ำ หรือเสี่ยงเกินไป ใช้พลังอันยิ่งใหญ่ของความรัก ความสามัคคี และกาลเวลาจะดีกว่า
⦁ วางแผนชีวิตช่วงที่เหลืออย่างไร?
ชีวิตป้าไม่ต้องการอะไรมากมาย แค่อยากดำรงชีพอยู่ได้ ไม่ต้องหรูหราฟู่ฟ่า แค่ไม่อดไม่อยาก ให้มันมีรายได้เข้ามาบ้าง เพื่อบำรุงชีวิต อยู่กับคนที่เรารัก ไม่ได้อะไรมากมายเลยลูกเอ๋ย แต่ ณ เวลานี้ เราถูกบั่นทอนไปหมดแล้ว อย่างบำเหน็จบำนาญที่เราควรจะได้ ก็ถูกตัดขาด ในชีวิตข้างหน้า อนาคตของป้าไม่มีแล้ว มันหาไม่ได้แล้ว มันเหมือนกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราฝันไว้ ว่าอยากจะมีเงินเลี้ยงชีพช่วงแก่ตัวไป ก็ไม่มีแล้ว
⦁ ตอนนี้มีเงินเก็บเพียงพอจะหล่อเลี้ยงตัวเองในช่วงบั้นปลายไหม?
ไม่มีอะไรเหลือเลย เราไม่มีเงินทองอะไรมากมาย ตอนทำงานก็มีแต่เงินเดือน จะเอาเงินที่ไหนมาเก็บ พอถูกจับปุ๊บ ก็ไม่มีเงินแล้ว เราทำงานมาเกือบ 40 ปีแทนที่จะได้บำนาญ ก็ไม่ได้ เราไม่ได้ผิดหน้าที่ราชการด้วยนะ ตอนนี้สู้อยู่ เรื่องอยู่ที่ศาลปกครอง ว่าเราไม่ได้ผิดในคดีหน้าที่การงาน เพียงแค่ความคิด ให้ไล่ออกก็พอ ซึ่งระยะเวลาอะไรที่เขาดำเนินการ มันมีช่องว่างอยู่ เราก็สู้ไป คดีอยู่ที่ศาลปกครอง คำสั่งไล่ออกปี’66 ซึ่งช้าเกินไป เราก็สู้ในกรณีนี้ เขาก็ไปสู้อีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งไม่รู้จะยังไงต่อ ไม่รู้จะชนะไหม แต่ดูแล้วความหวังมันน้อยมาก เพราะเราเจอคดีนี้
⦁ แม้ตัวจะแทบไม่เหลืออะไร แต่ยังหลงเหลือความฝันอยู่ใช่ไหม?
ความฝันคือยากมีร้านเล็กๆ สักร้านหนึ่ง ที่บ้านมีท่าน้ำริมคลองตลิ่งชัน เคยคิดฝันไว้กับเพื่อนว่า ฉันน่ะ อยากจะทำร้านกาแฟเล็กๆ บรรยากาศดีๆ มีอาหารจานเดียว คิดไว้ว่าจอดรถตรงนั้นตรงนี้ แล้วเดินเข้ามา ฝันไว้ ถ้าทำได้คงจะมีความสุข ได้อยู่กับบ้าน ขายอะไร ไปจิ๊บๆ จ้อยๆ ทำให้เราไม่เป็นอัลไซเมอร์ด้วย ชื่อร้านคงเหมือนกับน้ำพริกไง (หัวเราะ) มีน้ำพริก กาแฟ อาหารจานเดียว กะเพราห่อไข่
⦁ ถ้าย้อนเวลาไปส่งข้อความถึงตัวเองหรือนักโทษในเรือนจำได้ จะบอกอะไร?
อย่าเข้ามาเลย มันไม่ถึงกับทุกข์ร่างกาย แต่มันทุกข์ใจ ขาดอิสรภาพ ถ้าเป็นไปได้อยากบอกตัวเองว่า เราไม่น่าขาดความรอบคอบ เราประมาทเกินไปถึงต้องเข้าไปอยู่ในนั้น

⦁ ยังมีความหวังกับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชนไหม อยากบอกอะไรกับนักการเมือง?
อยากให้ผู้มีอำนาจมองผลกระทบ มองให้รอบด้าน ฝากเรื่อง ม.112 พอโดนคดีแบบนี้ ญาติพี่น้องก็ทุกข์ใจ บางคนเป็นเสาหลักทำให้ครอบครัวเซ บางคนมีลูกเล็ก แล้วใครจะมาดูแล ผลกระทบยาวเป็นลูกโซ่
⦁ ก่อนถูกจับ สนใจการเมืองเข้มข้นแค่ไหน เข้าไปเกี่ยวข้องกับ ‘บรรพต’ ได้อย่างไร?
คือเมื่อปี 2555 มองดูสภาพบ้านเมืองแล้ว ทำไมมันไม่ไปไหน เดี๋ยวก็รัฐประหาร เลยรู้สึกบ้านเมืองนี้ไม่ปกติ มันมีปัญหาแน่ๆ เป็นวงจรเดิมๆ อะไรที่จะดีหน่อยก็โดนจัดการ พลเรือนปกครองได้ไม่นาน อีหรอบเดิมอีกแล้ว ป้าเลยอยากศึกษาว่ามันเกิดจากอะไร จนได้มาฟังวิทยุใต้ดินของบรรพต เรื่องของเรื่องคืออยากแสวงหาข้อเท็จจริงว่ามันเป็นยังไง ซึ่งเราฟังหมดทุกด้าน
พอแชร์ โดนจับ ซึ่งจริงๆ แล้ว คนก็แชร์กันเยอะ ไม่ใช่ป้าคนเดียว โดนสอบ เขาบอกว่า ฉันเป็นข้าราชการไม่ควรทำ
แฟนที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศบอกว่า อย่าเพิ่งรับสารภาพนะ ให้สู้ เพราะโทษเยอะ พอได้ประกันตัวรู้ว่าจะตัดสิน 19 ม.ค.64 เลยไปที่ศูนย์ทนายฯ ป้าดันไปบอกรายละเอียดมัดตัวไว้เยอะ ก็เลยต้องรับ จาก 43 ปี
สารภาพลดโทษให้เหลือ 29 ปี 174 เดือน คดีของป้าถูกแยกไปเป็นคดีพิเศษ ตอนนั้นคิดว่าเราร่วมมืออย่างดี อะไรๆ คงจะดีกว่า ที่ไหนได้ เต็มเหนี่ยวเลย (หัวเราะ)
⦁ ขอถามย้อนไปถึงช่วงก่อนเจอคดี ชีวิตตอนนั้นเป็นอย่างไร?
เราจบพาณิชย์ สอบเข้าได้ที่กรมสรรพากรเป็นเจ้าหน้าที่ระดับ C1 รู้สึกทำงานตั้งแต่ปี’19 แหนะ ไต่เต้ามาเรื่อยๆ นะ ก็เรียนรามคำแหง เพิ่มวิทยฐานะของเราไป สอบมาตลอดจนถึงระดับ C8 ได้มาอยู่สรรพากรพื้นที่ หูยย ย้ายไปหลายที่ตั้งแต่สุรินทร์ ตรัง ยะลา สตูล ราชบุรี สมุทรสาคร จนกระทั่งสุดท้ายได้ระดับ C8 ที่อ้อมน้อย ตำแหน่งนักวิชาการชำนาญพิเศษ พอใกล้เกษียณเลยขอย้ายมาอยู่ที่ตลิ่งชัน ไม่นานก็ย้ายไปเป็นหัวหน้า ที่เขตบางพลัด แล้วชีวิตก็พลัดตั้งแต่ไปเขตบางพลัด โดนตำรวจจับตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2558 น้องๆ ก็ถามว่าหายไปไหน ติดต่อไม่ได้ จบชีวิตราชการตั้งแต่นั้นมา ทำงานมาตั้งเกือบ 40 ปีจะเกษียณอยู่แล้ว (30 ก.ย.59) อีกนิดเดียวเอง
พอถูกไล่ออกปุ๊บ ไม่ได้อะไรเลย ทั้งที่ไม่ได้ทำราชการเสียหาย นี่คือปัญหา คือความมั่นคงในชีวิต อนาคตเราไม่มีแล้ว โทษร้ายแรงมาก ผลกระทบจากการโดนคดี บอกเลยว่ามันขาดอิสรภาพ พลัดพรากจากคนที่รัก และขาดความมั่นคงในชีวิต บำเหน็จบำนาญไม่ได้

⦁ พูดถึงเรื่องบำเหน็จบำนาญ หลายคนที่ถูกจับ ก็ออกมาสู้เพียงแค่เพื่อสิ่งนี้ มองปัจจัยพื้นฐานในชีวิต อย่างรัฐสวัสดิการอย่างไร ถ้าเกิดขึ้นได้จริงในไทย?
ใช่เลย ประเทศเราควรมีรัฐสวัสดิการที่ทำให้ประชาชนยังชีพอยู่ได้ เราเข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว มันควรจะมีอะไรดีๆ ให้กับคนสูงวัยซึ่งผ่านชะตาชีวิตมาเยอะ เป็นรางวัลชีวิตในช่วงบั้นปลาย ภาษีเราก็เสียทั้งทางตรง ทางอ้อม จึงสมควรอย่างยิ่งที่ต้องมีรัฐสวัสดิการให้ประชาชนอยู่ดีกินดีบ้าง ประชาชนจะได้ไม่อดอยากถึงขนาดต้องขอทาน ออกมาอยู่ใต้สะพาน
ช่องว่างรายได้ มันสูง-ต่ำกันเยอะมาก รวยกระจุกจนกระจายอยู่อย่างนั้น มันจะทำให้สังคมเกิดปัญหา ด้วยช่องว่างรายได้ที่มันเยอะ
ส่วนค่ารักษาพยาบาล และการเรียนฟรีแล้ว ก็ควรปรับปรุงตำราเรียน ทำให้มันทันสมัย อย่าบังคับให้เชื่อ ทุกวันนี้คนค้นคว้าได้หมดแล้ว
⦁ ทุกวันนี้ได้คุยกับแฟนบ้างไหม?
ได้คุยกันแล้ว (หัวเราะ) เขาก็โอเคนะ ให้คำเตือนเรามา โดนคดีเหมือนกัน อยู่ที่ปารีส กับกลุ่มคุณจรัล ดิษฐาอภิชัย แก่แล้วอายุ 76 ใช้ชีวิตลำบาก หนาวมาก ค่าครองชีพก็สูง ป้าอยากให้เขากลับมา สงสารคนแก่ๆ ที่ต้องลี้ภัย จะมีโอกาสได้กลับบ้านไหม อยากฝาก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชน ช่วยเหลือคนไทยด้วยกัน คนไทยแท้ๆ ทำไมถึงอยู่ในประเทศไม่ได้ หลายเรื่องมันทำให้เราเศร้าใจเหมือนกัน
⦁ เคยแอบคิดบ้างไหม ว่าอยากลี้ภัยเหมือนกัน?
มีคนชวนนะ ตอนอยู่ในคุก 2 ปี ว่าจะไปไหม แต่ป้าไม่อยากไป เราจะหนีไปตลอดชีวิตเหรอ แล้วจะไปอยู่ยังไง บ้านช่องเราล่ะ ก็ตัดสินใจไม่หนี เพราะถ้าต้องหนีตลอดจะไม่ได้กลับไทยเลย ไม่เอาดีกว่า ติดคุกยังมีวันได้ออก

⦁ ทุกวันนี้อยู่กับใคร ความสุขเล็กๆ ในช่วงนี้คืออะไร?
อยู่คนเดียวลูก กับแมว 2 ตัว ชื่อเจ้าหยกกับเจ้าน้ำตาล หูยย เจ้าหยกมันแสบ ซนมาก ตะกายมุ้งลวดพังหมด (ยิ้ม) เอามาจากวัด ก็พอได้พูดกับมันบ้าง อยู่คนเดียวไม่รู้จะพูดกับใคร
⦁ ยังมีหวังว่ามันจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีกว่านี้ไหม?
กาลเวลาของบางคนยังมีอีกยาวนาน แต่ของบางคนมันน้อยลง แต่ป้าว่ามีความหวังนะ ขึ้นอยู่กับคนรุ่นใหม่นี่แหละ จะสู้ได้ก็ด้วยพลัง สามัคคี
ถ้ารวมให้เป็นหนึ่ง ใครก็สู้ประชาชนไม่ได้ ต้องช่วยกันเน้นย้ำถึงสิ่งที่เราพึงมีและควรจะทำได้ ในสิ่งที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย
อธิษฐาน จันทร์กลม – เรื่อง
สมจิตร ใจชื่น – ภาพ


